โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประยุทธ์ เปิดใจ ซื่อสัตย์ 100% มือซ้ายถือกฎหมาย มือขวาคุมรัฐบาล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 เม.ย. 2566 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2566 เวลา 04.52 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดใจ ให้สัมภาษณ์พิเศษ สื่อเครือมติชน ยืนยัน “ซื่อสัตย์ 100%” อีก 2 ปี เปรียบเหมือนนักกอล์ฟ ต้องอย่าเปลี่ยนวง

พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี มือซ้ายต้องถือกฎหมาย กรอบวินัยการเงินการคลัง ระบบงบประมาณ และเตือนมือขวา คือ คณะรัฐบาล ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ นับเป็นการเปิดใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตอบคำถามได้ครบถ้วนที่สุด ทั้งเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 8 ปี วิถีชีวิตส่วนตัว และอนาคตทางการเมือง

“ความซื่อสัตย์ของผม 100%”

ผมเป็นทหารมาตลอดชีวิต สิ่งสำคัญที่สุด การให้ความสำคัญกับงานด้านความมั่นคง แต่ก่อนนี้ก็มั่นคงในเรื่องของการทหาร เรื่องของเขตแดน เรื่องของชายแดน และกรณีที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศในภูมิภาค ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจและสังคม

การเปลี่ยนจากข้าราชการประจำจากฝ่ายความมั่นคงมาเป็นนักการเมืองและต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ “ต้องปรับตัวให้มากยิ่งขึ้น”

“สมัยก่อนก็รู้อยู่แล้วว่า ทหารมีระเบียบวินัยต่าง ๆ กำกับไว้เยอะ ผมในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกองทัพบกในช่วงที่ผ่านมาทหารหลายแสนคน ผมทำได้ดีในการทำให้กำลังพลเข้มแข็ง ทั้งร่างกายและจิตใจ ความพร้อมรบ หน้าที่ในยามปกติของทหารคือการเตรียมกำลังไว้ให้พร้อมเมื่อมีสถานการณ์ไม่ปกติ”

ถ้าเราเตรียมความพร้อมไม่เพียงพอ เมื่อถึงเวลาการใช้กำลังจะมีปัญหา เป็นอันตรายกับกำลังพล เพื่อมุ่งไปสู่การควบคุมสถานการณ์ ศักยภาพของประเทศไทยต้องดีทุกอย่าง ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ

“ไม่มีใครเคยเจอแบบผม สถานการณ์โควิด-19 โรคอุบัติใหม่ ความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดขึ้นสมัยผม อย่าคิดว่าไกลตัว ทุกอย่างเชื่อมโยงไปหมด การค้า การลงทุน พันกันไปหมด ต่างคนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ต้องมาคำนวณ ต้องมานึกถึงเรื่องความมั่นคง เราจะวางตัวอย่างไร จะทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างไร”

“การปรับตัวเป็นพลเรือน ผมคิดว่าผมปรับตัวไม่ต้องมากนักหรอก ความจริงใจ ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ของผม 100% แต่สิ่งที่ต้องปรับตัวคือ การบริหารราชการแผ่นดินไม่ง่ายนัก เพราะมี 21 กระทรวง รัฐมนตรี 36 คนที่มาจากหลายพรรคการเมือง คือกลไกประชาธิปไตย ผมต้องยอมรับ การเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนที่สามารถที่จะพูดคุย เจรจา หรือหารือกับทุกกระทรวงให้ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ผมคิดไว้ คือยุทธศาสตร์ชาติของผม เราจะทำงานด้วยกัน เราต้องมองประเทศชาติมาก่อนเสมอ”

“ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ผมมีหลักการของผม มือซ้ายผมต้องมีกฎหมาย กรอบวินัยการเงินการคลัง ระบบงบประมาณ เพราะการตรวจสอบเยอะ ผมไม่เคยไปก้าวล่วงการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ผมจำเป็นต้องเตือนมือขวาของผม คือคณะรัฐบาลต้องทำอะไรให้มันถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ผมรับผิดชอบได้แต่เพียงกลั่นกรองโครงการที่ทำขึ้นมาตามนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด”

