ขยะผู้นี้ข้ายกให้เจ้า
<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p class="indent-a">ถูกสหายรักหักหลัง ถูกสามีหลอกใช้ สุดท้ายนางไม่เหลือแม้กระทั่งชีวิต พอได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่นางทำก็คือสลัดเจ้าขยะผู้นี้ทิ้งไปให้ไกล และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวของนางรอดพ้นจากหายนะ</p><p class="indent-a"> </p><p style="text-align:center;"><span style="color:hsl(330,100%,80%);"><strong>大家好!</strong></span></p><p style="text-align:center;">สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน BigM00N นะคะ<br>นิยายแต่ละเรื่องจะอัพลงทุกวัน เปิดให้อ่านฟรี! หนึ่งวันจนกว่าจะจบ<br>ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ<br>ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้<br>ผิดพลาดประการใดพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ<br> </p><p style="text-align:center;">นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการ ชื่อสถานที่ ตัวละครและเหตุการณ์หลายๆ อย่างล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนที่ตั้งใจนำมาเขียนเพื่อสร้างความให้แก่บันเทิงแก่ผู้อ่านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงผู้ใดหรือลอกเลียนสถานการณ์ใดๆ มาทั้งสิ้น แนะนำว่าควรอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณมากค่ะ<br> </p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>เกล็ดหิมะสลายวิญญาณ</h2><p class="indent-a">ท่ามกลางลมพายุโหมที่กระหน่ำ สายลมและสายฝนที่โปรยปรายลงมาตกกระทบหลังคาและหน้าต่าง ส่งเสียงดังราวกับธรรมชาติกำลังโกรธเกรี้ยว แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ลมพายุที่โหมกระหน่ำแต่หัวใจของหลินเหม่ยเหยากลับสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ความเจ็บปวดความรวดร้าวตามร่างกายไม่ได้ส่งผลต่อใดๆ ต่อ นางอีกต่อไปแล้ว หยาดน้ำตาบนใบหน้าของนางแห้งเหือดไปนานแล้ว พร้อมกับลูกในท้องที่สูญเสียไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในยามนี้ก็คือความเจ็บปวดในหัวใจของนางเพียงเท่านั้น</p><p class="indent-a">“เหยาเหยา ขอเพียงเจ้ายินดีปลิดชีพของตนเอง สกุลซ่งของท่านพี่ก็จะไร้ซึ่งข้อกังขา ฮูหยินที่มาจากครอบครัวของฆาตกรที่เป็นกบฏเช่นเจ้ามีแต่ฉุดดึงให้ท่านพี่ต้องต้อยต่ำลง ดังนั้นการตายของเจ้าจึงเป็นเรื่องที่จะสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นได้” คำพูดของหยางสุ่ยเซียนทำให้หลินเหม่ยเหยาหัวเราะออกมาในทันที</p><p class="indent-a">“เหตุใดข้าต้องช่วยเขาด้วยเล่า ตอนที่ท่านพ่อของข้าถูกกรมอาญาไต่สวนหากไม่เป็นเพราะเขาไปเป็นพยานว่าท่านพ่อของข้าเคยปรุงยาพิษชนิดนั้นมีหรือที่ท่านพ่อของข้าจะถูกประหาร และคนในสกุลหลินของข้าจะกลายเป็นกบฏเช่นนี้” หยางสุ่ยเซียนพูดพลางหลั่งน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วออกมาอีกครั้ง</p><p class="indent-a">“ต้องโทษที่ท่านพ่อของเจ้าปรุงยาพิษชนิดนั้นได้ หากมีคนพบเบาะแสข้อนี้เข้าท่านพ่อของเจ้าก็จะได้รับโทษประหารอยู่ดี คนสกุลหลินกลายเป็นกบฏแล้วลูกเขยคนโตเช่นเขาหากไม่ออกหน้าทำอะไรสักอย่างก็ย่อมจะต้องพลอยโดนหางเลขไปด้วยแน่ ดังนั้นการที่เขาออกหน้าไปเป็นพยานเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดอะไร” คำพูดของหยางสุ่ยเซียนทำให้หลินเหม่ยเหยาหัวเราะออกมาด้วยความแค้นใจ หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดยังไม่ทันเหือดหายไปจากใบหน้า สายตาของนางที่จ้องหยางสุ่ยเซียนและคนที่ยืนนิ่งอยู่หลังฉากกั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น</p><p class="indent-a">“เขาน่ะหรือไม่ได้ทำผิด คนที่ให้ร้ายท่านพ่อของข้าก็คือเขา คนที่ออกหน้าไปเป็นพยานก็คือเขา แล้วยังมาใช้ข้ออ้างว่าเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากร่างแห หากท่านพ่อของข้าไม่ได้ถูกเขาให้ร้ายมีหรือที่จะถูกไต่สวน และตอนไต่ส่วนหากเขาไม่ได้ไปเป็นพยานและนำหลักฐานเท็จไปยืนยันที่ศาลท่านพ่อของข้าจะถูกตัดสินว่ามีความผิดได้อย่างไร” คำพูดของหลินเหม่ยเหยาทำให้บุรุษที่ยืนอยู่หลังฉากกั้นเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านางพลางจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาในทันที</p><p class="indent-a">“นั่นก็ต้องโทษท่านพ่อของเจ้าที่เขามีฐานะเป็นถึงหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงแต่กลับลุ่มหลงในศาสตร์วิชาการปรุงพิษ ข้าเฝ้าย้ำเตือนเขาเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า พอมีคนในวังตายเพราะยาพิษคนที่จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งย่อมไม่พ้นท่านพ่อของเจ้ามิใช่หรือ ข้าก็แค่ทำตัวไหลไปตามน้ำเพื่อเอาตัวรอดเพียงเท่านั้น” คำพูดของซ่งเสวี่ยหรงทำให้หลินเหม่ยเหยาได้แต่หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความช้ำใจ เมื่อได้เห็นหยาดน้ำตาของนางเขาจึงได้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง</p><p class="indent-a">“เหยาเหยา ความรักที่ข้ามอบให้เจ้านั้นมาจากใจจริงของข้า แต่อย่างที่เจ้ารู้ข้าคือบุตรชายคนโตของสกุลซ่ง สกุลของข้าจะรุ่งโรจน์หรือว่าดำดิ่งลงเหวล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของข้า ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ความรักความผูกพันระหว่างพวกเราไม่อาจจะนำพาวงศ์สกุลของข้าขึ้นสู่ที่สูงได้ ดังนั้นสิ่งที่ข้าทำได้ก็มีแค่เพียงการพยายามตัดใจจากเจ้าเพียงเท่านั้น และวิธีการที่ดีที่สุดในยามนี้ก็คือทำให้เจ้าหายไปจากโลกใบนี้เสีย จึงจะเป็นการดีที่สุดสำหรับข้าและสกุลซ่งของข้า” เมื่อเขาพูดเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็ส่ายหน้า</p><p class="indent-a">“หากข้าตายตอนนี้ท่านไม่กลัวคำครหาหรือ ครอบครัวของข้าถูกประหารได้ไม่นาน ตัวข้าก็ต้องมาตายในสกุลซ่งเช่นนี้ ท่านไม่กลัวว่าคนอื่นจะล่วงรู้ว่าท่านลงมือกำจัดข้าเพื่อตัดขาดกับสกุลหลินหรือ” เมื่อหลินเหม่ยเหยาพูดเช่นนี้ซ่งเสวี่ยหรงก็ส่ายหน้า</p><p class="indent-a">“ผู้อื่นจะคิดเช่นไรกับเรื่องนี้ข้าไม่ได้สนใจ ข้าสนใจเพียงแค่ความคิดของท่านผู้สำเร็จราชการเพียงเท่านั้น” เมื่อซ่งเสวี่ยหรงพูดเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็พลันเข้าใจในทันที</p><p class="indent-a">“ที่แท้ท่านก็ยอมรับแล้วว่าท่านขี้ขลาด ฮ่า ฮ่า ฮ่า สุ่ยเซียนเอ๋ยสุ่ยเซียน เสียทีที่เจ้ามักจะคิดว่าตนเองฉลาดเหนือกว่าข้า