โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เช็กเลย!! คปภ. ออกประกาศใหม่ 2 ฉบับ ป้องกันลูกค้าประกันชีวิต-วินาศภัย

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2567 เวลา 11.25 น. • The Bangkok Insight

สำนักงาน คปภ. ออกประกาศใหม่ 2 ฉบับเกี่ยวกับการกำกับดูแลบริษัทประกันชีวิตและวินาศภัย มีผลบังคับใช้ 24 ธันวาคม 2567 เน้นมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย

นายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการ สายตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. โดยสายตรวจสอบได้บูรณาการร่วมกับ นายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี และสายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดกรณีที่ถือว่าบริษัทประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย มีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย พ.ศ. 2557

สำนักงาน คปภ.

พร้อมกันนี้ ได้นำเสนอ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในฐานะนายทะเบียน พิจารณาออกประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดกรณีที่ถือว่าบริษัทประกันวินาศภัยมีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย พ.ศ. 2567 และประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดกรณีที่ถือว่าบริษัทประกันชีวิตมีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย พ.ศ. 2567

ทั้งนี้ เพื่อกำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยและมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณีให้ครอบคลุมและเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยประกาศฯ ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เริ่มมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป

การปรับปรุงประกาศนายทะเบียนทั้ง 2 ฉบับ เป็นการกำหนดกรณีตัวอย่างของพฤติการณ์ การกระทำ หรือการดำเนินการของบริษัทประกันภัย ซึ่งเน้นใช้มาตรการเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน หรือการดำเนินการของบริษัทประกันภัยที่อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน

ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการยกระดับในการกำหนดมาตรการแทรกแซงเชิงป้องกันในแต่ละกรณีให้เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรา 52 ของกฎหมายประกันวินาศภัยและมาตรา 53 ของกฎหมายประกันชีวิต โดยมีผลใช้บังคับกับทุกบริษัท ไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ และยังสอดคล้องกับกติกาการกำกับดูแลที่เป็นสากล โดยมีการปรับปรุงให้ครอบคลุมกรณีตัวอย่าง เช่น

  • กรณีที่ให้ถือว่าบริษัทมีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายให้ครอบคลุมไปถึงการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ และบุคคล ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทด้วย
  • กรณีที่บริษัท กรรมการ ผู้จัดการ บุคคลซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของบริษัทโดยไม่มีเหตุอันควร หรือชี้แจงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ หรือส่งเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ ตลอดจนกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ครอบคลุมไปถึงผู้ใช้และผู้สนับสนุน และให้ถือว่า สำนักงาน คปภ. เป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ด้วย
  • กรณีที่บริษัทประกันภัยหยุดรับประกันภัยหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนนี้โดยไม่มีเหตุอันควร
  • กรณีบริษัทประกันภัยมีผลการประกอบการขาดทุนและมีเหตุอันสมควรคาดได้ว่า บริษัทนั้นไม่อาจดำรงเงินกองทุนได้ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ หากปรากฏหลักฐานตามกรณีข้างต้น นอกจากนายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ คปภ. จะมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการแล้ว ให้มีอำนาจสั่งห้ามรับประกันภัยรายใหม่ หรือสั่งให้ถอดถอนกรรมการหรือบุคคล ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยได้ด้วย

การออกประกาศดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน แต่จะเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทั้งยังเป็นมาตรการที่จะทำให้ฐานะการเงินของบริษัทมีความมั่นคง แข็งแรง มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การออกประกาศนายทะเบียนทั้ง 2 ฉบับ เป็นการมองไปข้างหน้าและเป็นมาตรการการกำกับดูแลเชิงป้องกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลของสำนักงาน คปภ. ที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งในส่วนมาตรา 52 ของกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยและมาตรา 53 ของกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิตกับทั้งเป็นการปรับปรุงเพื่อให้ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมประกันภัย

หากตรวจสอบแล้วปรากฏหลักฐานที่เข้าเงื่อนไขตามกรณีตัวอย่างดังกล่าว คปภ. สามารถยกระดับและเพิ่มความเข้มข้นในการใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าแทรกแซงให้บริษัทประกันภัยได้แก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันทีที่พบเหตุโดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหาย หรือยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกระทบต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน

ขณะเดียวกัน ยังเป็นกรอบการใช้อำนาจที่มีความชัดเจนเป็นมาตรฐานสอดคล้องกติกาการกำกับสากล ไม่เลือกปฏิบัติ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันภัยที่มีฐานะการเงินที่มั่นคง น่าเชื่อถือ รวมถึงมีการดำเนินการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ ยังเป็นการช่วยส่งเสริมและเสริมสร้างความมั่นคงให้บริษัทประกันภัยให้สามารถแก้ไขฐานะการเงินและการดำเนินการให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน และน่าเชื่อถือ รวมถึงบริษัทประกันภัยได้ทราบกรอบการกำกับดูแลล่วงหน้า และช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้เอาประกันภัยและประชาชนในการทำประกันภัยเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและต่ออุตสาหกรรมประกันภัยอีกด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...