[จบ]บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา
นิยาย Dek-D
อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2567 เวลา 08.51 น. • BookBox_Officialข้อมูลเบื้องต้น
บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา
玄学小祖宗:叼奶瓶算命全家宠
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 毛团儿 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox
เรื่องย่อ :
เสิ่นมู่เหยี่ย กำลังรอรับ ‘คุณย่า’ ที่สนามบิน แต่กลับต้องช็อกเมื่อพบว่า ‘คุณย่า’ คนนั้นคือเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ชื่อ เสิ่นจืออิน ที่มาพร้อมขวดนมและกระเป๋าเป้ใบเล็ก เธอมาพร้อมจดหมายยืนยันว่าเธอคือคุณย่าของเขาจริง ๆ ยังไม่พอแค่นั้น คุณย่าคนนี้ยังทำนายทายทักดวงชะตาของคนอื่น ๆ ไปทั่ว พร้อมกับมอบยันต์ให้พวกเขาอีกด้วย ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ!
บทที่ 1 ฉันคือคุณย่าของเธอ
บทที่ 1 ฉันคือคุณย่าของเธอ
“เขาอยู่ไหน?”
ในสนามบิน ชายหนุ่มผมสีแดงฉูดฉาดตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด
ไม่รู้ปลายสายพูดว่าอะไร แต่เขากลับตัดสายทิ้งทันที
‘ให้ตายสิ ฉันจะรออีกแค่หนึ่งนาที ถ้ายังไม่มาอีกก็ไปรับเองเถอะตาเฒ่า!’ เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ
เขาที่กำลังทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงที่เสื้อของตัวเองจึงก้มลงไปมอง
“เด็กน้อยนี่มาจากไหนเนี่ย ไปไกล ๆ เลยไป”
ที่ด้านข้างของเสิ่นมู่เหยี่ย เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ สวมเสื้อคลุมสีเทา ผมสั้นสีดำถูกรวบเป็นมวย อายุประมาณสามขวบ ใบหน้าอ่อนเยาว์อ้วนกลมราวกับตุ๊กตาคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
ที่คอของเธอมีขวดนมห้อยอยู่ ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้ใบเล็ก ทั้งตัวดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กที่น่ารักขนาดนี้ แม้แต่เสิ่นมู่เหยี่ยที่กำลังหงุดหงิดก็ยังมีน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ เด็กหนุ่มนามว่าเสิ่นมู่เหยี่ยคงไล่ตะเพิดไปไกลแล้ว
เขาไม่ค่อยชอบอยู่กับเด็กเล็ก ๆ สักเท่าไหร่
“เธอคือเสิ่นมู่เหยี่ยใช่ไหม?”
เด็กน้อยไม่ยอมไปไหน และยังเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่น่าเอ็นดู
เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน ถึงแม้เขาจะจำหน้าใครไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเป็นเด็กคนนี้ เขาจะต้องจำได้แน่
“เด็กบ้า เธอเป็นใครกัน?”
เสิ่นจืออินทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจพลางยกขวดนมในมือขึ้นโชว์
“ฉันเป็นย่าของเธอไงล่ะ คุณย่าเสิ่นจืออิน!”
เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะในลำคอพลางหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“คุณย่าของฉันงั้นเหรอ? ยัยหนู เธอมีความทะเยอทะยานไม่น้อยเลยนะ ถ้าเธอเป็นย่าของฉัน งั้นฉันคงจะเป็นปู่ทวดของเธอไปแล้ว”
เสิ่นจืออินเม้มปาก ฮึมฮัมสองสามที และวางขวดนมไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะค้นหาในกระเป๋าเป้จนเจอจดหมายฉบับหนึ่งแล้วยื่นให้เขา
“อะไรน่ะ?” เสิ่นมู่เหยี่ยเลิกคิ้วถาม
เสิ่นจืออินเตี้ยเกินไป เด็กหญิงวัยสามขวบคนนี้สูงยังไม่เท่าขาของเสิ่นมู่เหยี่ยเลยด้วยซ้ำ เธอยืนเขย่งปลายเท้าอย่างสุดความพยายามเพื่อยื่นจดหมายให้เขา
“จดหมาย อ่านแล้วก็รู้เองแหละ”
เสิ่นมู่เหยี่ยส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วรับจดหมายมา เขาไม่ได้ระแวงเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าเลยสักนิด ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชายตัวโตอย่างเขาจะโดนเด็กน้อยหลอกได้ยังไงกัน?
“ยุคสมัยนี้แล้ว ใครยังเขียนจดหมายอยู่อีก”
หลังจากเปิดอ่านคร่าว ๆ ร่างกายของเขาก็ยืดตรงขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าที่ดูเฉยเมยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
เขาจ้องมองเนื้อหาในจดหมาย จากนั้นก็มองไปยังเด็กน้อยที่ยังสูงไม่เท่าขาของเขา ความเหลือเชื่อเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตา ในวินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้ม
“เธอ…เธอเป็นคุณย่าของฉันจริง ๆ เหรอเนี่ย? คุณย่าที่ยังไม่หย่านม!”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าและจิบนมในขวดช้า ๆ ก่อนจะทำหน้าตึงใส่พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูแก่แดด
“หลานชาย เมื่อกี้เธอเสียมารยาทมาก ปู่ทวดของฉันเสียไปนานแล้ว”
อาจเป็นเพราะยังเด็ก การพูดจาจึงค่อนข้างช้าและเว้นจังหวะบ่อยแต่ก็เข้าใจง่าย
ไม่เหมือนเด็กสามขวบทั่วไปที่มักจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่เดิมทีเสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กสามขวบเขาพูดกันยังไง จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร
เพียงแต่เขาถูกทำให้ไปไม่ถูกโดยคำพูดของเด็กน้อย
ใครจะไปคิดว่า ‘คุณย่า’ ที่ต้องมารับจะเป็นเด็กน้อยที่ยังไม่หย่านม เรียกเขาว่าหลานชาย และยังเป็นคุณย่าของเขาจริง ๆ อีกด้วย!
เขารู้สึกหน้าเสียจนอยากจะไปต่อยพ่อตัวเองสักทีที่ไม่ยอมบอกว่าคุณย่าที่ว่า แท้จริงแล้วเป็นเด็กน้อยแบบนี้!
แบบนี้มัน…ทำลายภาพพจน์ชัด ๆ!
“แล้วก็นะ ในนี้ไม่ใช่นม แต่เป็นยาของฉัน”
เป็นขวดนมแล้วมันทำไมเหรอ? อย่ามาดูถูกกันนะ
ขวดนมมันพกพาสะดวกนี่นา
เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ “เธอมาคนเดียวเหรอ?”
เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก
เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเหมือนจะบ้า ไม่ได้มีคนมาส่งเธอหรอกเหรอ? ใครกันใจร้ายใจดำขนาดปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้ขึ้นเครื่องบินคนเดียวได้ลงคอ?
เด็กหนุ่มพาเสิ่นจืออินออกจากสนามบินด้วยใบหน้ามืดมน แต่ระหว่างที่เดินผ่านร้านขายขนมหวานเธอก็หยุดชะงัก ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองขนมหวานสวยงามน่ากินตรงหน้าไม่วางตา
“หนูน้อย พ่อแม่หนูอยู่ไหนจ๊ะ?”
เสิ่นจืออินกะพริบตาปริบ ๆ แล้วตอบอย่างมั่นใจ “หนูไม่มีพ่อแม่ค่ะ”
ถ้าจะว่ากันตามตรง เธอต่างหากที่เป็นผู้ปกครอง
“อย่างนี้นี่เอง…”
พนักงานสาวมองไปรอบ ๆ คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยคงจะเดินหลงทางเข้าแน่ ๆ เธอจึงหยิบขนมปังนมมาส่งให้
“หนูหลงทางมาหรือเปล่า หิวแล้วใช่ไหม กินนี่ก่อนนะ เรารอตรงนี้กันดีไหม?”
หนูน้อยจืออินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอรับขนมปังมาแล้วกัดกินคำเล็ก ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายในทันที
อร่อยจัง! นุ่มมาก!
น่ารักอะไรอย่างนี้!!!
เฉินเสี่ยวอันกรีดร้องในใจ ใจละลายไปหมดแล้ว เด็กคนนี้เป็นใครกันนะ น่ารักเหมือนนางฟ้าตัวน้อยจากสวรรค์เลย!
“ขอบคุณค่ะ”
เสิ่นจืออินมองหญิงสาวพร้อมเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงหวานใส จากนั้นก็ก้มลงค้นหากระเป๋าใบเล็กของตัวเอง ก่อนจะหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมส่งให้เธอ
“อันนี้ให้พี่ค่ะ”
เฉินเสี่ยวอันทำหน้างง นี่เขานิยมให้ของขวัญแบบนี้กันด้วยเหรอ?
แปลกคนจริง ๆ
เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เสิ่นมู่เหยี่ยเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา
“เธอกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมไม่เดินตามมา!”
เขาเดินนำหน้าไปก่อน พอรู้สึกว่าเงียบผิดปกติจึงหันกลับมามองก็ปรากฏว่าเด็กที่เพิ่งมารับหายไปเสียแล้ว
เขาหาอยู่พักใหญ่จึงเจอเสิ่นจืออินยืนอยู่หน้าร้านขนม กำลังพูดคุยหัวเราะอย่างถูกคอกับคนแปลกหน้า
ยัยเด็กโง่นี่ ถ้าโดนขายไปคงช่วยเขานับเงินด้วยล่ะมั้ง!
