โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

7 หมื่นโรงแรมเถื่อนเคว้ง ติดกฎหมายผังเมือง-สิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 เม.ย. 2566 เวลา 12.19 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2566 เวลา 00.03 น.

ขณะที่การท่องเที่ยวกำลังกลับมาคึกคัก ถือเป็นเวลาที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ที่พักจะเริ่มกลับมากอบโกยรายได้ โดยก่อนเกิดโควิด-19 มีการประเมินกันว่า โรงแรมในประเทศไทยมีประมาณ 84,000 แห่ง แต่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมได้ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2551 เพียง 14,000 แห่ง ที่เหลือประมาณ 70,000 แห่ง “ไม่มีใบอนุญาต”

ทำให้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลาง ขนาดเล็ก และที่พักต่าง ๆ พยายามดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้ภาครัฐแก้ไขกฎหมายเฉพาะขึ้นมา

ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 และมติ ครม.วันที่ 14 มีนาคม 2566 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับใหม่ โดยฉบับแรกเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551

โดยแก้ไขให้ “แพ เต็นท์ กระโจม” ซึ่งเป็นสถานที่พักที่มีจำนวนไม่เกิน 8 ห้อง และมีจำนวนผู้พักรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 30 คนให้บริการได้ โดยกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้พัก เช่น ต้องจัดให้มีเสื้อชูชีพ แสงสว่างอย่างเพียงพอในห้องพัก และบริเวณทางเดิน

ส่วนอีกฉบับทางกระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารประเภทอื่นที่จะขอใบรับรองการดัดแปลงอาคารหรือใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมได้ โดยยกเว้นข้อกำหนดที่ผู้ครอบครองอาคารไม่ต้องปฏิบัติ

ได้แก่ ที่ว่างของอาคาร ช่องทางเดินในอาคาร ความกว้างของบันได แนวอาคาร ระยะดิ่งของอาคาร ระยะหรือระดับระหว่างอาคารกับอาคารหรือเขตที่ดินของผู้อื่น หรือระหว่างอาคารกับถนน ตรอก ซอยทางเท้า ทางหรือที่สาธารณะ และที่จอดรถยนต์

ทั้งนี้ ต้องมีวิศวกรประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารว่าสามารถใช้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมได้ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะยื่นขออนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร และได้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวง และกำหนดเวลาต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นั้น

เชียงใหม่ติดกฎหมายผังเมือง

นายวีระวิทย์ แสงจักร ผู้ประกอบการชุมชนล่ามช้าง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้มติ ครม.จะปลดล็อกให้แล้ว แต่โรงแรมส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ที่ไม่มีใบอนุญาตยังติดปัญหากฎหมายผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ได้ทำการสำรวจผู้ประกอบการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ (OTA) ในจังหวัดเชียงใหม่

พบว่า มีจำนวน 6,300 แห่ง แบ่งผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ประมาณ 800 กว่าแห่ง ที่เหลือ 5,000 กว่าแห่งไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้ ในจำนวน 5,000 กว่าแห่ง แบ่งเป็นโรงแรมที่ติดปัญหากฎหมายผังเมือง และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ประมาณ 3,000 แห่ง ที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม ประมาณ 500-600 แห่ง

อีกส่วนติดปัญหาที่ดินทับซ้อนบนดอยบนเขา เช่น ที่ม่อนแจ่ม ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มนี้มีการยื่นเรื่องต่อสู้กับทางภาครัฐอยู่ ดังนั้นการให้เวลาดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ภายใน 2 ปี คือ ปี 2568 อาจจะไม่ทัน เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาต้องทำเรื่องขอผ่อนผันออกไป

ภูเก็ตติดเงื่อน IEE และ EIA

นายชินวัฒน์ อุดมนิยม นายกสมาคมที่พักบูติคภูเก็ต กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มติ ครม.ที่ออกมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 66 และ 14 มี.ค. 66 นั้นถือว่ากฎหมายยืดหยุ่นให้กับที่พักบูติคในภูเก็ตที่อยู่นอกระบบ ไม่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้มีเวลาปรับตัวได้ภายใน 2 ปี แต่ยังกังวลในเรื่องจังหวัดภูเก็ตเป็นเกาะติดชายฝั่งทะเล

การทำธุรกิจโรงแรมต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2560 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งมี 11 จังหวัดที่อยู่ริมทะเลต้องปฏิบัติกฎหมายสิ่งแวดล้อมนี้เหมือนกันหมด