8 ปีไม่เคยใช้อำนาจทุบโต๊ะ

“หลายคนถามว่า เอ๊ะ ทำมา 8 ปี ยังไม่พออีกเหรอ ไม่มีอะไรพอหรอกครับ ประเทศต้องปรับไปเรื่อย ๆ เพราะต่างประเทศเขาก็ปรับไปเรื่อยเหมือนกัน วันนี้เราถือว่ามาในระดับที่ดีพอสมควร”

ในส่วนของการลงทุน ไปต่างประเทศ ผมก็ได้รับการต้อนรับดีทุกประเทศ ในทุกการประชุม ปีแรกมีปัญหา พอปีที่ 2 เขาเริ่มเข้าใจว่า เราเข้ามาทำอะไร เราแก้อะไรไปแล้วบ้าง เขายอมรับว่า เราแก้กฎหมาย แก้กฎระเบียบ ปรับวิธีการในการลงทุนให้เป็นมาตรฐานขึ้น เขาเริ่มยอมรับผม เขาก็เริ่มเชิญผมไปประชุม เริ่มมาเยือนผม เชิญผมไปเยือนเขา วันนี้ผมไม่ได้มีปัญหากับใครทั้งสิ้น ตัวอย่างที่เขามาเอเปค เขาก็มากันครบ แม้บางประเทศมีปัญหาก็ส่งตัวแทนมา ผู้นำใหญ่ ๆ เขามาหมด เขาให้ผม เขาให้เกียรติประเทศไทย

“กำลังมีการย้ายฐานการผลิต เรามีโอกาสมากที่สุด เพราะเป็นประเทศที่ เขามองว่าผมสร้างความสมดุลให้กับภูมิภาคนี้ ผมพูดกับทุกประเทศในอาเซียน เราต้องแข็งแกร่งไปด้วยกัน มติอาเซียนต้องเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ วันนี้เริ่มไม่เอกฉันท์ เพราะว่ามีการเข้ามาในแต่ละประเทศ ผมยังยืนยันตรงนี้ได้”

“ผมยินดีปฏิบัติตามกติกาทุกอย่างของสหประชาชาติ แต่อย่างอื่นผมต้องบริหารของผม ถ้าผมเลือกข้าง คือปัญหา วันหน้าก็ยุ่งไปหมด กลายเป็นดินแดนที่ไม่ปลอดภัย ผมต้องการให้ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการลงทุน ดินแดนแห่งการท่องเที่ยว ดินแดนแห่งความสุข ที่ทุกคนในโลกที่มีปัญหามาเมืองไทย”

“ผมอยากให้ดูความตั้งใจ ความจริงใจ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นผู้รอบรู้ สถานการณ์ในประเทศและรอบบ้าน ต่างประเทศ สถานการณ์โลก การที่จะไปต่างประเทศ ต้องสง่างาม ต้องภูมิใจในความเป็นผู้นำประเทศ เพราะศักดิ์ศรีเท่ากัน ผมได้ทำมามากพอสมควร ผมทำได้ดีที่สุดแล้ว การที่เขาให้เกียรติผมไปทุกเวที มันไม่ง่ายและไม่ยากนักหรอก สำคัญที่สุดใครก็ตามมาเป็นผู้นำประเทศ ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐมนตรี นักการเมืองต้องรอบรู้และระมัดระวัง ไม่ใช่มีอำนาจแล้วทำได้ทุกอย่าง”

