เปิด 6 หุ้นเด่นน่าสะสมระยะ 1 ปีขึ้นไป พร้อมจุดเข้าซื้อ-ขายทำกำไรที่เหมาะสม
ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนหลาย ๆ คน คงมีคำถามคาใจเกี่ยวกับทิศทางการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนไม่ชอบความหวือหวา แต่เน้นความสบายใจ ที่ยังคงลังเลว่าจะเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน ตัวใดดี ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้ได้
วันนี้ Wealthy Thai จึงได้หยิบยกเอาบทวิเคราะห์จาก บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่ได้แนะนำ 6 หุ้นที่น่าสะสมในระยะ 1 ปีขึ้นไป พร้อมจุดเข้าซื้อ และขายทำกำไรที่เหมาะสม เพี่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าลงทุนในช่วงนี้มาฝาก
โดย บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ หลังโควิดถึงปัจจุบัน การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยากขึ้น ถูกกดดันจาก เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตช้า และต่ำคาด, การเมืองไม่นิ่ง, FUND FLOW ชะลอไหลเข้า กดดันให้ ในปี 2022, 2023, 2024YTD มีสัดส่วนจำนวนหุ้นทั้งหมดในดัชนี SET และ MAI ที่ให้ผลตอบแทนรายปีเป็นบวกน้อยกว่าครึ่ง หรือเพียง 31%, 14%, 26% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าตลาดมีจำนวนหุ้นบวกรายปีต่ำ ทำให้การลงทุนต้องพิถีพิถัน และเน้น SELECTIVE BUY มากขึ้น
ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการศึกษาและค้นหาหุ้นที่คาดว่าจะเอาชนะตลาด และน่าสะสมสะสมระยะ 1 ปีขึ้นไป ผ่าน 3 สูตรพร้อมกัน ดังนี้
1.เลือกหุ้นที่มี SAFETY MARGIN สูง โดยปกติตลาดหุ้นและหุ้นมักจะไม่ ลบติดต่อกัน 2 ปี ทำให้หุ้นที่ย่อตัวลงมาในปีนี้ ช่วยลด DOWNSIDE RISK ลงไประดับหนึ่งแล้ว
2.เลือกหุ้นที่กำไรปีหน้ามีโอกาสเติบโตเด่น โดยสังเกตได้จากหุ้นที่ขึ้นแรง อันดับต้นๆใน SET100 ในแต่ละปี มักเป็นหุ้นที่กำไรปีนั้นเติบโตเด่นมาก
3.เลือกจุดเข้าสะสมที่เหมาะสมที่สุดรายบริษัท ผ่านการทำ OPTIMIZATION กับ INDICATOR RSI ที่เหมาะสมสำหรับราคาหุ้นที่ย่อตัวลงมาในระยะเวลา 4 ปี คือ ช่วงตลาดหุ้นไทยซึมๆ ลง ได้ผลลัพธ์หุ้นเด่นน่าเข้าสะสมหวังผลในระยะ 1 ปีขึ้นไป คือ SCC, GPSC, SCGP, MINT, CK, PLANB เป็นต้น โดยมีรายละเอียดทางพื้นฐานที่น่าสนใจดังนี้
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC (FV 270) ราคาหุ้นย่อตัวลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดช่วงโควิด แม้ทิศทางผล ประกอบการระยะสั้นยังไม่สดใส แต่ภาพระยะยาวเริ่มดูมีความหวังจากมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงของ SCC ที่จะทยอยเกิดขึ้นนับจากนี้ และยังมีแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนครั้งใหญ่เพิ่มเติม พร้อมกับเม็ดเงินจากกองทุน Thailand ESG Fund ทยอยเข้ามาหนุนช่วงท้ายของปี โดย SCC เป็นหนึ่งใน 34 บริษัท ที่ได้รับการประเมิน SET ESG Ratings AAA
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : SCC ซื้อขายในกรอบ RSI 20 –70 มีโอกาสได้ผลตอบแทนสะสม 22.6% (ในการซื้อขาย 3 รอบ เฉลี่ยถือรอบละ 135 วัน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อ รอบ 7.0%) ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว -34.7%
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC (FV 54) เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ราคาหุ้นย่อตัวลงตอบรับกำไรงวดไตรมาส 3/67 ที่ลดลง 46.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ Upside เริ่มเปิดกว้าง พร้อมกับคาดหวังการเติบโตกำไรในปี 2568 ที่สูงถึง 36%