ผลสุดท้ายเจ้าเองก็โง่งมไม่ต่างกันกับข้าหรอก ชายผู้นี้รับเจ้าเข้าจวนมาก็เพราะคิดว่าพี่ชายต่างมารดาผู้นั้นจะเห็นแก่หน้าของเจ้าเพียงเท่านั้น เพ่ย เขาหรือจะเห็นแก่หน้าของเจ้า เขาเกลียดชังเจ้าจะตายไปในสายตาของเขาเจ้าก็เป็นแค่เศษสวะที่เกะกะเขาในจวนสกุลหยางเพียงเท่านั้น” เมื่อหลินเหม่ยเหยาพูดเช่นนี้หยางสุ่ยเซียนก็พลันตวาดออกมาในทันที</p><p class="indent-a">“หลินเหม่ยเหยาเจ้าจงหุบปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย” แต่มีหรือที่หลินเหม่ยเหยาจะสนใจคำพูดของสตรีตรงหน้า นางจึงได้ถ่มน้ำลายออกมาแล้วพูดถึงความโสมมของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางด้วยความรังเกียจ</p><p class="indent-a">“พวกเจ้ามันเป็นผีเน่ากับโลงผุที่มีความเหมาะสมกันราวกับคู่นรกสร้างเสียจริง หยางสุ่ยเซียนเจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าการที่ซ่งเสวี่ยหรงหันมาทำดีกับเจ้าก็แค่เพราะหวาดกลัวพี่ชายต่างมารดาของเจ้าเพียงเท่านั้น ส่วนซ่งเสวี่ยหรง ท่านเองก็ช่างโง่เขลาที่คิดว่าการที่ท่านแต่งนางเข้าจวนมาแล้ว นางจะสามารถช่วยส่งเสริมท่านได้” เมื่อหลินเหม่ยเหยาพูดเช่นนี้หยางสุ่ยเซียนก็โบกมือให้คนนำยาพิษเข้ามาในทันที</p><p class="indent-a">“บีบปากบีบจมูกของนางแล้วหรอกยาพิษชามนี้ลงไปเสีย” หยางสุ่ยเซียนพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆ</p><p class="indent-a">“พิษหงอนกระเรียนแดงชามนี้ ล้วนเป็นฝีมือการปรุงของท่านพี่ เขาเรียนรู้การปรุงยาพิษชนิดนี้มาจากพ่อของเจ้า ยามนี้เขาลงมือปรุงให้เจ้าด้วยตนเอง เจ้าก็อย่าทำให้เสียของเชียวนะ” หยางสุ่ยเซียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน สายตาของนางกำลังจ้องมองคนของตนช่วยกันกรอกยาพิษลงไปในปากของหลินเหม่ยเหยาจนหมดชาม</p><p class="indent-a">“หยางสุ่ยเซียน ซ่งเสวี่ยหรง หากชาติหน้ามีจริงข้าจะต้องทำให้พวกเจ้าอยู่มิสู้ตาย” หลินเหม่ยเหยาฝืนใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขาดห้วง นางรู้ดีว่าพิษนี้มีความร้ายแรงมากขนาดไหน อีกไม่นานทวารทั้งเจ็ดของนางก็จะมีโลหิตหลั่งออกมา แล้วนางก็จะสิ้นใจตายไปเพราะพิษที่ได้รับในที่สุด</p><p class="indent-a">“แต่อย่างน้อยข้าก็วางใจไปเรื่องหนึ่ง การที่ข้าล่อลวงให้พวกเจ้าปรุงยาพิษชนิดนี้ออกมาได้นับเป็นเรื่องดี อีกไม่นานหยางเจี้ยนผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาของเจ้าก็คงจะสืบพบเบาะแสแล้วว่านอกจากท่านพ่อของข้าและตัวข้า คนที่สามารถปรุงยาพิษเกล็ดหิมะสลายวิญญาณได้ก็คือซ่งเสวี่ยหรง" เมื่อหลินเหม่ยเหยาพูดเช่นนี้ซ่งเสวี่ยหรงก็พลันสบถออกมาในทันที</p><p class="indent-a">"หลินเหม่ยเหยา เจ้ากล้าให้ร้ายข้าหรือ" เขาพูดพลางเดินเข้ามาใช้ฝ่ามืออันใหญ่โตกำลำคออันบอบบางของหลินเหม่ยเหยาเอาไว้</p><p class="indent-a">"แค่ก แค่ก ดังนั้นต่อให้ข้าตายไปแล้วท่านที่เป็นสามีของข้าและทุกคนในสกุลซ่งก็ล้วนไม่อาจจะหลีกหนีความสงสัยของเขาพ้น ซ่งเสวี่ยหรงต่อให้ท่านไม่ได้ทำข้าก็สามารถยัดเยียดความผิดให้ท่านได้อยู่ดี เหมือนที่ท่านยัดเยียดความผิดให้แก่ท่านพ่อของข้าอย่างไรเล่า…” เมื่อพูดจบหลินเหม่ยเหยาก็กระอักโลหิตออกมาจนโลหิตของนางเปรอะเปื้อนร่างกายของซ่งเสวี่ยหรง</p><p class="indent-a">“จับทุกคนในสกุลซ่งเอาไว้ ตรวจค้นอย่างละเอียดหากพบเบาะแสว่ามีการปรุงยาพิษภายในเรือนนี้แม้เพียงนิดเดียวรีบส่งคนมาตามข้า” เสียงตวาดก้องของพระมาตุลาหยางเจี้ยน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลปัจจุบันทำให้หลินเหม่ยเหยายิ้มออกมา</p><p class="indent-a">ตอนที่บิดาและคนในครอบครัวของนางได้รับโทษประหารนางก็รู้แล้วว่าตนเองไร้หนทางรอด นางจึงได้จงใจสร้างหลักฐานชี้ความผิดให้แก่สามีของนาง นางไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่สามารถปรุงยาพิษที่นางและบิดาร่วมกันคิดค้นขึ้นมาได้ แต่ที่นางรู้คนที่วางยาปลิดชีพองค์ไทเฮาไม่ใช่นางและบิดาแน่ แต่ถึงแม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด แต่คนที่นางอยากให้ตายตามนางและครอบครัวของนางไปด้วยก็คือคนหยิบยื่นความตายให้นางและครอบครัวอย่างซ่งเสวี่ยหรงและหยางสุ่ยเซียน น่าเสียดายก็แต่ชาตินี้นางยังไม่ทันได้มองเห็นจุดจบของพวกเขาดวงวิญญาณของนางก็พลันหลุดออกจากร่างไปเสียก่อน</p><p> </p><hr/>
กำเนิดใหม่ในร่างเดิม
ยามที่หลินเหม่ยเหยาลืมตาตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนของตนเองในสกุลหลิน สภาพแวดล้อมภายในห้องล้วนมีสภาพเหมือนตอนที่นางยังไม่ได้ปักปิ่น ในยามนั้นหลินเจวี๋ยผู้เป็นบิดาของนางยังคงเข้าออกห้องของนางโดยไม่ได้ถือสาเรื่องธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น
“เหยาเหยา เจ้าดูนี่สิพ่อได้ฟู่จื่อมามากมาย เจ้าต้องช่วยพ่อตรวจสอบดูนะว่าพิษของมันถูกพ่อทำให้เจือจางลงไปจนหมดสิ้นแล้วหรือยัง” เสียงของหลินเจวี๋ยทำให้หลินเหม่ยเหยารีบขยับตัวลุกขึ้น ดึงม่านคลุมเตียงออกแล้วจ้องมองไปยังผู้ที่เดินเข้ามาในห้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ท่านพ่อ!” เสียงเรียกกับท่าทีของบุตรสาวไม่ได้ทำให้หลินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด ในตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขากำลังจดจ่ออยู่กับสมุนไพรที่เขาพึ่งจะได้มา
“อย่ามัวแต่นอนอยู่เลย ดูนี่สิฟู่จื่อนี่คุณภาพดีมากทีเดียว” หลินเจวี๋ยพูดพลางยื่นกล่องไม้ใส่สมุนไพรให้บุตรสาวดู แต่หลินเหม่ยเหยากลับไม่สนใจนางโผเข้าไปโอบกอดบิดาของตนเองแล้วร่ำไห้ออกมา
“ท่านพ่อ ต้องโทษข้าที่มองคนไม่เป็น ทำให้ท่านและทุกคนในครอบครัวต้องได้รับเคราะห์กรรมอันเลวร้าย” ท่าทีของบุตรสาวทำให้หลินเจวี๋ยนิ่งงันไป เขายืนนิ่งให้บุตรสาวโอบกอด มือหนึ่งยังคงถือกล่องสมุนไพรเอาไว้ ส่วนอีกมือก็ลูบศีรษะของหลินเหม่ยเหยาด้วยความปลอบโยน
“เป็นอะไรไป ใครกันที่ทำให้เจ้าผิดหวังจนต้องมาร้องไห้กับพ่อถึงขนาดนี้ แม่เล็กรังแกเจ้าหรือ แล้วเคราะห์กรรมอันเลวร้ายที่เจ้าเอ่ยถึงคืออะไรกัน” เมื่อหลินเจวี๋ยถามเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็รีบส่ายหน้าในทันที
“ไม่เจ้าค่ะ แม่เล็กไม่เคยรังแกข้า นางดีต่อข้ามากกว่าที่ข้าเคยคาดคิดเอาไว้ด้วยซ้ำ ส่วนเคราะห์กรรมที่ข้าเอ่ยถึงนั้น…” หลินเหม่ยเหยาเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคก็สะอื้นไห้ออกมา แม่เล็กของนางมีนามว่าชุยอวี้หลัน นางแต่งเข้าจวนมาหลังจากที่มารดาแท้ๆ ของหลินเหม่ยเหยาจากไปได้ครบปี แรกเริ่มเดิมทีหลินเหม่ยเหยาไม่ชอบภรรยาใหม่ของบิดาผู้นี้มากนักด้วยกังวลว่าเมื่อบิดามีภรรยาใหม่ก็จะลืมเลือนนางและมารดาของนาง แต่หลายปีผ่านไปไม่เพียงชุยอวี้หลันไม่แตะต้องตำแหน่งฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกของมารดาของนาง จวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตนางก็สิ้นใจไปในฐานะอนุคนหนึ่งของจวนสกุลหลินเพียงเท่านั้น