“มีอำนาจแล้วทำทุกอย่างแล้วเป็นไง ติดคุกไหม ผมไม่ต้องการให้ทั้งตัวผมและผู้ใต้บังคับบัญชาผม ลูกน้องผมติดคุกตามไปด้วย ผมไม่เคยบอกว่าผมต้องการโครงการนี้ เพราะผมจะได้อะไรตรงนี้ ไม่มี ผมใช้อำนาจทุบโต๊ะหรือเปล่า ถามพี่พงษ์ (สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน) นี่ก็ได้ หลายอย่างอยากจะทุบยังทุบไม่ได้เลย หนึ่งท่านอาวุโส สอง ท่านรู้มากกว่าผม งานทุกงานคนที่เป็นนายกฯ ต้องรู้เท่าที่ควรรู้ เพราะมีคนทำอยู่แล้ว ไม่ใช่วิเศษวิโส เก่งมาจากไหน ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมอยู่ไม่ถึง 8 ปีหรอก”

ผู้นำในสถานการณ์วิกฤต ดีทีวียังเครียด

“ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน ทุกรัฐบาลเคยเจอไหมล่ะโควิด สถานการณ์วิกฤตไหมล่ะ วิกฤต ผมตัดสินใจต้องเข้ามาดูแล ผมก็ต้องทั้งไม้นวม ไม้แข็ง ไอ้นี่ผมเอาแบบนี้ ไอ้นี่เอาตามพี่ (สุพัฒนพงษ์) อันนี้ดีหารือร่วมกัน แต่บางอย่างผมคิดว่า ผมต้องตัดสินใจในนามที่ผมเป็นผู้นำ เอ๊ะ ความเสี่ยงมันเยอะหรือเปล่านะ ถ้ามีความเสี่ยงน้อยหน่อย เอ้า เราต้องกล้าตัดสินใจ นี่คือเราต้องเป็นผู้นำในสถานการณ์วิกฤตให้ได้”

“สถานการณ์เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะโควิดนะ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ด้านชายแดน สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมต้องกล้าตัดสินใจ ผมมีประสบการณ์ของผมในการตัดสินใจ ผมอยู่สนาม อยู่ชายแดน มีการสู้รบกันชายแดนตลอด สมัยก่อนนี้ คอมมิวนิสต์ผมก็อยู่ ผมผ่านตรงนี้มามากพอสมควร ผมรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น ประเมินสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต 3 ปี 5 ปี 10 ปี วันนี้กำลังจะถึงจุดที่จะเกิดความขัดแย้งกันในภูมิภาคแล้วนะ”

“ผมคิดว่าคนที่จะเป็นนายกฯ อาจจะมีคนดีกว่าผมก็ได้ เขาได้มีการคิดเรื่องนี้หรือยัง ผมกังวลตรงนี้ ถ้าวันนี้เรากำลังพูดกันถึงแต่เพียงว่า จะให้ จะแจก ต่าง ๆ เหล่านี้มันมีหลายมิติที่ต้องมองนะ การเตรียมกำลังเราพร้อมไหม ทหารเราแข็งแรงพอไหม อาวุธยุทโธปกรณ์เราปลอดภัยไหม มันทันสมัยกับเขาหรือเปล่า ผมไม่ได้มุ่งหวังว่าจะใช้เงินงบประมาณสูง ๆ ซื้อ จะเห็นว่าผมพยายามจะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เองแล้ว แต่ไม่ง่ายนักหรอกครับ เราก็ผลิตออกมาได้มากพอสมควรแล้วตอนนี้ วันหน้าเราก็จะขายออกไป”

เรากับโลกหนีกันไม่พ้น เพราะวันนี้โลกเชื่อมโยงกันด้วยข่าวสาร โซเซียลมีเดีย สื่อ สิ่งที่สำคัญที่สุด หนึ่ง เราต้องมองตัวเรา สอง ต้องมองคนอื่น สาม เราจะทำอย่างไรให้เรากับคนอื่นโตไปเหมือนกันได้ไหมตามวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ไม่ใช่เขียนมาให้เพราะพริ้ง วิสัยทัศน์ของผมคือความมั่นคง เมื่อประเทศชาติมั่นคง ระบบเรียบร้อย มีเสถียรภาพ เมื่อเกิดความมั่นคง ทุกอย่างทำได้ นำไปสู่ความมั่งคั่ง และท้ายสุดนำไปสู่ความยั่งยืน

