โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 Forces Model เครื่องมือหาหุ้นแข็งแกร่ง

FinSpace

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 14.00 น. • FinSpace
5 Forces Model

#ลงทุนกัน | การลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การเสี่ยงโชค แต่คือการวิเคราะห์และต้องเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์หุ้นที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ "Five Forces Model" ที่พัฒนาโดย Michael Porter จาก Harvard Business School ซึ่งจะช่วยให้เราประเมินความแข็งแกร่งของธุรกิจ และคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืน

5 Forces Model ดียังไง?

  • ช่วยให้เข้าใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และปัจจัยที่มีผลต่ออุตสาหกรรมนั้น ๆ
  • ช่วยประเมินความสามารถในการแข่งขันของแต่ละบริษัท
  • ช่วยประเมินศักยภาพในการทำกำไรของธุรกิจในระยะยาว
  • ช่วยเลือกหุ้นที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

5 Forces Model มีอะไรบ้าง?

5 Forces Model

1. อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์

อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยบริษัทที่มีอำนาจต่อรองสูงจะสามารถกดดันให้ซัพพลายเออร์ลดราคา ปรับปรุงคุณภาพ หรือให้เงื่อนไขการค้าที่ดีกว่า

เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น มีอำนาจต่อรองสูงเพราะเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผู้ผลิตสินค้า ขณะที่ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ยิ่งธุรกิจมีซัพพลายเออร์ให้เลือกมาก ยิ่งมีความได้เปรียบในการต่อรอง

นอกจากนี้ ยังมี Makro ที่อำนาจต่อรองสูงจากการเป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่ ทำให้สามารถต่อรองราคาวัตถุดิบจากเกษตรกรและผู้ผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งรายย่อย

2. อำนาจต่อรองกับลูกค้า

อำนาจต่อรองกับลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ โดยบริษัทที่มีอำนาจต่อรองสูงจะสามารถกำหนดราคาสินค้าหรือบริการได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการคู่แข่ง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Apple ที่สร้างระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ทั้ง iPhone, iPad, MacBook และ Apple Watch ทำให้ผู้ใช้งานที่เริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งของ Apple มักจะถูกดึงดูดให้ซื้อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามมา เพราะการใช้งานร่วมกันที่ราบรื่นและความคุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการ iOS

นอกจากการสร้างระบบนิเวศแล้ว การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับลูกค้า เช่น Nike ที่ลงทุนมหาศาลในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านการสนับสนุนนักกีฬาระดับโลกและการทำการตลาดที่โดนใจ

จนทำให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้า Nike มีคุณค่าเหนือกว่าคู่แข่ง และยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความภักดี (Loyalty) ของลูกค้าที่จะอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว

3. ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

ยิ่งธุรกิจมีกำแพงกั้นที่สูงและหลากหลายมากเท่าไร โอกาสที่จะมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรและส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ในระยะยาว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริษัทผลิตชิปอย่าง TSMC ที่มีทั้งเงินลงทุนสูง เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้แม้จะมีความต้องการชิปเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็แทบไม่มีคู่แข่งรายใหม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้ จึงทำให้บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้อย่างเหนียวแน่น

4. ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกือบทุกธุรกิจต้องเผชิญ มันคือสถานการณ์ที่สินค้าหรือบริการของเราต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์อื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน หรือสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีพอ ๆ กัน หรือบางทีอาจดีกว่าด้วยซ้ำ ทำให้ลูกค้าหันไปเลือกใช้สินค้าทดแทน

เช่น Apple ซึ่งเป็นแบรนด์ที่รู้จักไปทั่วโลกในเรื่องของดีไซน์ที่สวยงาม นวัตกรรมล้ำสมัย และระบบนิเวศที่ผสานรวมกันอย่างลงตัว ทำให้ผู้บริโภคมีความภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์สูงมาก แม้จะมีสินค้าทดแทนจากแบรนด์อื่น ๆ ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน แต่ลูกค้า Apple ก็ยังคงเลือกที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ต่อไป

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ CP All เจ้าของเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย ความแข็งแกร่งของ CP All นั้นมาจากการผสมผสานปัจจัยต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสาขาที่หนาแน่น สินค้าและบริการที่หลากหลาย ระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ความเข้าใจลูกค้า และการตลาดที่แข็งแกร่ง ทำให้เซเว่น อีเลฟเว่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว

ดังนั้น ถึงแม้จะมีร้านสะดวกซื้อรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่เซเว่นอีเลฟเว่นก็ยังคงเป็นผู้นำตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่งรายอื่น

5. การแข่งขันในอุตสาหกรรม

ความรุนแรงของการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันน้อยมักจะมีกำไรที่สูงและยั่งยืนกว่า ยกตัวอย่างเช่น AOT ที่ผูกขาดการบริหารสนามบินหลักของประเทศ ทำให้มีอำนาจในการกำหนดค่าธรรมเนียมและรายได้จากพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแข่งขันด้านราคา

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมักจะทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความสามารถในการทำกำไรที่จำกัด เช่น ธุรกิจสายการบินราคาประหยัดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ต้องลดราคาตั๋วเพื่อแย่งชิงผู้โดยสาร ส่งผลให้หลายสายการบินประสบปัญหาขาดทุน

การใช้ Five Forces Model วิเคราะห์หุ้นช่วยให้เห็นภาพรวมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ยิ่งบริษัทมีความได้เปรียบในปัจจัยต่าง ๆ มาก โอกาสทำกำไรได้อย่างยั่งยืนก็ยิ่งสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ผลประกอบการ ฐานะการเงิน คุณภาพผู้บริหาร และราคาหุ้น เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่รอบคอบ

ติดตามบทความอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่ www.finspace.co

ติดตามเรื่องราวการเงินที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณก่อนใครได้ที่

Facebook : FinSpace

Instagram : http://bit.ly/2ktv2o7

X : http://bit.ly/2keFfVD

Blockdit : https://bit.ly/37EWqmb

กลุ่มความรู้นักลงทุน: http://bit.ly/3clAwZ2กลุ่มพัฒนาตัวเอง: http://bit.ly/3ejPXn

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...