“คุณหนูใหญ่! ท่านรีบกลับไปเสียอย่าให้สามีของท่านและผู้อื่นรู้ว่าท่านมาหาพวกข้า ท่านจงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดี ลืมพวกข้าไปเสีย อย่าทำให้ตนเองต้องพลอยลำบากไปกับพวกข้าเลย” นี่คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่จะจากกัน เมื่อบิดาของนางได้รับโทษประหารไปแล้วนางก็ไปหาชุยอวี้หลันและหลินโม่วผู้เป็นน้องชายของนางที่ถูกคุมขังอยู่ตั้งใจจะบอกกับพวกเขาว่านางจะหาหนทางช่วยพวกเขาให้ได้ แต่กลับถูกมารดาเลี้ยงขับไล่ สายตาแห่งความสิ้นหวังของมารดาเลี้ยงของนางทำให้นางรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ยามนั้นความเจ็บปวดใจที่ไม่อาจจะช่วยน้องชายและมารดาเลี้ยงได้ทำให้หลินเหม่ยเหยาเสียใจจนแท้งบุตร และเพราะการแท้งบุตรทำให้นางไม่ได้สติไปหลายวัน เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาทั้งน้องชายและมารดาเลี้ยงก็สิ้นชีวิตอยู่ที่ลานประหารตามบิดาของนางไปหลายวันแล้ว
“ไม่ใช่แม่เล็กของเจ้า แล้วใครกันเล่า” เมื่อบิดาถามเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็ส่ายหน้า แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อนางหันไปเห็นฟู่จื่อในมืออีกข้างของบิดา อีกทั้งยามนี้เนื้อตัวของบิดาก็สามารถจับต้องได้ไม่ใช่ความฝันอันล่องลอย นางยื่นมือได้หยิบฟู่จื่อในกล่องไม้มาดมกลิ่นแล้วลองกัดเพื่อชิมรสชาติดูรสเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้นสัมผัสได้ทำให้นางหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง แล้วนางจึงได้หันไปมองกระจกในห้องแล้วก็พลันยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
‘ข้าได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว อีกทั้งยังกลับมาตอนที่ยังอยู่ในวัยก่อนปักปิ่นอีกด้วย’ หลินเหม่ยเหยาคิดอยู่ในใจด้วยความรู้สึกยินดี
“เป็นอย่างไร เจ้าคิดว่าพิษในฟู่จื่อนี่ถูกขจัดออกไปจนหมดแล้วหรือยัง” เมื่อบิดาถามเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็พยักหน้า
“เป็นของดีเจ้าค่ะ ล้วนดีทั้งสิ้น ท่านพ่อข้ารู้สึกยินดีเหลือเกินที่ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันกับท่านได้อีกครั้ง” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้บิดาของนางก็พลันขมวดคิ้วแล้วยื่นมือมาสัมผัสที่หน้าผากของนางในทันที
“ก็ไม่ได้ป่วยไข้นี่นา เหตุใดจึงได้พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้กันเล่า” คำพูดของบิดาทำให้หลินเหม่ยเหยายิ้มออกมาอีกครั้ง อีกทั้งครั้งนี้หยาดน้ำตาบนใบหน้าของนางไม่มีอีกแล้ว
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ลูกสบายดีเป็นอย่างยิ่ง ก็แค่เมื่อครู่นอนนานมากจนเกินไปเพียงเท่านั้น ก็เลยฝันร้ายเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว” เมื่อนางพูดเช่นนี้หลินเจวี๋ยก็ทอดถอนใจออกมา