“ผมเป็นคนคิดยิบ เวลาพักผ่อนของผมก็คือเวลาคิด เปิดยูทูบดู ทำงานแบบพุ่งเป้า ตัดเสื้อให้พอดีคน ไม่ใช่เสื้อตัวเดียวใส่ได้ทุกคน แจกไปให้หมด ไม่ได้เกิดประโยชน์มากนักหรอก ภาระจะตกอยู่กระเป๋าซ้าย การเงินการคลัง งบประมาณมีปัญหา เราต้องเติมเงินกระเป๋าซ้ายของเราให้มากขึ้น คือเราต้องหาเงินเข้าประเทศให้มากยิ่งขึ้น”

“ผมนั่งดูทีวีแล้วจะคิดตาม ดูทีวียังเครียด”

อยากไปเดินห้าง กินกาแฟ

8 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ชีวิตครอบครัวของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องหายหน้าไป และในความเป็นจริงต้องมาแลกมากับความเป็นส่วนตัวที่ไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป นับแต่โบกมือลาจากทหารชายแดน เพื่อมารับตำแหน่ง รองแม่ทัพ-แม่ทัพภาค 1 และ ผบ.ทบ.

“ผมอยู่อย่างประหยัด ลูกเต้าผมไม่ดิ้นรนอะไร เขามีความพึงพอใจของเขาเอง เขามีโลกของเขา โชคดีที่เขาไม่ไปชอบของแบรนด์เนม ไม่เคยใช้ ไม่เคยชอบ เขาเป็นคนธรรมดา หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับชีวิตของครอบครัวผม เขาก็ไม่อยากเป็นภาระให้กับพ่อ ไปไหนมาไหนเขาก็ห่วง เป็นห่วงพ่อ กังวลว่าจะเป็นอันตราย คนต้องมาดูแลพ่อ ดูแลเขาอีก เขาคิดเป็นนะ เขาคิดแบบนี้นะ เขาบอกเขาอยากจะไป ถ้าผมไม่ใช่นายกฯ 8 ปีมาแล้วที่เขาถามผมว่า เมื่อไหร่จะพาเขาไปเที่ยว”

“คนเขาบอกไม่ค่อยเจอผม เหตุผลของผมก็คือ ไปไหนมันวุ่นไปหมด รปภ. ล่วงหน้า ตำรวจ เต็มไปหมด ต้องเดินตามผม แล้วชีวิตเป็นส่วนตัวของผมไหมล่ะ พอเดิน ๆ มา แล้วเกิดมีคนมาทำอะไร พวกนี้ก็ไม่ยอม มันก็จะตีกันตรงโน้น แล้วผมทำให้มันวุ่นวายไหมเล่า แต่ก่อนผมก็เดินเล่นอยู่นั่นแหละ”

“ก่อนปี 49 ตอนช่วงโน้น ผมไม่เคยเดินตั้งแต่เป็นแม่ทัพ เพราะมีความขัดแย้งมาตลอด ผมต้องมี รปภ.ของผมมาตลอด ไม่เคยเดินเลยนะ ห้าง แต่ก่อนผมก็เดิน จตุจักร ตลาดนัดของผม เสาร์-อาทิตย์ ผมก็เดินเล่นไปเรื่อย ตังค์ก็ไม่ค่อยมี ก็ไม่ได้ไปซื้ออะไรนักหนา ก็ไปดู ไปชม ไปคุยอะไรกับคนเขา ผมว่าแฟนคลับผมยังอยู่นะที่โน่นอ่ะ เขาคงถามผมเหมือนกันหายไปไหนหลายปีมาแล้ว ไม่ใช่ถือตัว ไม่ใช่”

“วันนี้ก็อยากจะไปนะ อยากจะไปหลายที่เชียวล่ะ ที่เคยไป ไม่ได้ไป ที่ไม่ใช่อบายมุขนะ ที่คนเขาควรจะไป ผมอยากจะไป ไปเดินห้าง ไปสวนสาธารณะ ไปเดินกินกาแฟที่โน่นที่นี่ เด็ก ๆ ผมไปหมด รู้จักหมด เพื่อนพาไปมั่ง พี่พาไปมั่ง ผมก็ไป ผมไปลำบากแล้วไง มันเป็นภาระ”

