โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“Din Tai Fung” ร้านติ่มซำเล็ก ๆ ในไต้หวัน สู่เชนร้านอาหารรายได้สูงสุดในสหรัฐอเมริกา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 07.01 น.

จากร้านเกี๊ยวซาลาเปาเล็ก ๆ ในไต้หวันเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน วันนี้ Din Tai Fung มีสาขาในสหรัฐถึง 17 แห่งที่แน่นขนัดทุกวัน และก้าวขึ้นเป็นเชนร้านอาหารที่ทำรายได้ต่อสาขาสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 11.01 น. สำนักข่าวบลุมเบิร์กรายงานว่า บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมอาหาร Technomic ระบุว่า เมื่อ 25 ปีก่อน ร้านอาหารไต้หวันชื่อดัง Din Tai Fung เปิดสาขาแรกในสหรัฐอเมริกาที่เมืองอาร์เคเดีย รัฐแคลิฟอร์เนีย มีเพียง 19 โต๊ะในห้างชานเมืองลอสแอนเจลิส แต่ปัจจุบันเติบโตจนมีถึง 17 สาขาทั่วสหรัฐ และอีกหลายแห่งที่กำลังจะเปิดในอนาคต โดยแต่ละสาขาทำรายได้เฉลี่ยต่อปี 27.4 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 3 เท่าของกลุ่มร้านหรูอย่าง Nobu

Albert Yang ซีอีโอวัย 32 ปีของ Din Tai Fung North America กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “มันคือความภาคภูมิใจ แต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของเรา สิ่งที่เรามุ่งมั่นคือคุณภาพอาหาร บริการที่ดี และประสิทธิภาพในการทำงาน กำไรจะตามมาเองเมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้อง”

จากไต้หวันสู่ความสำเร็จระดับโลก

Din Tai Fung มีสำนักงานใหญ่ในไทเป และปัจจุบันมี 165 สาขาทั่วโลก แฟน ๆ ติดตามการเปิดสาขาใหม่เหมือนตามข่าวการย้ายทีมของนักบาส NBA ปี 2567 บริษัทเปิดร้านใหม่ในสิงคโปร์ ดูไบ ภูเก็ต มะนิลา และดิสนีย์แลนด์ แคลิฟอร์เนีย รวมถึงสาขาเรือธงในนิวยอร์ก ส่วนปีนี้ก็เพิ่มอีกสิบกว่าสาขาในอเมริกาเหนือ เช่น แวนคูเวอร์ และซานตาโมนิกา

ครอบครัวหยางยังคงยึดมั่นในการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยส่วนใหญ่ไม่ขายแฟรนไชส์ ยกเว้นบางสาขา เช่น ที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นร้านในเครือโรงแรม ARIA เท่านั้น อัลเบิร์ตกล่าวว่า “นั่นคือเหตุผลที่เราจะไม่เข้าตลาดหุ้น …เราคงทำเงินได้มากกว่านี้ถ้าไปจดทะเบียน แต่ถ้าคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน ครอบครัวเราจะไม่สบายใจ”

ความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น

ร้าน Din Tai Fung ก่อตั้งโดยปู่ของอัลเบิร์ต หยาง ชื่อ ปิงอี้ หยาง (Bing-yi Yang) ในปี 1948 หลังจากอพยพจากมณฑลซานซีมายังไต้หวัน เดิมทีเขาทำงานส่งน้ำมันพืชให้บริษัท Heng Tai Fung แต่เมื่อยอดขายน้ำมันตกลงในยุคซูเปอร์มาร์เก็ตปี 1970 เขาและภรรยาจึงเปลี่ยนครึ่งร้านเป็นร้านอาหารเกี๊ยวซาลาเปา และตั้งชื่อใหม่ว่า “Din Tai Fung”

ร้านเล็ก ๆ นี้ค่อย ๆ เติบโต จนในปี 1993 New York Times ยกให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก ทำให้ชื่อเสียงระเบิดขึ้นทันที และในปี 2543 ครอบครัวหยางรุ่นต่อมาได้ขยายสาขาแรกในสหรัฐฯ ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งอัลเบิร์ตในวัย 12 ขวบเริ่มหัดพับซาลาเปาเอง

การบริหารยุคใหม่ของรุ่นลูก

เมื่ออัลเบิร์ตและอาโรน (Aaron) พี่ชาย เข้ามาบริหารธุรกิจในปี 2564 ทั้งคู่เริ่มนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหาร โดยเน้นรีวิวจากลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (“North Star”) ทีมงานติดตามรีวิวใน Yelp และ Google อย่างใกล้ชิด และพนักงานจะได้โบนัสหากร้านได้คะแนนสูง เมื่อพบปัญหาที่พบบ่อย เช่น อาหารเย็นเกินไป หรือบริการล่าช้า ทีมงานจึงเพิ่มเวลาในการปรุงอาหารและฝึกอบรมพนักงานอย่างเข้มข้น

“เราไม่เคยหยุดถามตัวเองเลยว่าจะทำให้ลูกค้าประทับใจมากขึ้นได้อย่างไร”

แม้จะไม่มีงบโฆษณาใหญ่โต Din Tai Fung ก็กลายเป็นไวรัลบน TikTok หลายครั้ง โดยเฉพาะเมนูซาลาเปาช็อกโกแลตโมจิที่มียอดวิวหลายล้าน ตอนนั้นลูกค้า 4 ใน 5 คนบอกว่า เห็นใน TikTok

ในห้องผลิตซาลาเปาของสาขาซานตาโมนิกา พนักงานปั้นเกี๊ยวกว่า 10,000 ชิ้นต่อวัน ทุกชิ้นต้องมี ไส้ 16 กรัม แป้ง 5 กรัม และจีบ 18 จีบเท่ากัน กฎเหล็กนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่สาขาที่สองในโตเกียวปี 1996

“ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ละเอียดเรื่องมาตรฐานมาก และเราเรียนรู้จากตรงนั้น”อัลเบิร์ตกล่าว โดยในปี 2564 เขาได้ปรับปรุงโปรแกรมฝึกทำซาลาเปาใหม่ ใช้เวลาอบรมกว่า 2 เดือน และเพิ่มจำนวนพนักงานทำเกี๊ยวต่อสาขาจาก 15 คน เป็นสูงสุด 60 คน

อัลเบิร์ตกล่าวว่าบริษัทจะยังไม่รีบขยายไปขายสินค้าแช่แข็งหรือธุรกิจอื่น ๆ “ตอนนี้เรามีเป้าหมายเดียว คือทำให้ประสบการณ์ของ Din Tai Fung ในสหรัฐสมบูรณ์ที่สุด” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม และจากผลลัพธ์ที่เห็นจนถึงตอนนี้ก็นับว่าพวกเขาทำได้ดีเกินคาด

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...