ศาลสหรัฐ ยันปัดตกแพ็กเกจค่าจ้าง อีลอน มัสก์ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก Tesla เป็นโมฆะ
ศาลสหรัฐ ยืนยันคำตัดสิน แพ็กเกจค่าจ้าง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ของ อีลอน มัสก์ จาก Tesla ถือเป็นโมฆะ ด้าน อีลอน มัสก์ โวยศาลทุจริต พร้อมยื่นอุทธรณ์
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลรัฐเดลาแวร์ยืนยันการตัดสินก่อนหน้านี้ ในการเพิกถอนแพ็กเกจค่าจ้าง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ของนายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา (Tesla) ในปี 2561 โดยปฏิเสธคำอุทธรณ์ของทั้งนายมัสก์และ Tesla
แพ็กเกจดังกล่าว นับเป็นเงินค่าตอบแทนผู้บริหารบริษัทมหาชนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดย Tesla ประกาศแผนการอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว ในขณะที่นายมัสก์โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า คำตัดสินของศาลคือการทุจริตโดยสิ้นเชิง
นางแคธาลีน แม็คคอร์มิก ผู้พิพากษา ศาลตัดสินว่าแผนการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยไม่เหมาะสม เนื่องจากนายมัสก์ได้ใช้อิทธิพลเหนือคณะกรรมการของ Tesla ในระหว่างกระบวนการดังกล่าว ซึ่งผู้พิพากษากล่าวว่าเป็นกระบวนการที่มีมีข้อบกพร่องอย่างมาก
นางแม็คคอร์มิก ระบุว่า การลงคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นที่จัดขึ้นในเดือนมิ.ย. 2566 เพื่อรับรองแผนดังกล่าวนั้นไม่สามารถลบล้างคำตัดสินเดิมได้ โดยเธอกล่าวว่าการปล่อยให้การกระทำดังกล่าวเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลย้อนหลังจะทำให้คดีความ “ไม่มีวันจบสิ้น”
ในการตัดสินในวันจันทร์ (02 ธ.ค.) นางแม็คคอร์มิก ได้อนุมัติค่าทนายความ 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับทีมกฎหมายที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัท Tesla ในความพยายามดำเนินการเพิกถอนให้การจ่ายเงินดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งพวกเขาทำได้สำเร็จ
หลังจากคำตัดสินในเดือนม.ค. นายมัสก์ได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบกฎหมายของรัฐเดลาแวร์ โดยเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ยกเลิกการจดทะเบียนบริษัทในรัฐเดลาแวร์ และในเวลาต่อมา Tesla ได้จัดการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นและย้ายการจดทะเบียนบริษัทไปที่รัฐเทกซัสอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้แล้ว สเปซ์เอ็กซ์ (SpaceX) ก็ได้เปลี่ยนสถานะการจดทะเบียนบริษัทจากรัฐเดลาแวร์เป็นรัฐเทกซัสเช่นกัน
แม้จะมีอุปสรรคทางกฎหมาย แต่ความมั่งคั่งของ นายมัสก์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัพย์สินสุทธิของนายมัสก์ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้แรงหนุนจากหุ้นหุ้น Tesla ที่พุ่งขึ้นมากถึง 42% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหวังของนักลงทุนที่ว่าความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างนายมัสก์กับนายทรัมป์ อาจนำไปสู่นโยบายที่เอื้อต่อบริษัทของเขา
อ้างอิง : cnbc.com