ครอบครัวกองหนุนให้ไปต่อ

การไปต่ออีก 2 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ได้คุยกับครอบครัวแล้ว แม้ชีวิต “ครอบครัวจันทร์โอชา” ที่ผ่านมาอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยภาระหน้าที่ แต่ได้รับกำลังใจจาก “อาจารย์น้อง” นราพร จันทร์โอชา อย่างเต็มเปี่ยม

“คุยกันแล้ว ตอนแรกเราก็มานั่งนึกว่า เอ๊ะ เราก็อยู่กันมา 8 ปีแล้วเนอะ แล้วเราก็คุยกันว่า แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปล่ะ ก็พักผ่อนไง อายุก็เยอะแล้วเหมือนกันนะ ก็จะ 70 อยู่แล้วล่ะ แต่ทีนี้ก็คุยกันว่า แล้วว่าไง ที่พ่อจะทำให้เสร็จ แล้วใครจะทำต่อไหม อะไรไหม พ่อไม่ต้องทำก็ดีอยู่แล้วนะ แต่พ่อหาคนทำให้ได้ก็แล้วกัน เราก็บอกเดี๋ยวก็มีคนทำอยู่ดีแหละ ก็เข้าใจกัน เขาก็อดทน”

ผมจบโรงเรียนนายร้อยตั้งแต่อายุ 21 ผมอยู่ต่างจังหวัดมาตลอด อยู่ชายแดน อยู่ปราจีนบุรี ตั้งแต่ช่วงคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งเป็นการรบกลางชายแดน เขมรสามฝ่าย บุกรุกพื้นที่ ยิ่งปืนใหญ่ ยิ่งใส่กันเป็นร้อย ๆ นัด ผมอยู่ต่างจังหวัดมาตลอด ผมเพิ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯเมื่อปี 47 เข้ามาเป็นรองแม่ทัพภาค 1 แล้วก็เป็นแม่ทัพภาค 1

“ผมมีชีวิตใช้ในกรุงเทพฯก็ตอนนั้น แต่ผมก็ต้องไปโน่น ไปนี่ ในฐานะเป็น ผบ.ทบ. เป็นแม่ทัพก็ต้องไปเยี่ยมลูกน้อง ไปทุกจังหวัด เหนือ ใต้ ออก ตก หน่วยงานทุกกองกำลัง ไปเยี่ยมเขาที่ชายแดน นี่คือชีวิตผมในกรุงเทพฯ”

“ลูกผมนะ เกิดมาสมัยผมอยู่ชายแดน ช่วงนั้นผมกลับบ้านเดือนละครั้ง ครั้งหนึ่งไม่กี่วัน 3 วัน 5 วัน เป็นผู้บังคับบัญชากลับมากไม่ได้ ลูกน้องก็ 10 วัน บ้านเขาไกล ผมกลับมา เขาก็เรียนหนังสือ โชคดีที่เขาเรียนหนังสือดี เขาเป็นฝาแฝด ก็เรียนมาด้วยกันทั้งคู่ คะแนนก็ไล่เรี่ยมาด้วยกันตลอด จนสุดท้ายเขาก็ได้คะแนนเกรดดี”

“เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของผม แต่ผมไม่ได้มางานรับปริญญา ผมอยู่สนาม ผมมาไม่ได้ มีปัญหากันอยู่ตรงโน้น เขาก็อยู่กับแม่เขา อะไรที่เป็นวันสำคัญ ๆ ของครอบครัว ผมไม่ได้กลับหรอก เพราะติดภาระหน้าที่ โชคดีภรรยาเข้าใจ เขาปวดท้อง เข้าโรงพยาบาล เขาก็อยู่ของเขาคนเดียว ลูกยังอยู่ในท้อง แต่ก็มีพี่สาวคอยช่วยดูแล เขาคลอดลูกออกมา ผมอยู่กับเขาวันเดียวคือวันคลอด แล้วผมต้องกลับสนาม”

