โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รวม 6 ปัญหาของ “มาตรฐานทางจริยธรรม” คสช. ให้คนของตัวเองเขียนคำกว้างๆ ใช้ได้หลายช่องทาง

iLaw

อัพเดต 31 ส.ค. 2568 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 06.45 น. • iLaw

"มาตรฐานทางจริยธรรม" กำลังเล่นบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในการเมืองไทย หลังจากที่มีบทบาทในการสอย “เศรษฐา ทวีสิน” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้วเมื่อ 14 สิงหาคม 2566 และทำหน้าที่ "แบน" นักการเมืองมาแล้วอีกหลายคน ก็มาถึงคิวของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยคนที่สองที่กำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่าขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

"มาตรฐานทางจริยธรรม" เป็นชื่อที่ฟังดูแล้วสวยงาม ควรค่านำมาใช้กำกับพฤติกรรมของนักการเมือง แต่ขณะเดียวกันเครื่องมือชิ้นใหญ่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ชิ้นนี้ก็มีเนื้อหาที่ "กว้างขวาง" จนหาขอบเขตไม่ได้ แต่กลับมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่ามาตราอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ สามารถเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ง่ายกว่ากฎหมายและกระบวนการที่มีขึ้นเพื่อปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จนกลายเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์และเสถียรภาพทางการเมืองได้มากที่สุด

ไอลอว์ชวนสำรวจแง่มุมที่เป็นปัญหาของ "มาตรฐานทางจริยธรรม" ฉบับนี้ ทั้งในทางกฎหมาย ในทางการเมือง ในทางจริยศาสตร์ และในทางสากล

1. เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีวิธีที่จะแก้ไขหรือยกเลิก

“มาตรฐานทางจริยธรรม” มีชื่อเต็มๆ คือ “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ” เป็นเอกสารฉบับหนึ่งที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 219 ว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญร่วมกันจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ

โดยบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ระบุว่า กรธ. มีมติเห็นชอบร่างมาตราใหม่ที่บัญญัติให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมบังคับใช้แก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการและผู้ว่าการในองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา และมีการแก้ไขปรับปรุงหลายครั้ง จนมีเนื้อความดังปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560 ในการประชุม กรธ. ครั้งที่ 115 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ทั้งนี้ กรธ. ชุดที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 นั้น มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นผู้ทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

มาตรฐานทางจริยธรรม เป็นเอกสารความยาวเพียง 5 หน้า มี 28 ข้อ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 โดยเมื่อประกาศใช้แล้วก็มีผลบังคับทันที แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงวิธีการและขั้นตอนหากจะแก้ไขเพิ่มเติม หรือการจะยกเลิกมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้เอาไว้ด้วย และเมื่อพิจารณาร่วมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ตามคำปรารภที่ว่า รัฐธรรมนูญนี้วางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอํานาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อํานาจตามอําเภอใจ จึงเห็นได้ว่า กลไกที่เรียกว่า มาตรฐานทางจริยธรรมนี้มีขึ้นมาก็เพื่อจะ "กำจัด" บุคคลที่มีผู้เห็นว่าไม่เหมาะสมออกจากการเมือง

มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ไม่ได้ถูกตราขึ้นโดยกระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภา จึงไม่สามารถถูกแก้ไขเนื้อหาโดยการพิจารณาของรัฐสภาได้ และประชาชนไม่อาจเข้าชื่อกันเพื่อเสนอให้แก้ไขได้ โดยยังไม่ชัดเจนว่า มาตรฐานทางจริยธรรม มีสถานะเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์อย่างไร หากมีเนื้อหาขัดแย้งกับกฎหมายอื่นๆ แล้วจะตีความบังคับใช้กันอย่างไร

2. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระของคสช. "ร่างขึ้นเอง ใช้กับคนอื่น"

มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ใช่สิ่งที่มีคู่อยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ จาก 20 ฉบับไม่มีเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คำนี้มีขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมเป็นเหตุในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งได้ แต่ที่มาของมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 134 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตราข้อบังคับและตราประมวลจริยธรรมของตัวเองขึ้นใช้เอง แตกต่างกับมาตรฐานทางจริยธรรมในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผู้ถูกบังคับใช้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ

มาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญร่วมกันจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยในบทเฉพาะกาล มาตรา 276 ยังระบุด้วยว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระดำเนินการให้มีมาตรฐานดังกล่าวภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่ง

ซึ่งตามหลักการนี้ยังพอเป็นที่ยอมรับได้เมื่อแต่ละองค์กรควรจะมีหลักการทำงานหรือบรรทัดฐานที่จะเขียนขึ้นเพื่อใช้บังคับกันเองภายในองค์กรหรือใช้ร่วมกันสำหรับองค์กรลักษณะเดียวกัน แต่การกำหนดกรอบเวลาที่เร่งรัดก็ทำให้ไม่มีหลักประกันว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระขณะนั้นจะมีโอกาสยกร่างมาตรฐานทางจริยธรรมให้รอบคอบและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระขณะนั้น บางส่วนมีที่มาจากการเลือกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. เมื่อปี 2557 บางส่วนอยู่ในตำแหน่งได้เพราะมีประกาศและคำสั่งของคสช. ให้ดำรงตำแหน่งอยู่ จึงกล่าวได้ว่า ผู้ยกร่างก็คือองคาพยพของคณะรัฐประหาร

ในวรรคสองของมาตรา 219 ยังระบุอีกว่า ในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมนั้น ให้รับฟังความคิดเห็นจากสส. สว. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบ และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้ว ก็ให้ใช้บังคับกับ สส. สว. และครม. ด้วย อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาปี 2560 ที่ต้องเร่งจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมให้แล้วเสร็จ ยังไม่มีสส. และ สว. จึงมีเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นของสนช. ที่ทำหน้าที่แทนรัฐสภา ดังปรากฏในการประชุม สนช. เมื่อวันท่ี 28 กันยายน 2560 ซึ่งที่มาของ สนช.ก็คือ การแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกันกับกรธ. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560

นอกจากนี้มาตรา 219 วรรคสองยังกำหนดต่อไปว่า เมื่อประกาศใช้มาตรฐานทางจริยธรรมแล้วให้ใช้บังคับแก่ สส. สว. และครม. ด้วย โดยที่สส. สว. และครม. ไม่ได้มีส่วนร่วมในการยกร่าง ให้ความเห็น หรือจัดทำข้อบังคับชุดนี้ด้วยเลย ที่มาของมาตรฐานทางจริยธรรมนี้จึงออกแบบไว้โดยจงใจให้เขียนขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อที่จะนำไปใช้บังคับกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่า คณะรัฐประหารแต่งตั้งคนของตัวเองมาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเขียนรัฐธรรมนูญให้คนของตัวเองมายกร่างมาตรฐานทางจริยธรรม โดยรับฟังความเห็นของคนจากตัวเองอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ประกาศใช้เพื่อจะนำไปบังคับกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต ทำให้เมื่อประกาศใช้แล้วมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้จึงมีสถานะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่คณะรัฐประหารฝากไว้ในระบบรัฐธรรมนูญของตัวเอง

3. ใช้ถ้อยคำกว้างขวาง ทำอะไรก็ผิดได้

แม้มาตรฐานทางจริยธรรมจะมีไว้เพื่อกำหนดกรอบความประพฤติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึง สส. สว. และครม. แต่ปัญหาสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้ คือ กำหนดกรอบพฤติกรรมโดยใช้ถ้อยคำอย่างกว้างขวาง

มาตรฐานทางจริยธรรมถูกแบ่งเป็นสี่หมวดด้วยกัน แต่ที่สำคัญคือ หมวดที่ 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ซึ่งหากใครถูกตัดสินว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวดนี้ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยหมวดที่ 1 ประกอบด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม 6 ข้อ ดังนี้

“ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 9 ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในประการที่อาจทําให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 10 ต้องไม่รับของขวัญของกํานัล ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับให้รับได้”

จะเห็นได้ว่า ในมาตรฐานทางจริยธรรมที่ถือว่าเป็นหมวดสำคัญนี้มีการใช้คำที่สามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง เช่น ถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือแค่ไหนถึงเรียกว่า “รู้เห็น” ให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาและผู้ประทับรับฟ้องด้วยเช่นกัน

ทั้งที่การเรียกรับทรัพย์สินจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือการยินยอมให้ผู้อื่นแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นการทุจริตและเป็นความต่อทางอาญาอยู่แล้ว หากสส. สว. หรือรัฐมนตรีมีพฤติกรรมดังกล่าวย่อมถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีได้ โดยผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิในการแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการของศาลยุติธรรม และหากศาลตัดสินว่ามีความผิดก็จะขาดคุณสมบัติและพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง หากไม่มีการเขียนข้อความเหล่านี้ไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรมคนที่กระทำผิดก็ย่อมถูกดำเนินคดีและถูกถอดถอนได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมหมวดที่ 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก และหมวดที่ 3 จริยธรรมทั่วไป อาจจัดเป็นมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงได้ ขึ้นอยู่กับรูปคดีว่าจะเป็นอย่างไร และก็ยังใช้ถ้อยคำที่กว้างขวางอีกเช่นกัน เช่น ข้อ 11 ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ข้อ 12 ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ข้อ 21 ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกําลังความสามารถ ข้อ 23 ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ ฯลฯ

โดยหลักการของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 การเขียนกฎหมายเผื่อเอาผิดและลงโทษต่อบุคคลจะต้องมีความชัดเจนแน่นอน ให้ทุกคนสามารถคาดหมายได้ว่า การกระทำใดจะเป็นความผิดและการกระทำใดจะไม่เป็นความผิด ซึ่งการกระทำที่ถือเป็นการทุจริต ประพฤติมิชอบ ของนักการเมืองและข้าราชการมีประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายอื่นๆ กำหนดองค์ประกอบความผิดไว้มากมายแล้ว

มาตรฐานทางจริยธรรมนั้นก็เขียนขึ้นเพื่อเอาผิดและมีโทษสำหรับคนที่ฝ่าฝืนเช่นกัน แต่กลับใช้ถ้อยคำที่กว้างแบบไร้ขอบเขตจนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่จะทำสิ่งใดได้บ้างหรือทำสิ่งใดแล้วจะเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม และถ้อยคำเหล่านี้กว้างขวางกว่าองค์ประกอบของกฎหมายที่เอาผิดผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชั่นเสียอีก โดยไม่มีตัวอย่างการบังคับใช้ ไม่มีแนวคำวินิจฉัยของคดีก่อนหน้านี้ ไม่มีหลักอธิบายในการตีความเพื่อการทำความเข้าใจเช่นเดียวกับหลักการใช้และตีความกฎหมายอาญา

4. การกระทำเดียว ถูกดำเนินคดีได้ 2 ช่องทาง ฟ้องได้ 2 ศาล

นอกจากปัญหาที่มาและปัญหาตัวบทแล้ว อีกปัญหาสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมคือ วิธีการบังคับใช้ ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบวิธีการไว้อย่างซับซ้อน แต่จงใจซ่อนกลไกให้มาตรฐานทางจริยธรรมสามารถถูกนำมาใช้ดำเนินคดีแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ถึง 2 ช่องทางด้วยกัน และสามารถเอาคดีขึ้นสู่ศาลได้ 2 แห่งไปพร้อมๆ กัน