เสิ่นจืออินส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและไม่ยอมมองเขา
“หน้าไม่อาย เดินเร็วขนาดนั้นแล้วจะให้เด็กตัวแค่นี้วิ่งตามหรือไง!”
เธอแกล้งสะบัดขาอ้วน ๆ ไปมาตรงหน้าเสิ่นมู่เหยี่ย
“ขาสั้น ๆ แบบนี้ วิ่งยังไงก็วิ่งตามไม่ทันหรอก!”
เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองขาป้อม ๆ สั้น ๆ ของเธออย่างสำนึกผิด
เขาไม่เคยนึกถึงเธอเลย เอาแต่เดินลิ่ว ๆ อยู่ฝ่ายเดียว
ปากน้อย ๆ ของเสิ่นจืออินยังคงบ่นไม่หยุด “หลานชายตัวแสบ ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่รักเด็ก เกือบทำคุณย่าหายไปแล้ว!”
ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก ยังไงเธอก็ใหญ่กว่าทั้งนั้น!
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดไม่ออก
เด็กน้อยคนนี้ปากเก่งจริง ๆ ขนาดกินไปด้วยยังปิดปากเธอไม่ได้เลยสินะ!
“อิ่มหรือยัง จะไปต่อไหม?” เสิ่นมู่เหยี่ยแกล้งทำเป็นโมโหและใจร้อนเพื่อขัดจังหวะการบ่นของเธอ
เขามองขนมปังในมือเธอด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะหันไปมองเฉินเสี่ยวอัน “ห่อเค้กแบล็คฟอเรสต์ให้ผมหน่อย”
เฉินเสี่ยวอันรีบยัดยันต์นั้นลงในกระเป๋าเสื้อ “ได้เลยค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”
“ไปกันเถอะ”
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดพลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยขณะที่ถือกล่องเค้กที่ห่อเรียบร้อยแล้วไว้ในมือ
เสิ่นจืออินตัดสินใจทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ไม่ถือสาเอาความกับหลานชายตัวแสบคนนี้
ไม่ใช่เพราะเค้กในมือเขาหรอกนะ
ก่อนจากไป เธอหันไปพูดกับเฉินเสี่ยวอัน “ตอนพี่กลับบ้าน ถ้าเจอเรื่องทะเลาะวิวาทกันก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะ ไม่งั้นจะต้องมีอันเป็นไปแน่”
เฮ้อ ตอนนี้แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว
ทั้งเฉินเสี่ยวอันและเสิ่นมู่เหยี่ยต่างก็งุนงงกับคำพูดของเธอ
บทที่ 2 เสิ่นมู่เหยี่ย: คำสาปอันแสนร้ายกาจ!
บทที่ 2 เสิ่นมู่เหยี่ย: คำสาปอันแสนร้ายกาจ!
แต่เสิ่นจืออินกลับไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก และก้าวขาที่สั้นป้อมเดินตามเสิ่นมู่เหยี่ยไป
ครั้งนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยเดินช้าลงมาก
“โอ้ คุณย่าของฉันดูดวงเป็นด้วยเหรอ? ระวังไปพูดมั่ว ๆ กับคนอื่นแล้วโดนตีเอาล่ะ”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
เสิ่นจืออินสำลักขนมปังที่กำลังกินอยู่ เธอคว้านิ้วของเขาทันที “หลานชาย ฉันขอน้ำหน่อย”
นมของเธอหมดแล้ว
เด็กหนุ่มโวยวายทันที “อย่าเรียกหลานชาย เรียกฉันว่าเสิ่นมู่เหยี่ย!”
ถูกเด็กตัวแค่นี้เรียกว่าหลานชาย ถ้าพวกเพื่อน ๆ รู้เข้าเขาคงโดนหัวเราะเยาะแน่
“ฉันขอน้ำ”
นมของเธอหมดแล้ว ท่านอาจารย์ใจแคบให้เธอมาแค่ขวดเดียวเท่านั้น เธอจึงต้องกินอย่างประหยัด!
เสิ่นมู่เหยี่ยกลอกตามองบนอย่างเหลืออด แต่ก็ยอมพาเธอไปซื้อเครื่องดื่มแต่โดยดี
“จะดื่มน้ำหรือโยเกิร์ต?”
ดวงตาของเสิ่นจืออินเป็นประกาย “ฉันขอโยเกิร์ต!”
ทั้งสองออกมาจากสนามบิน เมื่อมองไปที่มอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา เสิ่นมู่เหยี่ยก็เงียบไป
รถแบบนี้ จะพาเด็กซ้อนไปด้วยได้ยังไงกัน?
คำตอบคือเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่อยากถูกจับเข้าคุกเพราะเรื่องแบบนี้
เขาเรียกรถกลับไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ขณะนั่งบนรถ เสิ่นจืออินที่อุ้มโยเกิร์ตไว้ก็เปิดหน้าต่างรถที่เบาะหลัง ดวงตาสีดำขลับมองดูเมืองที่ทันสมัยแห่งนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้
เธอไม่ใช่คนยุคนี้ พูดให้ถูกก็คือวิญญาณของเธอไม่ได้มาจากยุคนี้ ถ้านับภพชาตินี้ด้วย เธอก็มีชีวิตมาแล้วถึงสามภพ
ภพแรกเป็นเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาในยุคสาธารณรัฐจีน เสียชีวิตเพราะภัยสงคราม จากนั้นก็ไปเกิดใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของตนเอง ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ใกล้บรรลุเซียนในสามพันปีต่อมา
แต่ยามเผชิญทัณฑ์สวรรค์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคร้ายหรืออะไร ทัณฑ์สวรรค์สายนั้นกลับแฝงไว้ซึ่งกฎแห่งสวรรค์ ทำให้แม้กำลังจะบรรลุเป็นเซียน แต่ทัณฑ์สวรรค์สายนั้นกลับฟาดใส่อย่างจัง ทำให้ตัวเธอหายวับไป
พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในโลกนี้แล้ว และยังเป็นทารกแรกเกิดอีกต่างหาก
ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่าแคว้นหลานโจว เธอเคยถามท่านผู้เฒ่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ในช่วงแรก ๆ มันก็คล้ายกับโลกแรกในความทรงจำของเธอ แต่พอกลางยุคราชวงศ์ถัง ประวัติศาสตร์ก็กลับพลิกผัน ตัวตนที่เก่งกาจเทียบเท่าหลี่ซื่อหมิน ได้ปรากฏตัวขึ้น พลิกสถานการณ์ช่วยราชวงศ์ถังที่กำลังล่มสลายให้กลับมาได้
หลังจากนั้นพัฒนาการก็ต่างจากประเทศจีนโดยสิ้นเชิง บุคคลผู้นั้นมีวิธีการทำงานคล้ายกับหลี่ซื่อหมิน จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนคาดเดาว่าเป็นหลี่ซื่อหมินกลับชาติมาเกิด หรือมีใครบางคนทะลุมิติมา
ด้วยเหตุนี้ แม้ระดับการพัฒนาของโลกนี้จะคล้ายกับประเทศจีน แต่บางอย่างก็ยังคงรูปแบบของยุคโบราณอยู่
ยกตัวอย่างเช่น สถานีตำรวจที่นี่เรียกว่าสำนักลาดตระเวน ตำรวจเรียกว่าสายตรวจ และยังคงมีราชวงศ์อยู่ แต่ในปัจจุบัน ราชวงศ์ไม่มีอำนาจแล้ว เป็นเหมือนเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
นี่เป็นครั้งที่สิบที่เธอมาเกิดในโลกนี้ เนื่องจากร่างกายตอนเป็นทารกไม่สามารถรองรับพลังวิญญาณของเธอได้ แก่นญาณถูกผนึกไว้บางส่วน ทำให้เธอมีอาการไม่เต็มสักเท่าไหร่ตอนที่เกิดมา บวกกับที่แม่ป่วยเป็นมะเร็งก่อนจะคลอดเธอออกมา ดังนั้นเมื่อคลอดเธอแล้ว แม่ของเธอจึงจากไปทันที ทำให้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอเป็นใคร
สุดท้าย เธอก็ถูกส่งไปที่ศาลเจ้าเล็ก ๆ บนเขาในหมู่บ้านตระกูลเสิ่น และถูกเลี้ยงดูโดยตาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสเพียงคนเดียวของศาลเจ้านั้น
ตาแก่นิสัยแปลกที่ไม่ยอมให้เรียกตา ให้เรียกท่านผู้เฒ่าอย่างเดียว
ด้วยอายุของเธอในตอนนี้ควรจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ที่นั่นไม่มีโรงเรียนดี ๆ แถมตาแก่ก็จนยิ่งกว่าอะไรจึงได้แต่ส่งเธอมาที่นี่
หลังจากบำรุงรักษามาสามปี จิตวิญญาณหลักของเธอก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นบ้างแล้ว แต่คาดว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหายสนิท ดังนั้นแม้ว่าพฤติกรรมของเธอจะดีกว่าเด็กทั่วไป แต่หลายครั้งก็ยังดูไม่ต่างจากเด็กทั่วไปนัก
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนของเธอ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ภายในคฤหาสน์หลังโตมีเพียงพ่อบ้าน ป้าแม่ครัว และคนรับใช้ที่คอยทำความสะอาดอีกสองคนเท่านั้น
พวกเขารู้ว่าวันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาจึงเตรียมตัวกันแต่เช้า
“คุณชาย ทำไมไม่ให้คนขับรถไปรับพวกคุณล่ะครับ แล้วคุณย่าอยู่ไหนครับ?”
คุณชายไม่ได้ไปรับหรอกเหรอ? ทำไมไม่เห็นคุณย่า แต่กลับเห็นเพียงเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างคุณชาย?
โอ้ น่ารักจังเลย น่ารักกว่าคุณชายตอนที่ยังเด็ก ๆ อีกนะเนี่ย!
“อยู่นี่ไง”
เสิ่นมู่เหยี่ยมองไปที่เสิ่นจืออินด้วยสีหน้าไม่ดีนัก แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับก็ตาม
เหล่าคนรับใช้ต่างก็พูดไม่ออก
ล้อเล่นแรงไปหรือเปล่า? คุณชายต้องเรียกเด็กหญิงตัวน้อยว่า ‘ย่า’ อย่างนั้นเหรอ?
“สวัสดีค่ะ" เสียงเล็ก ๆ น่ารักน่าเอ็นดูของคุณย่าตัวน้อยทักทายขึ้น ใบหน้าป้อมและแก้มยุ้ยน่ารักน่าชังนั่นยิ่งขับให้เสียงเล็ก ๆ นั้นฟังดูไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น
เธอช่างเหมือนลูกแมวแร็กดอลตัวน้อยแสนสวยที่มีอายุราวหนึ่งเดือนเสียจริง!
“สวัสดีครับนายหญิง อาหารกลางวันและห้องพักเตรียมพร้อมแล้วครับ ไม่ทราบว่าคุณชายและนายหญิง จะรับประทานอาหารเลยหรือไม่ครับ?”
ถึงแม้จะแปลกใจอยู่บ้าง แต่พ่อบ้านก็ยังคงรักษามารยาทอย่างมืออาชีพ เขาตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทานข้าว’ ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้างขึ้น
ถึงแม้ว่าบนรถ เธอเพิ่งจะกินเค้กที่หลานชายซื้อให้ไปแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้ เธอก็ยังสามารถทานอะไรต่อได้อีกเยอะ!
เด็กน้อยเดินตามเข้าไปติด ๆ ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้ามองไปยังคนรับใช้คนหนึ่งที่เดินผ่านมา
เขาคนนั้นก้มหน้าลงและยิ้มซื่อ ๆ ให้เธอ
“สวัสดีครับนายหญิง ผมเป็นคนขับรถของตระกูลเสิ่นครับ”
เธอกะพริบตาปริบ ๆ แล้วพยักหน้า จากนั้นก็ไม่พูดอะไรและเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารทันที
ธรรมเนียมของตระกูลเสิ่นนั้นดีมาก อาหารบนโต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแค่สองที่เท่านั้น ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือยจนเต็มโต๊ะ
ขณะมองอาหารรสชาติเยี่ยมตรงหน้า เสิ่นจืออินในร่างเด็กน้อยก็ไม่อาจเก็บอาการเฉยเมยได้อีกต่อไป น้ำลายของเธอแทบจะไหลออกมา
“ท่าทางหิวโหยน่าดู”
เธอไม่ได้สนใจเขา สายตามุ่งมั่นกับอาหารตรงหน้าเท่านั้น!
ระหว่างทานอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะนั้นเงียบมาก เธอตั้งใจกินและอาหารทุกอย่างก็ถูกปากเธอมาก
อาหารอร่อยขนาดนี้ ชาติที่แล้วเธอพลาดอย่างมากที่ถูกหลอกให้กินแต่ยาเม็ดมาตลอด ช่างน่าเสียดายจริง ๆ!
เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูเธอจัดการกับน่องไก่ ผักหลากชนิด ปลาครึ่งตัว และลูกชิ้นอีกจำนวนหนึ่ง
สายตาของเขาจ้องมองไปที่ท้องของเด็กน้อยอย่างอดไม่ได้
เด็กตัวแค่นี้กินเข้าไปได้ยังไงตั้งเยอะแยะ?
ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากกินอิ่มแล้ว เธอยังอุ้มขวดนมแล้วเรียกพี่เลี้ยงให้เติมนมเข้าไปอีกขวดหนึ่ง
เมื่อกินหมดแล้วเธอก็อุ้มขวดนมและเรอออกมา
“ฉันอยากไปเดินย่อยหน่อย หลานชายจะไปไหม?”
“ไม่ไป”
ใครใช้ให้เธอกินเยอะขนาดนั้น สมควรแล้ว
“กินข้าวเสร็จแล้วเดินย่อยจะได้สุขภาพดี นั่งอยู่เฉย ๆ ก้นจะเบี้ยวนะ”
เธอแช่งเสิ่นมู่เหยี่ยด้วยคำสาปอันแสนร้ายกาจ!