“จากนั้นมา ผมก็ไป ๆ กลับ ๆ จนลูกเรียนหนังสือตั้งแต่ปฐม มัธยม อุดมศึกษา ไปมหาวิทยาลัย วันรับปริญญาผมก็ไม่ได้ไปกับเขา ผมก็ถ่ายรูปรับปริญญากับเขาที่บ้าน แต่งตัวไว้ลูก พ่อถ่ายที่บ้าน ผมก็คิดนะ ทำถูกไหมเนี่ย แต่เผอิญครอบครัวผมเข้าใจ ไม่งั้นโกรธกันตาย ไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่มีงอนกัน ภรรยาผมเป็นผู้ใหญ่พอ”

“ผมเล่นดนตรีไม่เป็น แต่คนที่ชอบดนตรี เล่นดนตรีใช้ได้ คือ ลูกผม ซึ่งไม่รู้มาจากใครเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กเขาชอบ ทำวง ก็ว่าไป วันนี้เขาก็ยังซ้อมของเขาอยู่ในบ้าน ผมก็นั่งฟังเขาเล่นไปอะไรไปในบ้าน เล่นกลองก็เป็น กีต้าร์ก็เป็น ทั้งลีด ทั้งเบส เปียโนก็พอเล่นได้ คีย์บอร์ด ผมชอบร้องเพลง แต่ไม่เพราะ ไม่ได้เกิดมาเป็นนักร้อง แต่ชอบฟังเพลง”

อีก 2 ปี เปรียบเป็นนักกอล์ฟต้องอย่าเปลี่ยนวง

การตัดสินใจเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เพื่อทำงานที่ยังไม่เสร็จ ให้สำเร็จภายใน 2 ปี โดยเอาความจริงที่ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ”

“ผมขายแต่ความจริง ขายแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้จริงและเกิดขึ้นแล้ว เราทำมาแล้ว แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก ถ้าใช้คำว่าขายของ ก็ขายกันอยู่ทุกวันอยู่นี่ไงเล่า ขายได้ไหม ถ้าขายได้ก็ล้มละลาย”

ส่วนหลังเลือกตั้งพรรคร่วมรัฐบาลจะไปร่วมกันอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า “ตอบยาก ผมไม่แน่ใจหรอก ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะหลังเลือกตั้งต้องดูคะแนนเสียงว่าใครได้มากได้น้อย ถ้าผมได้น้อยใครเขาก็ไม่อยากคบผม”

หลังเลือกตั้ง ถ้าได้ทำต่อ รอบหน้า-2 ปีข้างหน้า ไฮไลต์ ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะทำ คือ หนึ่ง คือ ที่ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ต้องทำ เพราะยังไม่เสร็จ

“สิ่งสำคัญวันนี้ คือ การแก้ปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การรักษาระดับการเงินการคลังให้ปลอดภัย แก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ จัดหารายได้ให้กับประชาชน ซึ่งมีหลายกลุ่ม หลายฝ่าย หลายอาชีพ หลายศักยภาพ แต่ละพื้นที่มีอะไรดี จะโตขึ้นได้หรือไม่ ถ้าดี สนับสนุน ถ้าไม่ดีให้เปลี่ยน แก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า นำแนวทางของประเทศใหญ่ ๆ มาทำ จะใช้เวลา 2 ปี พัตต์ให้ลงหลุม”

“นั่นคือเหตุผลว่า อีก 2 ปีเราจะทำอะไร คือ จะพัตต์ลูกลงหลุม สิ่งสำคัญวันนี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นสมัยเรา แล้วผมเป็นคนไปเปิดเกม ไปพูดกับเขา พูดกับทุกผู้นำ ส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป เป็นยุทธศาสตร์ชาติ”

“ถ้าเป็นนักกอล์ฟ เขาเรียกอย่าเปลี่ยนวง ถ้าเปลี่ยนวงแล้วตีไม่ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...