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : GPSC ซื้อขายในกรอบ RSI 25–50 มีโอกาสได้ผลตอบแทน 47.7% (ในการซื้อขาย 7 รอบ เฉลี่ยถือรอบละ 21 วัน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อรอบ 5.7%) ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว -25.6%
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP (FV 33.5) แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/67 เริ่มฟื้นตัวจากต้นทุนที่ปรับลง และแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ ส่วนปี 2568 แผนงานสำคัญคือการพลิกฟื้น Fajar ให้กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : SCGP ซื้อขายในกรอบ RSI 30 – 50 มีโอกาสได้ผลตอบแทน 20.1% ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว -30.7%
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT (FV 37) ราคาหุ้น Laggard กว่าหุ้นโรงแรมในยุโรปที่ปีนี้บวก 30% ถึง 60% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันปัจจุบัน โทนกำไรงวดไตรมาส 4/67 ฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ด้านแผน 3 ปี คงเดิม รายได้และกำไรโตเฉลี่ย 8% - 10% ต่อปี และ 15% - 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่อปี ล่าสุดมีแผนการจัดตั้งกอง REITs ประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ประเมินช่วยให้การบริหารโครงสร้างเงินทุนมีความคล่องตัวขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : MINT ซื้อขายในกรอบ RSI 30 – 70 มีโอกาสได้ผลตอบแทน 59.8% ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว 32.1%
บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK (FV 28) เป็นบริษัทก่อสร้างที่มีความมั่นคงมาก ทั้งในด้านรายได้ที่มี Backlog สูงถึง 2.2 แสนล้านบาท พร้อมโอกาสรับงานเพิ่มเติมอีกจากโครงการลงทุนของ BEM รวมถึงงานประมูลภาครัฐอื่น ๆ ขณะที่บริษัทลูกทั้ง BEM และ CKP ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : CK ซื้อขายในกรอบ RSI 35–75 มีโอกาสได้ผลตอบแทน 81.1% ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว 14.2%
บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB (FV 10.6) ทิศทางธุรกิจสื่อนอกบ้านสดใส เตรียมเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4 พร้อมเดินหน้าทำกำไร NEW HIGH ต่อในปี 2568 จากแผนปรับ PACKAGE ขายโฆษณา เพิ่มกำลังการผลิตสื่อและเดินหน้ารุกธุรกิจมวยเวทีราชดำเนิน
จุดเข้าซื้อและขายทำกำไรที่เหมาะสม : PLANB ซื้อขายในกรอบ RSI 35 – 75 มีโอกาสได้ผลตอบแทน 84.3% ขณะที่ซื้อแล้วถือยาว 31.7%
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การค้นหาจุดเข้าซื้อ และขายทำกำไรที่เหมาะสมจากการหา Optimization ในกรอบการซื้อขาย ผ่านตัวชี้วัดทางเทคนิค อย่าง RSI โดยการทดสอบย้อนหลังในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา (ต้นเดือน ต.ค. 20 - กลางเดือน พ.ย. 24) ผลลัพธ์จะได้ช่วงซื้อ (RSI กรอบล่าง) และช่วงขาย (RSI กรอบบน) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีสุดสำหรับหุ้นตัวนั้น ๆ
ยกตัวอย่าง หากนักลงทุนซื้อและถือหุ้น SCC มา 4 ปี (1505 วัน ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 20 ถึง กลางเดือน พ.ย. 24) จะขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงราคาสูงถึง – 34.7% แต่ถ้าซื้อหุ้นในกรอบ RSI ที่ผ่านการ Optimization คือ ซื้อหุ้น SCC หลังจาก RSI กรอบล่างต่ำ 20 แล้วขายทำกำไรหลัง RSI กรอบบนสูงกว่า 70 จะเกิดการซื้อขาย 3 รอบ ได้ผลตอบแทนสะสมพลิกมาเป็นบวก +22.4% ถือว่าสูงกว่าการซื้อและถือมายาวถึง +60.1%