ปัญหา ควันบุหรี่มือสอง ยังน่ากลัว สสส. เผย คนไทยเสียชีวิต ปีละ 20,000 ราย
ปัญหาควันบุหรี่มือสอง อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน นานจนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งนั่น ทำให้ทุกคนไม่ได้ตระหนักเลยว่า ควันบุหรี่มือสอง คร่าชีวิตคนไทยไปปีละเป็นหมื่นๆคน
หลายหน่วยงานในภาครัฐ ต่างพยายามรณรงค์ให้การสูบบุหรี่ ไม่ทำร้ายคนอื่นๆรอบข้าง หรือถ้าจะให้ดี ก็เลิกสูบบุหรี่ไปเลย แต่ในสังคมปัจจุบัน กลับมาความเชื่อที่ผิดๆมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้า ที่เรียกความสนใจจากเยาวชนได้มากขึ้น และด้วยความที่บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้มีกลิ่นฉุนเหมือนกับบุหรี่จริง ยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในบ้านหรือในที่พักอาศัยมากขึ้น นั่นยิ่งทำให้ปัญหาการรับสารพิษจาก ควันบุหรี่มือสอง อันตรายขึ้นไปอีกมาก
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาเรื่อง “ฆาตกรที่มองไม่เห็น: คนไทยตายปีละเท่าไรจากควันบุหรี่มือสอง” เพื่อรวบรวมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเรื่องของปัญหาควันบุหรี่ ที่มีรายงานว่า คร่าชีวิตคนไทยไปถึง ปีละ 20,000 ราย
ในการเสวนามีวิทยากรที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้มากมาย มาร่วมแชร์ความรู้บนเวที เริ่มจาก รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เล่าถึงสถานการณ์การได้รับควันบุหรี่มือสองว่า ควันบุหรี่มือสอง เป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่เพราะปัจจุบันมีคนไทยที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 34 ล้านคน แต่คนเหล่านี้ได้รับควันบุหรี่มือสองจากคนรอบตัวที่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะที่บ้าน ซึ่งอัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองของคนไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว อยู่ในระดับที่สูงมาก จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562) พบคนไทย 70% ได้รับควันบุหรี่มือสอง ขณะที่การสำรวจของอังกฤษ ปี 2562 พบคนอังกฤษได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองเพียง 30% ซึ่งน้อยกว่าไทยเกิน 1 เท่า ในประเทศไทย ผู้หญิงได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้าน ถึง 68% มากกว่าฝั่งผู้ชาย ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากบ้าน 47% เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อีก 57 ประเทศ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยอายุ 15-49 ปี เป็นกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก
เรื่องนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีหลักฐานงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์จากวารสารมะเร็งของประเทศอังกฤษ British Journal of Cancer ในปี 2567 ยืนยันแล้วว่า การสูดควันบุหรี่มือสอง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงถึง 1.24 เท่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มตามปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งมะเร็งเต้านมก็เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย ในแต่ละปี ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ปีละ 18,000 คน เสียชีวิตปีละ 4,800 คน คำนวณดูแล้ว จะเท่ากับ 13 คนต่อวันเลยทีเดียว
ด้าน นายรักษพล สนิทยา นักวิจัยแผนงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย ปี 2562 คนไทยเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองสูงถึง 20,688 รายต่อปี โดยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุดคือ 9,080 ราย คิดเป็น 44% รองลงมาคือ โรคหัวใจขาดเลือด 4,223 ราย คิดเป็น 20%, มะเร็งปอดและหลอดลม 1,972 ราย คิดเป็น 9% และยังมีโรคอื่น ๆ ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 2, โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง, และมะเร็งเต้านม เมื่อคำนวณภาระโรคจากการได้รับควันบุหรี่มือสองของคนไทย ปี 2562 โดยดูจากค่าการสูญเสียปีสุขภาวะ หรือจำนวนปีที่เสียไปเพราะสุขภาพไม่ดี พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัย พบว่า การได้รับควันบุหรี่มือสองทำให้คนไทยสูญเสียปีสุขภาวะถึง 534,186 ปี ข้อมูลการศึกษาภารโรคระดับโลก (Global Burden of Disease: GBD 2019) เปรียบเทียบการสูญเสียปีสุขภาวะทั่วโลก พบว่าภาระโรคจากควันบุหรี่มือสองของไทยอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย (117.1 ปีต่อแสนประชากร) ญี่ปุ่น (221.69 ปีต่อแสนประชากร) และอังกฤษ (154.48 ปีต่อแสนประชากร) เป็นต้น
ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ ในประเทศไทยพบเด็กอายุ 1- 5 ปี พักอยู่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่สูงถึง 55% โดยในกรุงเทพฯ พบมากที่สุด 62% งานวิจัยในไทยที่ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ หอบหืดและหลอดลมหรือปอดอักเสบพบว่า เด็กที่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่เสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคระบบหายใจส่วนล่างสูงขึ้นถึง 4 เท่า นอกจากนี้มีการนำเส้นผมของเด็กที่พักอาศัยในบ้านที่มีการสูบบุหรี่มาตรวจพบว่ามีปริมาณสารนิโคตินซึ่งเป็นสารพิษในบุหรี่สูงกว่าค่ามาตรฐาน
ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น แต่หลายคนยังเข้าใจผิดว่า ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตรายเพราะมีกลิ่นหอม และไม่มีควันจากการเผาไหม้ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วอันตรายจากการได้รับควันมือสองจากบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายต่อสุขภาพ โดยในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าประกอบไปด้วยสารนิโคติน PM2.5 โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง ดังนั้นบริเวณที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงถือเป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคนที่สูบและไม่ได้สูบ งานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า การได้รับควันมือสองจากบุหรี่ไฟฟ้า เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่มขึ้น 1.06 เท่า โรคหลอดลมอักเสบเพิ่มขึ้น 1.4 เท่า ภาวะหายใจลำบากเพิ่มขึ้น 1.53 เท่า โรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ได้เพิ่มขึ้น 1.88 เท่า และภาวะเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มขึ้น 1.43 เท่า
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่า ผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้าต่อผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ เห็นผลได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งต่อระบบหายใจและหัวใจ เช่น เกิดการระคายเคืองและความเสียหายของเยื่อบุทางเดินหายใจ นำไปสู่อาการหืดจับและมีอาการรุนแรงในคนที่เป็นโรคหืดอยู่แล้ว หลอดเลือดเปราะบาง ยืดหยุ่นไม่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจช้า มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ แต่การบังคับใช้กฎหมายของเรายังทำได้ไม่ดี คะแนนที่องค์การอนามัยโลกประเมินเราอยู่ที่ 6 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และมีการนำมาสูบในที่สาธารณะหรือออกสื่อทั้งที่ผิดกฎหมาย จึงอยากสื่อสารให้รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้ เพราะมีบทเรียนจากต่างประเทศแล้วว่าประเทศที่บังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะอย่างจริงจัง สามารถลดความเสี่ยงต่อการได้รับควันบุหรี่มือสองในคนไม่สูบลงได้ ลดความเสี่ยงของประชากรโดยเฉพาะเด็กต่ออันตรายจากควันบุหรี่
ปัญหาควันบุหรี่มือสองนี้ นับวัน ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การจะหยุดปัญหาและการสูญเสียนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับสิงห์อมควันทั้งลาย ว่าจะจัดการกับการสูดควันของตัวเอง ให้กระทบคนอื่นๆน้อยลงได้แค่ไหน หรือถ้าเลิกสูบบุหรี่ไปเลยได้ก็จะดีนะครับ ดีต่อคนอื่น และดีต่อตัวเองด้วย อีจันเอาใจช่วยนะครับ