“สหภาพยุโรป” ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก 50% หั่นโควตา 47% อังกฤษ–ยุโรปเดือด หวั่นต้นทุนพุ่ง
"สหภาพยุโรป" ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจาก 25% เป็น 50% พร้อมหั่นโควตานำเข้าฟรีลง 47% จุดกระแสวิตกในสหราชอาณาจักรและเสียงคัดค้านจากค่ายรถยุโรปที่เกรงต้นทุนการผลิตจะพุ่ง
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 03.05 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การตัดสินใจของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและลดโควตาการนำเข้าอย่างรุนแรง ได้จุดกระแสความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร รวมถึงเสียงไม่พอใจจากผู้ผลิตรถยนต์ทั่วทวีปยุโรป
สหภาพยุโรปประกาศเมื่อวันอังคาร (7 ต.ค.) ว่าจะลดโควตานำเข้าเหล็กที่ได้รับการยกเว้นภาษีลง 47% เมื่อเทียบกับปี 2567 และปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจาก 25% เป็น 50% สำหรับส่วนที่เกินโควตา
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่ามาตรการใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กของสหภาพยุโรปอย่างถาวรและเข้มแข็ง โดยเน้นว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของแรงงาน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศสมาชิกหลายประเทศ เพื่อรักษาการจ้างงานและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเหล็กในการปรับตัวสู่การลดการปล่อยคาร์บอน (decarbonisation) ทั้งนี้มาตรการใหม่นี้จะมาแทนมาตรการปกป้องเหล็ก (Steel Safeguard Measure) ที่มีกำหนดหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2569
การขึ้นภาษีเหล็กของ EU สร้างแรงกระเพื่อมทันทีในอังกฤษ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติรอบใหม่จากการปิดโรงงานจำนวนมาก การปลดพนักงานหลายพันคน และยังถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% อยู่ก่อนแล้ว
Gareth Stace ผู้อำนวยการทั่วไปของสมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก UK Steel กล่าวเมื่อวันอังคารว่า “นี่อาจเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดที่อุตสาหกรรมเหล็กของสหราชอาณาจักรเคยเผชิญ รัฐบาลต้องใช้ทุกช่องทางทางการค้าเพื่อเจรจากับสหภาพยุโรปให้จัดสรรโควตาเฉพาะประเทศให้เรา มิฉะนั้นอาจเผชิญหายนะ”
ด้าน Emily Sawicz ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมของ RSM UK ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การตัดสินใจของสหภาพยุโรปเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมเหล็กของอังกฤษ
พร้อมระบุว่า “สหภาพยุโรปเป็นตลาดปลายทางกว่า 80% ของการส่งออกเหล็กจากสหราชอาณาจักร ภาษีใหม่นี้จึงอาจตัดขาดการเข้าถึงตลาดสำคัญที่สุดของเราได้โดยตรง ในขณะที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลกและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง”
การตัดสินใจของสหภาพยุโรปมีขึ้นหลังจากสหรัฐและแคนาดาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กเช่นเดียวกัน เพื่อสกัดการนำเข้าเหล็กราคาถูกจากจีนที่พวกเขามองว่าทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 25% เป็น 50% ในปีนี้ ขณะที่แคนาดาก็เข้มงวดโควตาและเก็บภาษีเพิ่ม (surtax) 25% สำหรับเหล็กที่หลอมและเทจากจีนโดยตรง
โดยจีนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าไม่เคยทิ้งตลาดโลกด้วยเหล็กราคาถูกเกินจริง
ด้านสหภาพยุโรปย้ำว่าปัญหากำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินเป็นปัญหาในระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
แม้มาตรการภาษีจะถูกมองว่าเป็นแนวทางปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาเหล็ก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ กลับไม่เห็นด้วย โดยมองว่าภาษีและโควตาที่เข้มงวดจะซ้ำเติมต้นทุนและราคาสินค้าในยุโรป
ทั้งนี้คาดว่าสหราชอาณาจักรจะพยายามเจรจาขอยกเว้นมาตรการจากสหภาพยุโรป โดยอาจอ้างอิงกรณีของ นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ที่ไม่ถูกบังคับใช้มาตรการดังกล่าว เนื่องจากเป็นสมาชิกของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)
ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยุโรปยังส่งสัญญาณว่าจะยกเว้นยูเครนจากภาษีดังกล่าว โดยระบุว่า “การพิจารณาจัดสรรโควตาควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศผู้สมัครสมาชิกที่อยู่ในสถานการณ์ความมั่นคงพิเศษ เช่น ยูเครน ด้วย โดยไม่กระทบต่อประสิทธิผลของมาตรการ”
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวหลังมีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหารือกับทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐเกี่ยวกับประเด็นภาษีเหล็ก ขณะที่คริส แมคโดนัลด์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของอังกฤษ ระบุว่า รัฐบาลยังไม่ตัดทางเลือกของการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตเหล็กในประเทศ
สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (European Automobile Manufacturers’ Association – ACEA) แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยระบุว่ามาตรการใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปราว 90% ใช้เหล็กจากภายในภูมิภาค และมีความกังวลอย่างยิ่งต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่จะผลักดันให้ราคาตลาดเหล็กในยุโรปสูงขึ้น
ในแถลงการณ์ระบุว่า “การลดโควตาอย่างรุนแรงและการเพิ่มภาษีจาก 25% เป็น 50% สำหรับส่วนเกินโควตา จะทำให้ยุโรปไม่สามารถผ่อนแรงกดดันในตลาดได้ด้วยการนำเข้าอีกต่อไป”
นอกจากนี้มาตรการใหม่ยังรวมถึงกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) แบบ “Melt and Pour” ซึ่งบังคับให้ต้องระบุว่ากระบวนการหลอมและเทเหล็กเกิดขึ้นที่ใด ซึ่ง ACEA เห็นว่าจะสร้างภาระด้านเอกสารและขั้นตอนทางปกครองอย่างมหาศาลต่อผู้ใช้เหล็กในยุโรป
Sigrid de Vries ผู้อำนวยการใหญ่ของ ACEA กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรายอมรับว่าภาคเหล็กจำเป็นต้องได้รับการปกป้องในระดับหนึ่ง แต่แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปในตอนนี้ดูจะไปไกลเกินไปในการปิดล้อมตลาดยุโรป เราจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้ใช้เหล็กภายในภูมิภาคให้ดีกว่านี้”
อ้างอิง : www.cnbc.com
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง