โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดกฎหมายที่ออกแบบมากำกับธุรกิจภาพยนตร์ขนาดใหญ่ บีบคนทำหนังและโรงหนังอิสระขนาดเล็ก

iLaw

อัพเดต 19 ธ.ค. 2567 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 13.37 น. • iLaw

16 ธันวาคม 2567 Doc Club & Pub โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กย่านลุมพินี ใจกลางกรุงเทพ ประกาศปิดตัวหลังจากไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ได้ และถูกกรมส่งเสริมวัฒนธรรมแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัย จำนวน 200,000 บาท จากการประกอบกิจการโรงภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และหากไม่ชำระค่าปรับจะส่งฟ้องคดีต่อศาล

พ.ร.บ.ภาพยนตร์ สั่งโรงหนังทุกแห่ง "ต้องมีใบอนุญาต"

เหตุการณ์นี้เริ่มจากเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยผู้อำนวยการสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ส่งหนังสือถึงเจ้าของ Doc Club & Pub สรุปใจความได้ว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อนตรวจสอบสถานประกอบการโรงภาพยนตร์ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 พบว่ามีการมีการเปิดบริการโรงภาพยนตร์ขนาด 50 ที่นั่ง จำหน่ายบัตรเข้าชมภาพยนตร์แก่บุคคลทั่วไป มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายในบริเวณสถานประกอบกิจการ โดยผู้ดูแลไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบกิจการภาพยนตร์มาแสดงได้ จึงมีความผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง และขอให้ชี้แจงข้อกล่าวหาส่งกลับมา

คำสั่งนี้มีเหตุที่มาจาก พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 37 และมาตรา 79 ที่กำหนดไว้ ดังนี้

มาตรา 37 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการโรงภาพยนตร์โดยทําเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน
ใบอนุญาตนั้น ให้ออกสําหรับโรงภาพยนตร์แต่ละโรง ยกเว้นใบอนุญาตประกอบ กิจการโรงภาพยนตร์ตาม (2) ของบทนิยามคําว่า “โรงภาพยนตร์” ในมาตรา 4 ให้ใช้ได้ทั่ว ราชอาณาจักร
การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 79 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาตรา 38 วรรคหนึ่ง หรือประกอบ กิจการดังกล่าวในระหว่างถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาท ถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่

Doc Club ชี้แจง พยายามขอใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่เจ้าของตึกไม่รวมมือ

หลังจากนั้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปโดยยอมรับว่า ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการจริง ซึ่งโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กแห่งนี้ ได้รับช่วงต่อมาจากบางกอก สกรีนนิ่งรูม เมื่อปี 2564 ที่เลิกกิจการไป ในขณะนั้นผู้ขายกิจการอ้างว่าโรงภาพยนตร์ บางกอก สกรีนนิ่ง รูม ได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาใดๆ แต่ต่อมาก็ได้รับทราบจึงเคยยื่นคำขอประกอบกิจการแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องมีเอกสารสําเนาใบอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ จากสํานักการโยธา กรุงเทพมหานคร

ทาง Doc Club & Pub จึงทวงถามต่อเจ้าของอาคารวูฟแพคเกี่ยวกับการขออนุญาตและการแก้ไขบันไดทางหนีไฟของอาคาร แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่สามารถยื่นคําขอประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ได้ จึงประสงค์จะยกเลิกสัญญาเช่าที่กําลังจะหมดสัญญาในเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งผู้ถูกกล่าวมีเจตนาที่จะยื่นคําขอประกอบกิจการโรงภาพยนตร์มาโดยตลอด แต่ติดปัญหาทางกายภาพของโรงภาพยนตร์ และเจ้าของอาคารไม่ให้ความร่วมมือ

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา Doc Club & Pub ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด ต้องนํารายได้จาก การจําหน่ายอาหารและเครื่องดื่มมาชดเชยรายจ่ายของโรงภาพยนตร์ เนื่องจากภาพยนตร์ที่จัดฉายเป็นภาพยนตร์เฉพาะทางมีกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ ภาพยนตร์บางเรื่องจัดฉายเพียงรอบเดียวซึ่งเป็นลักษณะของการเช่ามาฉายโดยการจัดแบ่งรายได้กับเจ้าของสิทธิ์ โดยภาพยนตร์ต่างประเทศที่เช่ามาฉาย นั้นเป็นภาพยนตร์ที่มีราคาอัตราเช่าถูกซึ่งเป็นเงื่อนไขของการนําเอาไปฉายเฉพาะกลุ่ม เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด อาร์ตแกลเลอรี มูลนิธิ หรือโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กที่ไม่มุ่งเน้นเชิงธุรกิจ

จึงเรียนมาเพื่อขอความเมตตา ลดหน่อยผ่อนโทษปรับทางพินัยจากคณะกรรมการพินัย และเจ้าหน้าที่รัฐผู้ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ตาม กฎกระทรวงว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ พ.ศ.2552 นั้น ข้อ 1. (1) (ค) กำหนดเอกสารหลักฐานที่ใช้เพื่อประกอบการยื่นคำขออนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ไว้ว่า ต้องใช้สําเนาใบอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

และตามกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ ประเภทและระบบความปลอดภัยของโรงมหรสพ และอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับการอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ พ.ศ.2550 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของตัวอาคาร การประกันภัย และเงื่อนไขต่างๆ ในการขออนุญาตให้อีกมาก เช่น