ช่องทางแรกคือ สส. หรือ สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ (เช่น มี สส. 500 คน ก็ต้องร่วมลงชื่อกันไม่น้อยกว่า 50 คน หรือมีสว. 200 คน เกณฑ์ขั้นต่ำคือไม่น้อยกว่า 20 คน) สามารถยื่นเรื่องกล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดทั้งสส. สว. หรือรัฐมนตรี มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อไต่สวนแล้วหาก ป.ป.ช. เห็นว่ามีความผิด ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาและพิพากษาต่อไป โดยเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องแล้ว ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีความผิด ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งช่องทางการบังคับใช้มาตรฐานทางจริยธรรมนี้มีขั้นตอนการปฏิบัติเขียนไว้อย่างละเอียดในรัฐธรรมนูญมาตรา 234 - 236 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. ป.ป.ช.ฯ)

ภายใต้รัฐสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญ 2560 อันเป็นช่วงแรกของการบังคับใช้มาตรฐานทางจริยธรรม มีนักการเมืองหลายคนเคยถูกดำเนินคดีและถอดถอนตามช่องทางนี้แล้ว เช่น ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ, กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ พรรคภูมิใจไทย, พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น ทำให้เห็นได้ว่า ช่องทางการทำงานของป.ป.ช. เป็นช่องทางหลักในการตีความและส่งฟ้องต่อศาล ส่วนศาลฎีกาเป็นองค์กรหลักที่ตีความและวินิจฉัยเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเปิดช่องทางพิเศษไว้อีกช่องทางหนึ่ง คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติเพราะเหตุมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 160 (5) กรณีแรกที่เกิดขึ้น คือ กรณีของเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะเหตุแต่งตั้งคนที่เคยทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี วการดำเนินคดีนี้เริ่มต้นโดยสว. 40 คนที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. เป็นผู้ริเริ่มยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อาศัยมาตรา 160 (4) (5) ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) โดยไม่ทำตามขั้นตอนของมาตรา 234-236 ไม่ต้องไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.

การดำเนินคดีได้ 2 ช่องทางต่อการกระทำหนึ่งครั้ง อาจนับได้ว่าเป็นการ "ฟ้องซ้ำ" หรือ Double Jeopardy ขัดต่อหลักกฎหมายที่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาไม่ต้องรับผลร้ายหรือรับโทษซ้ำกันจากการกระทำครั้งเดียว และเมื่อคดีจากการกระทำหนึ่งครั้งถูกฟ้องต่อศาลได้ 2 แห่งยังก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ตามมาอีก หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาในรูปแบบหนึ่ง และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งแตกต่างกันไป ก็จะมีคำวินิจฉัยจาก 2 ศาลที่ขัดกันเองและก่อให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายที่ไม่อาจหาทางออกได้ว่า จะต้องยึดถือคำวินิจฉัยของศาลใด

กรณีข้อกล่าวหาต่อแพทองธาร ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่สำคัญ เมื่อสว. ชุดที่มาจากระบบเลือกกันเองยื่นคำร้องให้ถอดถอนด้วยข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมทั้งสองช่องทาง โดยกลุ่มสว. ที่นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนคุณสมบัติจากการฝ่าฝืนหรือกระทำผิดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงเมื่อ 19 มิถุนายน 2568 และสว. อีก 36 คน ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติของแพทองธารเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568

5. ถูกนำมาใช้ลงโทษย้อนหลัง

นับตั้งแต่ประกาศใช้มาตรฐานทางจริยธรรมเมื่อปี 2561 ปรากฏว่า มีนักการเมืองถูกศาลตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วยข้อหาผิดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงไปแล้วสี่คนจากการยื่นคำร้องของ ป.ป.ช. และศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสิน แต่มีคดีที่น่าสนใจคือ กรณีของพรรณิการ์ วานิช อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต ที่พิจารณาย้อนหลังไปถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการประกาศใช้มาตรฐานทางจริยธรรมด้วย