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” เขาพูดพลางยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าบุตรสาวคลายอ้อมกอดแล้วและยามนี้ก็หันมาเกาะกอดท่อนแขนของเขาด้วยความออดอ้อนแทน แม้ว่าจะรู้สึกแปลกใจที่ลูกสาวมีท่าทีแปลกประหลาดแต่เขาก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้ ตั้งแต่เขามีชุยอวี้หลันบุตรสาวของเขาก็ไม่เคยทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาอีกเลย ท่าทีออดอ้อนของบุตรสาวแม้จะผิดธรรมเนียมอยู่บ้างแต่ในฐานะบิดาที่มีบุตรสาวเพียงคนเดียวการที่นางกลับมาทำตัวออดอ้อนดุจเด็กน้อยเช่นนี้มันทำให้เขาอดรู้สึกยินดีไม่ได้จริงๆ
สองพ่อลูกพากันเดินออกมานั่งวิเคราะห์สมุนไพรที่ได้มานอกเรือน หลินเหม่ยเหยาหันกลับไปมองเรือนหนิงอันของตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ทุกอย่างยังคงเหมือนตอนที่นางยังไม่ได้ออกเรือน นางรู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวของนางอีกครั้ง หลังจากที่ได้สูญเสียทุกคนไปในชีวิตก่อนหน้านี้
“ท่านพ่อ สมุนไพรนี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือเจ้าคะ” หลินเหม่ยเหยาถามด้วยความสนใจ
“พ่อได้รับมาจากเพื่อนเก่า นอกจากฟู่จื่อแล้วเขายังมอบชวนอูมาให้ด้วยนะ เพียงแต่ชวนอูนั้นเขายืนยันกับพ่อแล้วว่าเขาทำการขจัดพิษออกได้จนหมดแล้วมีเพียงฟู่จื่อนี่ที่เขายังไม่แน่ใจ” หลินเจวี๋ยตอบพลางยิ้มออกมา
“ช่างเป็นสหายที่ดีมากจริงๆ” หลินเหม่ยเหยาพูดพลางหยิบสมุนไพรขึ้นมาแล้วก็คิดถึงสหายของตนอย่างหยางสุ่ยเซียน ไม่ใช่แค่เพียงหมายปองสามีของนางแม้แต่ชีวิตของนางหยางสุ่ยเซียนก็ไม่คิดจะละเว้น หลินเหม่ยเหยาไม่เคยรู้เลยว่าสหายของนางจะมีจิตใจที่ดำมืดได้ถึงขนาดนั้น
“สักวันเจ้าก็จะได้พบกับสหายที่ดีเช่นพ่อ” เมื่อหลินเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็พยักหน้า
“เจ้าค่ะ สักวันลูกจะต้องได้พบกับสหายคนดีของลูกแน่ แล้ววันนั้นลูกจะต้องตอบแทนความดีของนางอย่างสาสมทีเดียว” นางเอ่ยพลางส่งยิ้มให้บิดา ทั้งสองพ่อลูกนั่งคุยกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ของเรือนหนิงอัน ความอบอุ่นและความรักในสายตาของบิดาทำให้หลินเหม่ยเหยาให้สัญญากับตนเองว่าชาตินี้นางจะต้องปกป้องบิดาและคนในครอบครัวให้ดี ไม่ดึงคนชั่วเข้ามาแล้วทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องประสบกับเคราะห์กรรมอันเลวร้ายดังเช่นในชาติที่แล้ว
สำนักคุ้มภัยสกุลมู่
เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหลินเหม่ยเหยาสิ่งแรกที่หลินเหม่ยเหยาตั้งใจจะทำก็คือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบให้เต็มที่ เดิมทีนางมีความเย็นชาต่อชุยอวี้หลันอยู่เป็นนิจ ต่อต้านทุกสิ่งที่ชุยอวี้หลันชี้นำให้นางทำ แต่ยามนี้สิ่งที่นางทำก็คือการทำตัวเป็นลูกเลี้ยงที่ดีเชื่อฟังคำชี้แนะของชุยอวี้หลันโดยไม่โต้เถียง
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดช่วงนี้คุณหนูใหญ่จึงได้ทำตัวผิดแปลกไปเช่นนี้เล่า” เมื่อชุยอวี้หลันเอ่ยถามเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็ส่งยิ้มให้พลางเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าเปลี่ยนไปมากเลยหรือ ข้าก็หลงคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของข้าน่าจะทำให้แม่เล็กพึงพอใจได้เสียอีก” นางเอ่ยพลางก้มหน้าลงคัดอักษรตามบทคัดลอกที่ชุยอวี้หลันหามาให้
