โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จักรวรรดิเมารยะ หลังสิ้น “พระเจ้าอโศกมหาราช”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 07.03 น.
พระเจ้าอโศกมหาราช ณ สังเวชนียสถาน, นวเชตวัน เมืองสาวัตถี (ภาพโดย Anandajoti Bhikkhu จาก flickr สิทธิ์การใช้งาน CC BY 2.0) - มีการตกแต่งกราฟิกเพิ่มโดย กอง บก.ศิลปวัฒนธรรม

จักรวรรดิเมารยะหลังสิ้น “พระเจ้าอโศกมหาราช”

จักรวรรดิเมารยะ (Maurya Empire) ในสมัยของ พระเจ้าอโศกมหาราช(268-232 ปีก่อนคริสตกาล) ถือเป็นช่วงเวลาที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล และเรืองอำนาจที่สุด จักรวรรดิของพระองค์ครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือกับตอนกลางทั้งหมดของอินเดีย บริเวณบังกลาเทศ ปากีสถาน และบางส่วนของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ส่วนทางทิศใต้แผ่ขยายลงมาจนเกือบสุดขอบอนุทวีปอินเดีย

ความนิยมทำสงครามและการประหัตประหารของพระเจ้าอโศกมหาราช มีส่วนสำคัญต่อการแผ่ขยายจักรวรรดิขนาดมหึมาที่พระองค์สืบทอดมรดกมาจาก พระเจ้าจันทรคุปต์ (Chandragupta)พระอัยกา ที่นักประวัติศาสตร์ยกย่องเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินอินเดียให้เป็นปึกแผ่น

หากพระเจ้าจันทรคุปต์คือผู้ทำให้อินเดียเป็นปึกแผ่น พระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นผู้ที่หล่อหลอมความเป็นปึกแผ่นนั้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทรงอำนาจมากขึ้น และแผ่ขยายอิทธิพลจากเดิมไปทั่วทุกสารทิศ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในสมัยของพระองค์ ที่ชาวพุทธจดจำได้ขึ้นใจ คือ บทบาทในการน้อมรับและเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ รวมถึงดินแดนห่างไกลอื่น ๆ ที่อยู่พ้นไปจากดินแดนชมพูทวีป ดังปรากฏหลักฐานใน “เสาอโศก”

ชะตากรรมของเมารยะหลังยุคพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นอย่างไร?

กล่าวอย่างสรุป คือ ราชวงศ์เมารยะค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง จนสูญสิ้นความสามารถในการควบคุมดินแดนภายในพื้นที่ปกครองส่วนต่าง ๆ สุดท้ายจึงล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์ ภายใน 50 ปี หลังสิ้นสุดสมัยของพระองค์ ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับจักรวรรดิขนาดใหญ่นี้บ้าง…

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ บรรดาพระราชโอรสของพระองค์ที่ถูกส่งไปปกครองดินแดนต่าง ๆ ในจักรวรรดิ มีความขัดแย้งกันเองสูงมาก พระเจ้าทศรถ (Dasharatha)พระราชนัดดาของพระเจ้าอโศกฯ เป็นผู้สืบราชสมบัติ และรับมรดกเป็นจักรวรรดิที่ถูกกร่อนเซาะจากภายใน จนเริ่มเห็นเค้าลางของการล่มสลายบ้างแล้ว

หลังสิ้นพระเจ้าทศรถพระเจ้าสัมปราติ (Samprati) พระราชนัดดาจากพระราชโอรสอีกพระองค์ของพระเจ้าอโศกฯ ครองราชย์ต่อ ช่วงเวลานี้เองที่เมารยะเผชิญปัญหาการแปรพักตร์ของหัวเมืองต่าง ๆ ทางใต้ ทั้งภายใต้การนำของเหล่าเจ้าชายหรือพระราชวงศ์เอง กับบรรดาเจ้าเมืองท้องถิ่น เหล่านี้กลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

