รวมให้แล้ว! คำศัพท์เศรษฐศาสตร์ คุ้นหู ชวนสับสน แถมออกสอบบ่อย!
รวมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ คุ้นหู ชวนสับสน แถมออกสอบบ่อย!
สวัสดีค่ะน้อง ๆ ชาว Dek-D กลับมาอีกครั้งกับเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์นะคะ ไหน ๆ มีใครชอบวิชาเศรษฐศาสตร์บ้างเอ่ย? วิชานี้เนี่ยจะว่ายากก็ไม่ใช่ง่ายก็ไม่เชิง เป็นวิชาที่สร้างความสับสนให้ไม่น้อยโดยเฉพาะคำศัพท์เฉพาะทางหลายคำที่อ่านแล้วถึงกับงงคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ในวันนี้ ได้รวบรวมคำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจมาอธิบายขยายความกันให้เข้าใจกันมากขึ้น จะมีคำว่าอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ!
1. อุปสงค์ - อุปทาน
อุปสงค์คือ ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยที่ผู้บริโภคมีความสามารถมากพอที่จะซื้อและมีความเต็มใจที่จะจ่ายซึ่งจะแปรผกผันกับราคาสินค้าและบริการตามกฎอุปสงค์ คือ เมื่อราคาสินค้าหรือบริการใดสูงขึ้น อุปสงค์ต่อสินค้าหรือบริการนั้นจะลดลง หรือพูดอย่างง่ายคือเมื่อของแพงขึ้น คนจะอยากซื้อน้อยลง
อุปทาน หมายถึง ปริมาณความต้องการขายสินค้าและบริการที่ระดับราคาหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมีลักษณะแปรผันตามราคาสินค้าและบริการตามกฎอุปทานคือ เมื่อสินค้าหรือบริการราคาสูงขึ้น อุปทานต่อสินค้าหรือบริการนั้นจะสูงตาม พูดอย่างง่าย คือ เมื่อของแพงขึ้น คนจะอยากขายมากขึ้น
ราคาดุลยภาพ คือ ระดับราคาที่ทำให้ปริมาณความต้องการซื้อ (อุปสงค์) ของสินค้าหรือบริการนั้นเท่ากับปริมาณความต้องการขาย (อุปทาน)ของสินค้าหรือบริการนั้นพอดี ปริมาณนี้เท่ากันนี้เรียกว่าปริมาณดุลยภาพ เมื่อมีราคาและปริมาณดุลยภาพเกิดขึ้น จะทำให้เกิดดุลยภาพของตลาด
หากมีการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้าหรือบริการออกจากจุดดุลยภาพ จะทำให้อุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนตามด้วย เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้นความต้องการซื้อจะลดลงในขณะที่ความต้องการขายจะเพิ่มขึ้น ทำให้ของที่ขายมีมากกว่าความต้องการซื้อ เกิดเป็น'อุปทานส่วนเกิน'และเมื่อสินค้าราคาถูกลงความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้นในขณะที่ความต้องการขายจะลดลงทำให้ของที่ขายมีน้อยกว่าความต้องการซื้อ เกิด 'อุปสงค์ส่วนเกิน'อุปสงค์ส่วนเกินและอุปทานส่วนเกินนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนของราคาดุลยภาพและปริมาณดุลภาพที่จุดใหม่
2. สินค้าปกติ - สินค้าด้อยคุณภาพ
ความต้องการซื้อของคนเปลี่ยนแปลงไปตามรายได้ ถ้าเรามีรายได้ที่ลดลง ความต้องการซื้อสินค้าก็ลดลงตามรายได้แต่ถ้าเรามีรายได้เพิ่ม ความต้องการซื้อสินค้าก็เพิ่มตามไปด้วยเรียกสินค้าลักษณะนี้ว่า สินค้าปกติ (Normal goods)
ตัวอย่างกระเป๋า เสื้อผ้า หนังสือ
ในทางตรงกลับกัน เมื่อเรามีรายได้ลดลงกลับมีความต้องการซื้อสินค้านั้นมากขึ้นและเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อกลับลดลง เรียกสินค้าแบบนี้ว่าสินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior goods)
ตัวอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง
3. ดุลการค้า
ดุลการค้า (Trade Balance) หมายถึง ผลต่างสุทธิระหว่างมูลค่าสินค้าส่งออกกับมูลค่าสินค้านำเข้า โดยเป็นไปได้ใน 3 ลักษณะ คือ
- ดุลการค้าสมดุลหมายถึง สินค้าส่งออกเท่ากับสินค้านำเข้า
- ดุลการค้าขาดดุลหมายถึง สินค้าส่งออกน้อยกว่าสินค้านำเข้า
- ดุลการค้าเกินดุลหมายถึง สินค้าส่งออกมากกว่าสินค้านำเข้า
4. ค่าเงินบาทแข็ง - ค่าเงินบาทอ่อน
สมมติให้เงินสกุลอื่นเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ราคาของเงินสกุลอื่น คือ อัตราแลกเปลี่ยน ที่แสดงให้เห็นว่าต้องใช้เงินบาทเท่าไรจึงจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลนั้น ๆ ได้ เช่น 35 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาของ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงเท่ากับ 35 บาท
ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ค่าเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจึงหมายถึงการที่เงินบาทจำนวนเท่าเดิมสามารถแลกเงินสกุลอื่นได้มากขึ้น หรือในอีกแง่คือ ใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นเช่น เมื่อวานใช้เงิน 35 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่วันนี้ใช้เงินเพียง 30 บาท ก็สามารถแลกเป็นเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจึงหมายความว่าเงินบาทมีค่ามากขึ้นหรือแพงขึ้นนั่นเอง