“คุณหนูใหญ่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียินดีเชื่อฟังข้าเช่นนี้ข้าย่อมดีใจ เพียงแต่อยู่ๆ ท่านก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันเช่นนี้มันทำให้ข้าอดรู้สึกกังวลใจไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน มีผู้ใดพูดจาล่วงเกินท่านหรือว่ามีใครทำให้ท่านรู้สึกไม่สบายใจหรือเปล่า” เมื่อมารดาเลี้ยงของนางเอ่ยถามเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็ส่ายหน้า
“ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่คิดว่าสิ่งที่แม่เล็กสอนสั่งอีกทั้งยังเข้มงวดกับข้าล้วนเป็นเพราะหวังดีต่อข้า ข้าจึงคิดได้ว่าจะพยายามต่อต้านท่านไปทำไม” เมื่อหลินเหม่ยเหยาพูดเช่นนี้ชุยอวี้หลันก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี
“ท่านคิดได้เช่นนี้ข้าก็ดีใจ ดังนั้นวันนี้คัดบทคัดลอกนี้ให้เสร็จแล้วท่านก็สามารถพักผ่อนได้ตามสบาย ท่านสามารถทำทุกอย่างได้ตามใจยกเว้นการออกไปหาคุณหนูจวนสกุลหยาง” เมื่อชุยอวี้หลันพูดเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาก็พยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านวางใจเถิดข้าไม่คิดจะดื้อรั้นออกไปพบหยางสุ่ยเซียนอีกแล้ว” คำพูดของหลินเหม่ยเหยาทำให้ชุยอวี้หลันยิ้มออกมา
“ดีแล้วเจ้าค่ะ สหายของท่านผู้นั้นนางเติบโตในจวนสกุลใหญ่ความคิดความอ่านซับซ้อนเป็นอย่างยิ่งท่านตามนางไม่ทันหรอก” เมื่อชุยอวี้หลันพูดจบก็มีสาวใช้วิ่งเข้ามาหานางในทันที
“ชุยอี๋เหนียง คุณชายน้อยหลบหนีออกไปนอกจวนอีกแล้วเจ้าค่ะ” คำพูดของสาวใช้ทำให้ชุยอวี้หลันพลันมีโทสะขึ้นมาในทันที
“เจ้าลูกคนนี้ทำไมวันๆ ถึงได้หาแต่เรื่องกันนะ สั่งการลงไปเกณฑ์คนออกไปจับตัวคุณชายน้อยกลับมา ผู้ใดพาเขากลับมาได้ข้าจะตกรางวัลอย่างงาม” เมื่อชุยอวี้หลันเอ่ยเช่นนี้สาวใช้ผู้นั้นก็รีบรับคำแล้วออกไปจัดการเกณฑ์ผู้คนเพื่อออกไปตามหาหลินโม่วในทันที
“คอยดูนะตามเขากลับมาได้เมื่อไหร่ข้าจะตีเขาให้ขาหักเลย” เมื่อชุยอวี้หลันพูดเช่นนี้หลินเหม่ยเหยาที่คัดลอกอักษรเสร็จแล้วก็พลันเงยหน้าขึ้นสีหน้าของมารดาเลี้ยงทำให้หลินเหม่ยเหยาพลันส่ายหน้าปฏิเสธแล้วจึงได้เอ่ยปากขออาสาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนในทันที
“แม่เล็ก ข้ากับน้องชายรู้ใจกันดี เขาหนีออกไปเช่นนี้ข้ารู้ว่าจะไปตามเขาได้ที่ไหน อีกทั้งหากข้าเป็นคนไปตามเขาย่อมจะต้องยินดีกลับมาพร้อมข้าโดยไม่ต้องเปลืองกำลังแน่” คำพูดของหลินเหม่ยเหยาทำให้ชุยอวี้หลันได้แต่ส่ายหน้า
“โม่วเอ๋อออกจากจวนไปเพียงคนเดียวข้าก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว หากให้คุณหนูใหญ่ออกจากจวนไปด้วยอีกคนในใจของข้าคงจะร้อนรนมากขึ้นกว่าเดิม ให้บ่าวไพร่ออกไปตามหาเถิด ส่วนเรื่องที่ว่าเขาจะยอมกลับมาหรือไม่ ขอเพียงมีคนอ้างชื่อข้าเขาก็คงจะยินยอมกลับมาแต่โดยดี… กระมัง” เมื่อเอ่ยมาถึงประโยคท้ายชุยอวี้หลันพลันมีน้ำเสียงไม่แน่ใจ บุตรชายของนางทั้งเอาแต่ใจและดื้อรั้น ยิ่งเมื่อได้พี่สาวและบิดาคอยให้ท้ายเขาก็ยิ่งซุกซนและไม่เชื่อฟังนางเข้าไปใหญ่
“แม่เล็กให้ข้าไปเถิด ข้าจะพาคนไปด้วยอีกหลายคน อีกทั้งข้ายังมีผงยาสำหรับใช้ป้องกันตัวอีกมากมาย ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้าหรอกเจ้าค่ะ” หลินเหม่ยเหยาเอ่ยพลางชี้ให้มารดาเลี้ยงของตนมองดูสาวใช้และผู้ติดตามของนาง มารดาแท้ๆ ของนางทิ้งคนของตนเองให้บุตรสาวไว้หลายคน มีอยู่สองคนที่มีวิชายุทธ์สูงส่ง เมื่อชุยอวี้หลันเห็นว่าหลินเหม่ยเหยาจะพาคนเหล่านั้นติดตามไปด้วยนางก็พลันรู้สึกวางใจ
“เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิด เพียงแต่หากพบโม่วเอ๋อแล้วท่านต้องรีบกลับจวนนะ หากนายท่านกลับมาถึงจวนแล้วไม่ได้พบท่าน เขาจะต้องเกณฑ์คนทั้งจวนออกไปตามหาท่านเป็นแน่”
“แม่เล็กวางใจเถิด พบโม่วเอ๋อเมื่อไหร่ข้าจะรีบพาเขากลับจวนในทันที” เมื่อหลินเหม่ยเหยาเอ่ยเช่นนี้ชุยอวี้หลันก็พยักหน้าแล้วไม่ได้เอ่ยวาจาคัดค้านหลินเหม่ยเหยาอีก
หลังจากนั้นหลินเหม่ยเหยาก็พาคนของนางออกจากจวน นางรู้ดีว่าน้องชายของนางไปอยู่ที่ไหน หลินโม่วคนนี้เป็นเด็กที่ถูกนางกับบิดาตามใจจนเสียคน แม้ว่าจะเกิดในสกุลแพทย์แต่เขากลับให้ความสนใจเรื่องวิชายุทธ์ ทุกครั้งที่ว่างเขามักจะมาเรียนรู้วิชาการป้องกันตนเองกับมู่เหอและมู่จิ่น สองผู้คุ้มกันที่มารดาของนางทิ้งเอาไว้ให้ หากวันไหนมู่เหอและมู่จิ่นไม่ว่างเขาก็มักจะมาที่สำนักคุ้มภัยสกุลมู่เพื่อจะได้ใช้ลานฝึกของสำนักคุมภัยเป็นที่ฝึกซ้อมฝีมือของตนเอง
สกุลมู่เป็นสกุลเดิมของมารดาแท้ๆ ของนาง ท่านตาของนางเคยเป็นอดีตแม่ทัพใหญ่ของแคว้น พอสิ้นท่านตาสกุลมู่ก็ไร้ผู้สืบทอด เมื่อไร้ผู้สืบทอดตราแม่ทัพก็ถูกส่งคืนราชสำนัก เมื่อสิ้นท่านตาบรรดาแม่ทัพนายกองหลายคนก็ล้วนลาออกจากกองทัพ มารดาของนางกังวลว่าพอพวกเขาไร้เบี้ยหวัดที่เคยได้รับจากในกองทัพแล้วจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นางจึงได้ก่อตั้งสำนักคุ้มภัยสกุลมู่ขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มคนที่เคยเป็นอดีตลูกน้องของท่านตามีอาชีพที่สามารถหาเงินเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้
“โม่วเอ๋อ!” เสียงของหลินเหม่ยเหยาทำให้หลินโม่วที่กำลังฝึกเพลงทวนอยู่ชะงักงันไปในทันที เขารีบส่งทวนให้มู่เปียวแล้ววิ่งมาหาพี่สาวของตนเองในทันที
“พี่หญิง ท่านมาทำอะไรที่นี่” คำถามของน้องชายทำให้หลินเหม่ยเหยาขึงตาใส่น้องชายในทันที
“ก็มาตามเจ้ากลับจวนอย่างไรเล่า ร้ายกาจนักนะเดี๋ยวนี้กล้าหลบหนีออกจากจวนแล้วหรือ” เมื่อหลินเหม่ยเหยาเอ่ยเช่นนี้หลินโม่วก็ยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนในทันที
“ก็ท่านแม่ห้ามไม่ให้ข้าฝึกยุทธ์ภายในจวนนี่นา ข้าก็เลยต้องแอบลักลอบออกจากจวนมาฝึกที่นี่” คำพูดของน้องชายทำให้หลินเหม่ยเหยาได้แต่ส่ายหน้า
“แต่ถึงอย่างไรการหลบหนีออกจากจวนโดยไม่บอกกล่าวกับผู้ใด ก็เป็นเรื่องที่ผิดอยู่ดี ดังนั้นเจ้ารีบเดินทางกลับจวนเสียเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นวันนี้เจ้าอาจจะถูกแม่เล็กลงมือเฆี่ยนตีจนเนื้อตัวปริแตกไปเลยก็ได้นะ” คำพูดของพี่สาวทำให้หลินโม่วพลันมีสีหน้าซีดเซียวในทันที
“พี่หญิงท่านต้องช่วยข้านะ ไม่เช่นนั้นท่านแม่จะต้องลงมือเฆี่ยนตีข้าด้วยตนเองหรือไม่ก็ส่งข้าไปที่หอลงทัณฑ์เพื่อรับโทษโบยเป็นแน่” คำพูดของน้องชายทำให้หลินเหม่ยเหยาพลันยิ้มออกมาในทันที น้องชายผู้นี้ของนางแม้ว่าจะดื้อรั้นอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้จักเกรงกลัวการต้องรับโทษทัณฑ์อยู่ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะถ้าหากว่าเขาไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเลยคงยากที่จะควบคุมความประพฤติของเขาได้