สุดท้ายเขาก็จำใจยอมไปเดินย่อยกับเสิ่นจืออิน
ทั้งสองคนเดินวนรอบบ้านพักตากอากาศอย่างไม่รีบร้อน ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าขาของเธอมันสั้นเกินไป
“คนขับรถคนนั้นทำงานกับที่บ้านของเธอมานานแค่ไหนแล้ว?”
“สี่ปีแล้ว อยู่ ๆ ทำไมถามถึงเขาล่ะ?”
เธอตบพุงกลม ๆ ของตัวเองเบา ๆ เสียงหวานใสเอ่ยประโยคชวนตกใจ
“งั้นเธอช่วยไปตรวจสอบเขาหน่อยสิ ฉันดูแล้ว เขากับบ้านของเธอมีเรื่องบาดหมางผูกพันธ์กันอยู่ ฉันลองคำนวณดูแล้ว สาเหตุมาจากทรัพย์สินของบ้านเธอ ถ้าจัดการไม่ดี จะมีคนในบ้านเธอต้องเจอกับภัยพิบัติถึงเลือดถึงเนื้อ”
เสิ่นมู่เหยี่ยกะพริบตาปริบ ๆ
“อายุแค่นี้ทำไมถึงได้ทำตัวเป็นหมอดูไปได้ ที่ผ่านมาเธออยู่ที่ไหนกันแน่?”
ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในรถเมื่อครู่ก่อนจะดูลึกลับ แต่เขาก็ไม่เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้เลยสักนิด
ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินจ้องมองเขาอย่างจริงจัง
“ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน งั้นเธอก็ลองไปตรวจสอบดูสิ ตรวจสอบคนขับคนนั้นกับครอบครัวของเขา ดูซิว่ามีใครที่กำลังจะติดหนี้ก้อนโตภายในครึ่งเดือนนี้หรือเปล่า”
เสิ่นจืออินสามารถบอกเรื่องทั้งหมดนี้ได้จากใบหน้าของคนขับรถคนนั้น
เธอบอกเสิ่นมู่เหยี่ยเพราะเธอเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น
แม้ว่าหลานชายคนนี้จะหยาบคายกับผู้อาวุโสไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนที่ไม่เลว
และในเมื่อต่อไปเธอต้องอาศัยอยู่ในตระกูลเสิ่น ก็ถือว่าเป็นบุญคุณที่เธอติดค้างไว้ การช่วยเหลือพวกเขาก็เป็นสิ่งที่เธอควรทำ
เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้ารับฟังแบบขอไปที
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจฟังที่เธอพูด เด็กน้อยจึงทำแก้มป่องอย่างขัดเคือง
“ถ้าเธอไม่เชื่อที่ฉันพูด จะไปสืบเองก็ได้นะ ฉันถือว่าเตือนเธอแล้ว”
บทที่ 3 ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต
บทที่ 3 ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต
เห็นเธอเอาจริงเอาจังแบบนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยจึงขมวดคิ้ว “ฉันจะให้คนไปตรวจสอบ” พูดจบเขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่าขัน ถูกเด็กน้อยหลอกได้
เด็กสามขวบพูดชัดเจนขนาดนี้เชียวหรือ?
……
หลังเลิกงาน เฉินเสี่ยวอันก็กลับบ้านเช่นกัน ปกติเธอจะเดินกลับบ้านเส้นทางเดิมทุกวัน แต่วันนี้ระหว่างทางกลับบ้าน เธอเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมา
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฉินเสี่ยวอันจึงรีบเดินเข้าไปหาฝูงชนทันที เพราะเห็นว่ามีคนมุงดูกันเยอะมาก
แต่พึ่งจะเดินไปได้ครึ่งทาง เธอก็นึกถึงคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยที่สนามบินได้
‘ตอนที่พี่กลับบ้าน ถ้าเจอคนทะเลาะกัน อย่าเข้าไปยุ่งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องเจอเรื่องเลือดตกยางออกแน่’
เฉินเสี่ยวอันหยุดชะงัก เธอเริ่มลังเลว่าควรจะเดินเข้าไปมุงดีหรือไม่
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลั่นออกมาจากฝูงชน!
“อ๊า! ฆ่าคนแล้ว!”