คดีดังกล่าวมีเริ่มจาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องลงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ต่อป.ป.ช. ว่า พรรณิการ์กระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีโพสต์ภาพและข้อความบนเฟซบุ๊กเป็นภาพถ่ายในวันรับปริญญาเมื่อปี 2553 ซึ่งภาพนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ในภาพถ่ายด้วย และผู้ที่อยู่ในภาพไม่ได้แสดงกริยาที่นอบน้อมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ต่อมาพรรณิการ์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. โดยที่ภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวยังคงเผยแพร่เป็นสาธารณะอยู่ โดยป.ป.ช. ขอให้ศาลพิพากษาว่า พรรณิการ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยพรรณิการ์ได้ยื่นคำคัดค้านว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรฐานทางจริยธรรมจะประกาศใช้ และในขณะที่ยื่นคำคัดค้านนั้น พรรณิการ์พ้นจากตำแหน่งสส. แล้วเนื่องจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ป.ป.ช. จึงไม่มีอำนาจไต่สวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

ทว่าศาลฎีกาพิพากษาว่า ป.ป.ช. ได้รับคำร้องในเวลาที่พรรณิการ์ยังเป็น สส. อยู่ และมาตรฐานทางจริยธรรมมีผลใช้บังคับแล้ว อีกทั้งศาลยังเห็นว่า แม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว ป.ป.ช. ยังคงมีอำนาจไต่สวนและยื่นคำร้องคดีนี้ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) และ พ.ร.ป. ป.ป.ช.ฯ มาตรา 87 ประกอบมาตรา 55 (3) ศาลยังระบุอีกว่า เมื่อพรรณิการ์ยังคงปล่อยให้ภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กของเธอในลักษณะเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงออกถึงการไม่เคารพและเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการที่พรรณิการ์ไม่ลบหรือนำภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวทั้งหมดออกจากระบบคอมพิวเตอร์ทั้งที่สามารถกระทำได้ เพื่อไม่ให้ปรากฏอยู่และเพื่อไม่ให้บุคคลใดสามารถเข้าถึงภาพถ่ายและข้อความทั้ง 6 กรณีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

ศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ว่า การกระทำของพรรณิการ์จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 235 รัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรฐานทางจริยธรรมข้อ 6 ประกอบข้อ 29 วรรคหนึ่ง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดชีวิต แต่ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 5 จึงยังไม่เห็นสมควรเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพรรณิการ์

6. โทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ขัดหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

นอกเหนือจากข้อกังวลจากการบังคับใช้มาตรฐานทางจริยธรรมภายในประเทศแล้ว ยังมีอีกข้อกังวลหนึ่งที่สำคัญ คือบทกำหนดโทษจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่า หากศาลพิพากษาว่าเป็นความผิดอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นได้ โดยไม่กำหนดเวลา ซึ่งหมายความว่า อาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้ตลอดชีวิต หรือที่เรียกว่า เป็นการแจก "ใบดำ"

การกำหนดโทษเช่นนี้อาจขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights; ICCPR) ข้อ 25 (b) ที่ระบุว่า พลเมืองทุกคนย่อมมีสิทธิและโอกาสโดยปราศจากความแตกต่างดังกล่าวไว้ในข้อ 2 (คือ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด และสถานะอื่นๆ) และโดยปราศจากข้อจำกัดที่ไม่สมควร ในการที่จะออกเสียงหรือได้รับเลือกตั้งอันแท้จริงตามวาระ ซึ่งมีการออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาค และโดยการลงคะแนนลับ เพื่อประกันการแสดงเจตนาโดยเสรีของผู้เลือก

โดยประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคี ICCPR โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 ทำให้ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องยึดถือกติกาดังกล่าวมาปฏิบัติ การมีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมให้ต้องถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ก็จะเป็นการฝ่าฝืนหลักการสิทธิของพลเมืองตาม ICCPR ด้วย ซึ่งกรณีของพรรณิการ์ ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ได้มีการยื่นคำร้องต่อผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติไว้แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...