โดยเงื่อนไขกำหนดว่าถ้าที่พักใดมีห้องพักเกิน 29 ห้องขึ้นไป ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) แต่ถ้าเกิน 79 ห้องขึ้นไป ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งสมาชิกของสมาคมมีบูติคขนาดกลางเกินกว่า 30 ห้อง อยู่หลายแห่ง ต้องทำ IEE ค่อนข้างหนัก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายอาจจะติดปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากประสบปัญหาโควิดมาต่อเนื่อง 3 ปี แม้ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะเข้ามายังจังหวัดภูเก็ตจำนวนมาก แต่มีการแข่งขันด้านราคา ทำให้มีรายได้เข้ามาไม่มากนัก

“ก่อนโควิดปี 2562 โรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตในภูเก็ตแจ้งไว้ประมาณ 2,000 กว่าราย ตอนนี้สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ประมาณ 30% ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบชัดเจน เพราะช่วงที่ผ่านมามีข่าวบางรายถูกแบงก์ยึด บางรายประกาศขายไปบ้าง เฉพาะในป่าตองสมาชิกของสมาคมที่พักบูติคเดิมมีประมาณ 500-600 ราย ตอนนี้กลับมาเปิดกิจการได้ประมาณ 50% สถานะก็แค่ประคองตัวกันไป เพราะมีการแข่งขันด้านราคากันพอสมควร โดยเฉพาะคนไทยเลือกพักโรงแรม บูติคส่วนใหญ่จะได้เป็นลูกค้าชาวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสกับวัฒนธรรมของคนไทย”

นายมโนสิทธิ์ แจ้งจบ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนโรงแรมขนาดเล็ก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เบื้องต้นพอใจกับกฎหมายที่ออกมา แต่ยังมีกฎหมายบางฉบับที่ต้องการให้ยืดหยุ่น เช่น กฎกระทรวงต่าง ๆ ที่ให้อำนาจท้องถิ่นเป็นฝ่ายดำเนินการ

เช่น ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ซึ่งมีอยู่ 9 แห่งทั่วประเทศ ในจังหวัดภูเก็ตตอนนี้มีโรงแรมที่ต้องทำ IEE มีประมาณ 50% ส่วนโรงแรมที่ต้องทำ EIA ประมาณ 20% นอกจากนี้ มีกฎหมายฉบับย่อย ซึ่งแต่ละพื้นที่ต้องแก้ไขเอง

ปัจจุบันโรงแรมในประเทศไทยมีประมาณ 84,000 แห่ง มีใบอนุญาตประมาณ 14,000 แห่ง อีก 70,000 แห่งไม่มีใบอนุญาต สำหรับจังหวัดภูเก็ตปัจจุบันโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต 100% แบ่งออกเป็นถูกกฎหมาย 20% ไม่ถูกกฎหมาย 80%

ทั้งนี้ ช่วงก่อนโควิด-19 มีโรงแรมที่อยู่ระบบ AGODA ประมาณ 10,000 แห่ง ปัจจุบันเปิดให้บริการประมาณ 4,000 แห่ง ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาแล้ว แต่ผู้ประกอบการบางแห่งก็ยังไม่มีเงินเพียงพอต่อการปรับปรุงโรงแรมให้ถูกกฎหมาย

ตอนนี้ผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุุญาตเข้าไม่ถึงแหล่งเงินของภาครัฐ จากโรงแรม 4,000 แห่ง น่าจะมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเพียง 800 แห่ง อีก 3,200 แห่งไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเฉลี่ยการซ่อมห้องพัก 1 ห้อง ใช้เงินประมาณ 1 แสนบาท

พัทยาชี้กฎหมายยังไม่ยืดหยุ่น

นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาโรงแรมขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ไม่มีใบอนุญาตไม่สามารถปรับปรุงได้ เพราะยังติด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้ต้องทำ IEE และ EIA

ถ้าอยากให้กลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าระบบได้ ภาครัฐต้องออกมาตรการที่ยืดหยุ่นกว่านี้ เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีการกำหนดพื้นที่จอดรถ พื้นที่ซึมน้ำ พื้นที่สีเขียว ถ้าจะให้ถูกต้องตามกฎหมายพื้นที่จะถูกแบ่งออกไปมาก ส่วนอาคารที่ก่อสร้างมานานแล้ว พบปัญหาความสูงอาคารเกินกำหนด ที่จอดรถไม่พอ ก็ไม่สามารถแก้ได้