ในทางตรงข้าม ค่าเงินบาทอ่อนลง หมายถึง เงินบาทจำนวนเท่าเดิมสามารถแลกเงินสกุลอื่นได้น้อยลง หรือในอีกแง่ คือ ใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นเช่น เมื่อวานใช้เงิน 35 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้กลับต้องใช้เงินถึง 40 บาท เพื่อแลกเป็น 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แบบนี้เรียกว่าค่าเงินบาทอ่อนลง หมายความว่า เงินบาทมีค่าน้อยลงหรือถูกลงนั่นเอง
เงินแข็งค่า เงินอ่อนค่า ต่างกันอย่างไร
5. เงินเฟ้อ – เงินฝืด
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆเนื่องมาจากความต้องการซื้อมีมากแต่ปริมาณสินค้าและบริการต่าง ๆ มีไม่เพียงพอจะตอบสนองความต้องการนั้น นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ราคาของปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตแบกรับต้นทุนไม่ไหว ในที่สุดจึงปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อจะทำให้ค่าของเงินลดลง คือแม้จะมีเงินที่หมุนเวียนในตลาดมาก แต่เพราะของแพงขึ้นจึงซื้อของได้น้อยลงเรื่อย ๆ
ภาวะเงินฝืด (Deflation) เป็นสภาวะที่ตรงกันข้ามกับเงินเฟ้อ คือ เป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปลดลงเรื่อย ๆเนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อมีน้อยกว่าปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตออกมา ทำให้ผู้ผลิตต้องลดราคาของเพื่อให้ขายได้ เปรียบสเหมือนเงินมีค่ามากขึ้น เพราะของถูกลงเงินเท่าเดิมจึงซื้อของได้มากขึ้น
6. ตราสารหนี้ – ตราสารทุน
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน คือ 'สถานะของผู้ถือตราสาร'โดยผู้ถือตราสารหนี้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตราสารหนี้จะแสดงความเป็นลูกหนี้ของผู้ออกตราสารและแสดงความเป็นเจ้าหนี้ของผู้ถือตราสาร ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยในอัตราที่ชัดเจนตามเวลาที่กำหนด และจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบถึงเวลาครบกำหนดไถ่ถอน
ตัวอย่าง พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้
ในขณะที่ผู้ถือตราสารทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าของโดยตราสารทุนจะแสดงความเป็นเจ้าของในกิจการของผู้ออกตราสาร ผู้ลงทุนในตราสารทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ไม่มีวันครบกำหนดไถ่ถอนเหมือนตราสารหนี้ สามารถซื้อ-ขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์
ตัวอย่างหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ
7. ค่าเสียโอกาส
ความต้องการของคนมีไม่สิ้นสุดต่างจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เราต้องตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายใต้เป้าหมาย คือ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) เกิดเมื่อคนทำการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้เสียโอกาสในการเลือกสิ่งอื่น ๆ ไปค่าเสียโอกาสไม่จำเป็นต้องเป็นเงินเสมอไป สามารถเป็นอย่างอื่นได้ เช่น เวลา
ตัวอย่างนาย ก มีเงินอยู่จำนวนหนึ่งทำให้ต้องเลือกระหว่างซื้อหนังสือกับซื้อรองเท้า ถ้าเลือกซื้อหนังสือจะทำให้ไม่มีเงินเหลือไปซื้อรองเท้า ค่าเสียโอกาสของการซื้อหนังสือ คือการซื้อรองเท้านั่นเอง
8. อรรถประโยชน์
อรรถประโยชน์ (Utility) คือ ตัวแปรในการชี้วัดระดับความพึงพอใจหรือความสุข ที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าหรือบริการโดยจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ยิ่งความต้องการมีมาก อรรถประโยชน์จากการบริโภคจะมากตามไปด้วย
Note: อรรถประโยชน์ ไม่ใช่คุณประโยชน์ สินค้าชนิดเดียวกันไม่จำเป็นต้องให้อรรถประโยชน์ที่เท่ากันแก่ผู้บริโภค
9. GDP - GNP
GDP (Gross Domestic Products) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย (Final Product) ทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในประเทศในระยะเวลาที่กำหนดเช่น 1 ปี โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นเป็นการผลิตโดยใช้ทรัพยากรของประเทศดังกล่าวหรือไม่ คำนวณจาก
ตัวอย่าง ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานและทำการผลิตในประเทศไทย มูลค่าผลผลิตนั้นจะถูกนับรวมใน GDP ของไทย
GNP (Gross National Products) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย (Final Product) ทั้งหมดที่ผลิตได้ในระยะเวลาหนึ่งโดยใช้ทรัพยากรของประเทศนั้น ๆ โดยไม่คำนึงว่าผลิตในประเทศใด
ตัวอย่างคนไทยไปทำงานในบริษัทที่ต่างประเทศ รายได้จากการทำงานจะถูกนับรวมใน GNP ของไทย
คำศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่รวบรวมมาวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีคำน่าสนใจอีกมากมาย น้อง ๆ รู้จักคำไหนอีกบ้าง มาคอมเมนต์แชร์ต่อเป็นความรู้ได้เลยนะ! :D