  • ต้องมีสำเนากรมธรรม์ประกันภัย ที่ประกันความรับผิดตามกฎหมายต่ออชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจํานวนเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรไม่ต่ํากว่า 100,000 บาท ต่อคน ค่ารักษาพยาบาลไม่ต่ํากว่า 100,000 บาทต่อคน รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาทต่อครั้ง และมีระยะเวลาคุ้มครองไม่น้อยกว่าสามปี

  • แผนผังบริเวณ แบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน และรายการคํานวณของโรงมรสพต้องเป็นสิ่งพิมพ์ สำเนา ภาพถ่าย หรือเขียนด้วยหมึก ที่ระบุมาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ําหนัก แสดงขอบนอกของโรงมหรสพและอาคารที่โรงมหรสพนั้นตั้งอยู่ ทางเดินไปบันไดหนีไฟ รายการประกอบแบบแปลน ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณภาพและชนิดของวัสดุ ฯลฯ

  • ต้องจัดให้มีผู้ดูแลระบบความปลอดภัยและการป้องกันอันตรายของโรงมหรสพอย่างน้อยหนึ่งคนซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพแผนกช่างไฟฟ้า หรือแผนกช่างยนต์ หรือมีประสบการณ์ควบคุมดูแลโรงมหรสพไม่น้ยกว่าห้าปี เพื่อควบคุม ดูแล และปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ตลอดเวลาที่เปิดการแสดงมหรสพ

  • อาคารใดที่มีโรงมหรสพตั้งอยู่ตั้งแต่ชั้นที่สองขึ้นไป ต้องจัดให้มีบันไดหนีไฟ ทางหนีไฟจะต้องมีส่วนปิดล้อมที่ไม่มีช่องให้ไฟหรือควันจากภายนอกผ่านเข้ามาได้ และส่วนปิดล้อมนี้ต้องมีอัตราการทนไฟได้ไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง

  • ฯลฯ

โดนสั่งปรับ 200,000 ถ้าไม่จ่ายจะฟ้องศาล

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมทำหนังสือฉบับที่สองส่งมา เรื่อง "คำสั่งปรับเป็นพินัย"
ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐพิจารณาแล้วกำหนดให้ต้องชำระค่าปรับตามาตรา 37 แห่งพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์พ.ศ.2551 อัตราค่าปรับ 200,000 บาทต้องชำระภายใน 30 วันนับตั้งแต่ได้รับคำสั่งนี้ กรณีที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาหรือไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป

ในกรณีที่ไม่สามารถชำระค่าปรับในคราวเดียวได้ มีสิทธิร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลเพื่อผ่อนชำระค่าปรับโดยให้แจ้งเหตุผลในการขอผ่อนชำระ และระบุจำนวนเงินที่จะขอผ่อนชำระ กรณีไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจยื่นคำร้องต่อศาลโดยแสดงเหตุผลอันสมควรทำงานบริการสังคมหรือมทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับเป็นพินัยได้

ซึ่งกฤตวิทย์ หริมเทพาธิปได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นพินัยในวันที่ 16 ธันวาคม 2567

กฎหมายมุ่งควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ กระทบเสรีภาพ

ข้อสังเกตต่อพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 คือ กฎหมายนี้พิจารณาและประกาศใช้โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ผู้ร่างกฎหมายมีเจตนามุ่งที่จะควบคุมการทำธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเห็นได้จากการกำหนดให้สื่อภาพเคลื่อนไหวทุกประเภทจัดเป็น “ภาพยนตร์” ทั้งหมด ซึ่งทั้งการนำออกฉาย ให้เช่า จำหน่าย ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายคลิปวิดีโอและนำเสนอต่อสาธารณะได้ง่าย หากกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังก็ไม่มีทางที่รัฐจะสามารถพิจารณาอนุญาต "ภาพยนตร์" ที่นำออกฉายทุกชิ้นได้อยู่แล้ว

รวมทั้งการประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ การจำหน่าย ให้เช่า แลกเปลี่ยนภาพยนตร์ ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ.2551 ก็ต้องได้รับอนุญาตก่อนทุกราย และกำหนดค่าปรับไว้สูงสำหรับการประกอบกิจการโรงภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต การกำหนดกฎหมายเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคมที่มีผู้ผลิตภาพยนตร์อิสระและการจัดฉายในพื้นที่ขนาดเล็กจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Micro Cinema ซึ่งการผลิตภาพยนตร์สั้นๆ ง่ายๆ และนำออกฉายในพื้นที่เล็กๆ เพื่อสื่อสารประเด็นบางอย่างนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้เสรีภาพการแสดงออกในสังคม

การที่กฎหมายวางกรอบให้ทุกขั้นตอนที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ต้องมีขั้นตอนการขออนุญาต อาจมีผลทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กลายเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐแล้วเท่านั้นแต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีกำลังหรือความรู้ที่จะดำเนินการขออนุญาตทุกขั้นตอนก็ไม่อาจเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ได้ และไม่สามารถใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสื่อสารหรือสื่อความหมายตามที่ต้องการแสดงออกได้เพราะตกอยู่ภายใต้การกำกับโดยกฎหมายที่เข้มงวด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...