มีจักรพรรดิราชวงศ์เมารยะครองราชย์ต่อจากพระเจ้าสัมปราติอีก 4 พระองค์ ในช่วงเวลาเพียง 31 ปี จากหลักฐานใน คัมภีร์ปุราณะของฮินดู เล่าว่า พระเจ้าศาลิศุกะ (Shalishuka) พระราชโอรสของพระเจ้าสัมปราติ ที่ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดานั้นมีชื่อเสียงด้านร้าย ทั้งถูกกล่าวถึงในฐานะ “ทรราชย์” เสียเป็นหลัก ส่วนจักรพรรดิองค์ถัดมา ได้แก่ พระเจ้าเทววรมัน (Devavarman) พระเจ้าศตธันวัน (Shatadhanvan) และพระเจ้าพฤหทรถะ (Brihadratha) มักมีเรื่องวิวาทภายในราชวงศ์เกี่ยวกับตำแหน่งรัชทายาทอยู่เสมอ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อำนาจของราชวงศ์เมารยะค่อย ๆ เสื่อมอิทธิพลลงตามลำดับตั้งแต่สิ้นพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว เพราะเจ้าเมืองที่อยู่ใต้อาณัติต่างแยกตนเป็นอิสระ ขณะที่อำนาจส่วนกลางไม่เข้มแข็งพอจะควบคุมหรือปราบปรามได้ มีเพียงสมัยของพระเจ้าสัมปราติที่มีการกำราบดินแดนทางใต้สำเร็จ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ เมารยะยังเผชิญการรุกรานจากภายนอก คือดินแดนอริทางตะวันตกเฉียงเหนือ นั่นคือ อาณาจักรบาคเตรีย (Bactria)ของกษัตริย์อินโด-กรีก ผู้สืบเชื้อสายขุนศึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์กรีกผู้พิชิตเปอร์เซีย เอเชียกลาง และบางส่วนของอินเดีย ทั้งอยู่ร่วมสมัยกับพระเจ้าจันทรคุปต์ พระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช

หลังสิ้นยุคสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ชาวกรีกได้สถาปนาอาณาจักรบาคเตรียในฐานะรัฐราชาธิปไตยปกครองชนพื้นเมืองบริเวณเอเชียกลางและอยู่ประชิดจักรวรรดิเมารยะมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว โดยมีกษัตริย์องค์สำคัญคือ เมดันเดอร์ที่ 1 (Menander I) หรือ “พระเจ้ามิลินท์” ราชาองค์เดียวกับที่ปรากฏในหนังสือ มิลินทปัญหา (Milinda Panha)นั่นเอง

อีกภัยคุกคามของเมารยะ คือ การขยายอำนาจของพวก คุชชาน (Kushan)หรือกุษาณะ อนารยชนเผ่าเร่ร่อนจากเอเชียกลาง ซึ่งต่อมาสามารถสถาปนาราชวงศ์กุษาณะปกครองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียได้สำเร็จเมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาลด้วย

เฉกเช่นเดียวกับจักรวรรดิทั้งหลาย เมื่ออำนาจส่วนกลางไม่มั่นคง และต้องรับมือภัยคุกคามจากภายนอก มหาอาณาจักรของพระเจ้าอโศกมหาราช จึงค่อย ๆ ล่มสลาย ทั้งจากภายใน และ ภายนอก

จักรวรรดิเมารยะหมดอำนาจอย่างสมบูรณ์ในปี 185 ก่อนคริสตกาล เมื่อ พระเจ้าพฤหทรถะจักรพรรดิเมารยะองค์สุดท้าย ถูกขุนนางฮินดูตระกูล ศุงคะ (Shunga)ภายใต้การนำของผู้บัญชาการทหารนาม ปุศยมิตรา (Pushyamrita)ร่วมกับเหล่าพราหมณ์-ปุโรหิตทั้งปวง ยึดอำนาจและปลงพระชนม์พระองค์ นำไปสู่การสถาปนา ราชวงศ์ศุงคะ ขึ้นมาปกครองอินเดียในเวลาต่อมา…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

NGThai, National Geographic (17 เมษายน 2563) : “พระเจ้าอโศก กษัตริย์อินเดียผู้น้อมรับพุทธศาสนาและปกครองผู้คนอย่างเป็นธรรม”.

Anindita Basu, World History Encyclopedia (Oct 06, 2016) : “Mauryan empire.

Encyclopaedia Britannica (Retrieved Mar 16, 2023) : “Mauryan empire
ancient state, India”.

National Geographic (Retrieved Mar 16, 2023) : “Mauryan Empire”.

Digital Library of India , The Oxford History Of India (Retrieved Mar 16, 2023) : “Mauryan India”.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มีนาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จักรวรรดิเมารยะ หลังสิ้น “พระเจ้าอโศกมหาราช”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...