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศในที่เกิดเหตุก็วุ่นวายขึ้น ผู้คนแตกตื่นไปทั่ว เฉินเสี่ยวอันก็ถูกชนจนเซไปด้วย
ยังไม่ทันที่เธอจะทรงตัวได้ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาจับแขนไว้แน่น เสียงหายใจหอบถี่และเจ็บปวดดังอยู่ข้างหู
พอยืนได้ เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำหน้าตาน่ากลัว ตาแดงก่ำ กำลังถือมีดเปื้อนเลือด เดินตรงปรี่เข้ามาหาเธอ ในเสี้ยววินาทีนั้น สมองของเธอว่างเปล่า
แต่ทว่าตอนที่คมมีดกำลังจะเฉียดถูกตัวเธอ ก็มีแสงสีทองวาบขึ้นแวบหนึ่งที่ตัวเธอ ไม่มีใครสังเกตเห็น แสงนั้นสะท้อนคมมีดในมือชายคนนั้นจนกระเด็นหลุดมือไป
ชายร่างสูงใหญ่หลายคนอาศัยจังหวะนี้รีบเข้ามาล็อกตัวชายคลั่งคนนั้นไว้
รอดแล้ว เฉินเสี่ยวอันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เพราะขาสั่นไปหมด ในใจทั้งสับสน ทั้งหวาดกลัว เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว เธอเกือบโดนฆ่าตายแล้ว
กระทั่งมาถึงสำนักลาดตระเวน ภายใต้การปลอบโยนอย่างอ่อนโยนของพี่สายตรวจหญิง เธอถึงได้ตั้งสติได้
เรื่องในครั้งนี้ สำหรับเธอแล้วมันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เธอแค่ตั้งใจจะไปดูเหตุการณ์สนุก ๆ เหมือนอย่างเคย ใครจะไปรู้ว่า เธอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ซวยจริง ๆ โดนชนจนวิ่งหนีไม่ทัน แถมยังโดนผู้หญิงคนที่เป็นเป้าหมายของชายคนนั้น คว้าแขนเอาไว้บังตัว ตอนนั้นผู้ชายคนนั้นคงขาดสติ คิดอะไรไม่ออก เลยถือมีดแทงเข้ามาตรง ๆ
“ซวยจริง ๆ ด้วย!”
“ยังดีที่ไอ้ฆาตกรมันถือมีดไม่แน่น ไม่งั้นเธอแย่แน่ คราวหลังอย่าไปมุงอะไรแบบนี้อีกนะ”
คุณสายตรวจสาวพูดด้วยความโล่งอก
เฉินเสี่ยวอันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอรีบคว้าเอาแผ่นยันต์ที่ซีดจางลงจนแทบไม่เห็นสีในกระเป๋าเสื้อออกมา
นึกถึงคำพูดของเด็กน้อยคนนั้น กับภาพที่ผู้ชายคนนั้นเอามีดแทงเข้ามา ยันต์ที่เคยเป็นประกายแผ่นนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ภายในคืนเดียว เธอยิ่งมั่นใจว่าเด็กน้อยคนนั้นต้องเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้แน่
แต่นอกจากเธอ ใครจะไปเชื่อล่ะ
เฉินเสี่ยวอันกำยันต์ไว้ในมือ แล้วพนมมือไหว้ขึ้นฟ้า
“ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต!”
ส่วนคุณสายตรวจ “…”
มาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงพักแบบนี้ เธอต้องการสิ่งใดกันแน่?
ระหว่างที่ให้ปากคำกับสายตรวจ เธอก็ได้รู้เรื่องราวของคดีสยองขวัญนี้โดยละเอียด
มันเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสามีภรรยา
ฝ่ายสามีเป็นคนใจร้อน โมโหง่าย แถมยังติดเหล้าอีก เวลาดื่มเหล้าทีไรก็ชอบอาละวาดที่บ้าน บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับภรรยา
ภรรยาของเขาสุดจะทน จนต้องไปมีชู้
เมื่อสามีรู้เข้า ทั้งคู่ก็เริ่มโต้เถียงกันเสียงดัง ทะเลาะกันไปมาจนเลือดขึ้นหน้า สามีคว้ามีดผลไม้ที่พกติดตัวออกมา
…แล้วก็เอามีดเล่มนั้นแทงภรรยาของเขา
คมมีดไม่ได้โดนจุดสำคัญ ภรรยาของเขายังมีชีวิตรอด จึงวิ่งหนีเอาตัวรอด และบังเอิญมาเจอกับตัวซวยอย่างเธอ
ผู้หญิงคนนั้น…กลับผลักเธอไปรับมีดแทน!
เฉินเสี่ยวอันอยากจะร้องไห้จริง ๆ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อคำพูดของเด็กน้อยคนนั้นแล้วรีบหนีออกมาจากตรงนั้นซะก่อนนะ
หลังจากออกจากสำนักลาดตระเวน เธอรู้สึกหวาดผวา จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนสนิทฟัง รวมถึงคำเตือนและยันต์คุ้มภัยที่เด็กหญิงตัวน้อยมอบให้
เพื่อนรักพูดขึ้นว่า “เธอต้องเจอเซียนเข้าแล้วล่ะ!”