แม้ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่จะยกเว้น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และให้วิศวกรที่มีใบอนุญาตมารับรองความมั่นคงและความปลอดภัยของอาคาร ส่วนเรื่องรายละเอียดการปลดล็อกยังไม่ชัดเจน ถ้ายังไม่สามารถปลดล็อกได้ทุกเรื่องก็คิดว่าโรงแรมส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าระบบได้อยู่ดี

ย้อนกลับไปช่วง 2-3 ปีก่อนองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เคยออกสำรวจพบว่า เมืองพัทยามีโรงแรมประมาณ 100,000-200,000 ห้องพัก แบ่งออกเป็นโรงแรมที่มีใบอนุญาต ประมาณ 20,000-25,000 ห้องพัก ซึ่งการขอใบอนุญาตโรงแรมค่อนข้างยุ่งยาก เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

ที่ผ่านมาต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าไม่มีใครสามารถก่อสร้างได้ตามรูปแบบ 100% อีกทั้งเมืองพัทยาเป็นเขตพื้นที่ควบคุมมลพิษ การก่อสร้างอาคารต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งการว่าจ้างที่ปรึกษาผ่านคณะกรรมการไม่ต่ำกว่า 1 ปี และบริษัทที่มีใบอนุญาตในการทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั่วประเทศประมาณ 30-40 บริษัท ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000,000 บาท

“ที่ผ่านมาภาครัฐบอกว่ามีการผ่อนปรนให้หลายรอบ สุดท้ายคนไม่เข้าระบบก็ดำเนินการขอใบอนุญาตไม่ได้อยู่ดี ไม่ใช่ผู้ประกอบการไม่อยากเข้าระบบ แต่พอยื่นเข้าไปก็มีกฎหมายบางข้อที่ยืดหยุ่นไม่ได้ ตอนที่มีกฎกระทรวงออกมาครั้งแรก ทางอำเภอแจ้งให้ผู้ประกอบการไปลงชื่อเข้าระบบ ทำให้ผู้ประกอบการที่ไปลงชื่อโดนจับ มันจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากเข้าไป ถ้าไม่มียืดหยุ่นต่อให้ยืดระยะเวลาไปอีก 10 ปี ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้”

เกาะเสม็ดชี้กฎหมายล้าหลัง

นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บนเกาะเสม็ดค่อนข้างติดปัญหาหลายอย่างเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ของกรมโยธาธิการและผังเมือง และกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ บนเกาะเสม็ดมีโรงแรมที่พักอยู่ 150 กว่าโรงแรม เบื้องต้นเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ 30-40 ห้อง ประมาณ 20 กว่าโรงแรมที่มีใบอนุญาต ที่เหลือเป็นโรงแรมขนาดเล็กต้องปรับปรุงตามกฎกระทรวง ซึ่งกฎหมายที่ออกมาควรปรับปรุงไปตามลักษณะความเป็นอยู่ในปัจจุบันและอนาคต ต้องตามยุคสมัย เข้ากับสถานการณ์ และต้องแก้ไขข้อกฎหมายให้ตรงกับพื้นที่

อีกทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคารค่อนข้างล้าหลัง ดังนั้นควรจะใส่กฎหมายลูกเข้าไปก็ได้ เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถปรับปรุงได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“เราอยากเดินเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง ไม่ใช่อยากเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ภาครัฐก็ต้องถอยด่วนเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้”

เพชรบูรณ์ติดปมป่าสงวนฯ

นายปรีชา เดชบุญ ที่ปรึกษาเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์และเลขาธิการสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มติ ครม.ที่ปลดล็อก พ.ร.บ.โรงแรมนั้น ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของที่พักในจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มากนัก เนื่องจากที่พักส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 4 ตำบลของ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ คือ ต.เขาค้อ ต.หนองแม่นา ต.สะเดาะพง ต.ริมสีม่วง

ที่ผ่านมาภาครัฐได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี 2529 และปี 2530 เช่น บริเวณป่าเขาปางก่อ ป่าวังชมภู และเขาโปลกหล่น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างต่อสู้เรียกร้องว่าเป็นพื้นที่ดั้งเดิม อยู่มาก่อนประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

แต่เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 66 ในวันเดียวกัน ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการให้กรมป่าไม้ดำเนินการเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ท้องที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และให้กรมธนารักษ์ไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ซึ่งกรมธนารักษ์จะได้นำพื้นที่ดังกล่าวมาให้ผู้ประกอบการเช่าประกอบการที่พักได้ในราคาไร่ละ 200 บาทต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...