น่าเสียดายที่เฉินเสี่ยวอันไม่รู้วิธีติดต่อกับเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเลย ไม่เช่นนั้นคงต้องไปคุกเข่ากราบขอบคุณเธอสักครั้งแล้ว
ในเวลานี้ ท้องฟ้ามืดแล้ว ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทันใดนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งความปรารถนาและแสงสีทองแห่งบุญกุศลหลั่งไหลเข้ามา ระดับการบ่มเพาะพลังวิญญาณของเธอเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิมที่หยุดอยู่ที่ระดับสองของการฝึก บัดนี้มีเค้าลางของการพัฒนาขึ้น
เธอใช้มือน้อย ๆ นับนิ้วคำนวณ ที่แท้ก็เป็นเด็กสาวที่มอบขนมปังให้เธอที่สนามบินนั่นเอง
ดูเหมือนว่าเธอจะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นแล้ว
เสิ่นจืออินจึงนั่งสมาธิต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นจืออินคาบซาลาเปาในปากแล้ววิ่งไปเคาะประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ย
“มีอะไร!” เมื่อคืนเสิ่นมู่เหยี่ยนอนดึก แถมยังมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน เขาจึงมองเด็กน้อยที่อยู่หน้าประตูด้วยสายตาไม่พอใจ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“เสิ่นมู่เหยี่ย ฉันพาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงที่บ้านตระกูลเสิ่นได้ไหม?”
เสิ่นจืออินไม่ได้รู้สึกกลัวเขาเลย เธอเงยหน้าเล็ก ๆ ที่สวยงามขึ้นพร้อมเอ่ยถามเสียงหวาน
“สัตว์เลี้ยงอะไรเหรอ?”
“ก็…แมวน่ะ ตัวค่อนข้างใหญ่ ตอนนี้อยู่กับอาจารย์ ถ้าสะดวก ฝากเธอบอกอาจารย์เอามาให้หน่อยได้ไหม”
แมวอย่างนั้นเหรอ ถึงเขาจะชอบสุนัขมากกว่า แต่ก็ไม่ได้รังเกียจถ้าคนในบ้านจะเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น
“ได้ แต่อย่าให้มันมารบกวนฉันก็พอ”
เธอเบิกตากว้างด้วยความดีใจ มองเขาด้วยแววตาเอ็นดู
“ขอบคุณนะ แล้ว…เธอช่วยบอกพ่อของเธอให้หน่อยได้ไหม ฉันไม่รู้จะติดต่อเขายังไง”
“เข้าใจแล้ว เธอไม่มีโทรศัพท์ใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันบอกคนดูแลให้ไปซื้อมาให้”
คุณย่าตัวน้อยคนนี้มาจากในป่าลึก ไม่มีโทรศัพท์ก็พอเข้าใจได้ แต่เพื่อความสะดวกในการติดต่อในภายหลัง ซื้อติดตัวไว้สักเครื่องก็ดี
“งั้นฉันขอไม่รับของเธอฟรี ๆ เอาอันนี้ไป”
เสิ่นจืออินหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับอันที่ให้เฉินเสี่ยวอัน อันที่ให้เสิ่นมู่เหยี่ยนั้นยังผูกด้วยเชือกสีแดง สามารถคล้องคอหรือข้อมือได้
ไม่ว่าจะเป็นเชือกสีแดงหรือสีของยันต์ก็ดูสดใส ดูใหม่มาก
เสิ่นมู่เหยี่ยมองด้วยสายตาดูถูกเล็กน้อย ก่อนจะรับมันมา
“นี่อะไร? ยังไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงมงายพวกนี้อีกเหรอ ไม่รู้รึไงว่าตอนนี้กำลังปราบปรามเรื่องงมงายอยู่น่ะ”
เสิ่นจืออินพองแก้มใส่เขา
“นี่คือยันต์คุ้มภัย ป้องกันอันตราย เธอไม่เอาก็คืนมา”
เสิ่นมู่เหยี่ยไม่รอให้เธอแย่งกลับไป เขายกแขนขึ้น
“ของที่ให้ไปแล้วจะเอากลับคืนได้ยังไง แบบนี้ไม่ดีเลยนะคุณย่า”
เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะหันหลังวิ่งลงไปข้างล่าง ยังมีเกี๊ยวที่ยังกินไม่หมดรออยู่
เมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยกลับเข้าห้อง เขาตั้งใจจะโยนยันต์คุ้มภัยไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างลวก ๆ แต่แล้วก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วคล้องมันไว้ที่คอ
ยันต์คุ้มภัย มีไว้คุ้มครองความปลอดภัย
เขาจำได้ว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็คล้องสิ่งนี้ไว้กับตัวเหมือนกัน เพื่อนเล่าว่าแม่ของเขาเดินทางไปขอมาจากวัดใหญ่โตแห่งหนึ่ง
ตอนที่ถูกถามถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเพื่อนดูขัดเขิน พูดจาเหมือนไม่เต็มใจ แต่จริง ๆ แล้วใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
เหมือนใครไม่เคยมีอย่างนั้นแหละ