โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยนักลงทุน 45% มองสัปดาห์นี้ราคาลง “เล่งหงษ์” แนะจับตาเฟด-นอนฟาร์ม

Khaosod

อัพเดต 27 ก.ย เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย เวลา 00.21 น.

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยนักลงทุน 45% คาดราคาทองคำในประเทศสัปดาห์หน้า 28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569 ปรับลดลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ 46% มองราคาใกล้เคียงสัปดาห์ก่อน ด้าน “เล่งหงษ์” ประเมินทองโลกยังแกว่งกรอบ 4,230-4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จับตาบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งเหนือ 5% ความคาดหวังเฟดขึ้นดอกเบี้ย และตัวเลข Core PCE-Nonfarm Payrolls ชี้ทิศทางทองคำระยะถัดไป

ชี้นักลงทุน 45% มองทองสัปดาห์นี้ลง

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยผลสำรวจ GRC Gold Survey นักลงทุน 45% คาดราคาทองคำในประเทศสัปดาห์หน้า 28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569 ปรับลดลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ 46% มองราคาใกล้เคียงสัปดาห์ก่อน ด้านทองคำแท่ง 96.5% ปิดที่ 67,850 บาท ลดลง 1,200 บาท จับตาผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ท่าทีเฟด วันหยุดวันชาติจีน และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ**

นักลงทุน 45% คาดราคาทองลดลง

ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ หรือ GRC Gold Survey สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2569 พบว่า มุมมองของนักลงทุนส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นลบต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

จากการสำรวจผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำจำนวน 13 ราย พบว่า 4 ราย หรือ 31% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ 3 ราย หรือ 23% คาดว่าราคาทองคำจะปรับลดลง และอีก 6 ราย หรือ 46% คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนทองคำจำนวน 330 ราย พบว่า 126 ราย หรือ 38% คาดว่าราคาทองคำในประเทศสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วน 147 ราย หรือ 45% คาดว่าราคาทองคำจะปรับลดลง และอีก 57 ราย หรือ 17% คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทองคำแท่งสัปดาห์ก่อนร่วง 1,200 บาท

สำหรับสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ ราคาทองคำแท่ง 96.5% ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 67,450-68,950 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปิดสัปดาห์อยู่ที่ระดับ 67,850 บาทต่อบาททองคำ ลดลง 1,200 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 69,050 บาทต่อบาททองคำ

จับตาผลตอบแทนพันธบัตร-ท่าทีเฟด

ศูนย์วิจัยทองคำระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ FED

ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การซื้อขายทองคำในช่วงวันชาติของจีน โดยจีนจะมีวันหยุดเนื่องในวันชาติระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2569 ซึ่งอาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและปริมาณการซื้อขายในตลาดทองคำของจีนชะลอลง และอาจส่งผลให้สภาพคล่องและแรงซื้อจากตลาดจีนลดลงชั่วคราว

เปิดโผตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชี้ทิศทางทอง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ดัชนีภาคการผลิตและดัชนีภาคบริการจากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ หรือ ISM รวมถึงตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP

ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในระยะต่อไป

นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์หน้าว่า ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมที่ประเมินไว้บริเวณ 4,230-4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ล่าสุดราคาจะไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ได้ แต่ยังถือว่าสัญญาณไม่ได้เลวร้าย โดยราคาปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงครึ่งล่างของกรอบดังกล่าว และคืนวันศุกร์สามารถยืนที่ระดับ 4,280 ดอลลาร์ได้

ปัจจัยลบกดดันราคาทองคำ

นางภัทรินกล่าวว่า ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งปรับขึ้นเหนือ 5% มาอยู่ที่ประมาณ 5.09% โดยระดับดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นมานานเกือบ 20 ปี และเป็นช่วงที่เคยเกิดวิกฤติซับไพรม์

ขณะเดียวกัน ตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยในเครื่องมือที่ใช้ติดตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้มากกว่า 60% แล้วว่าจะปรับขึ้นในเดือนตุลาคม และคาดว่าจะปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม ส่งผลให้ยังเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

นอกจากนี้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 91-92 ดอลลาร์ แต่ยังไม่ได้ช่วยลดแรงกดดันมากนัก เนื่องจากยังมีถ้อยแถลงของสมาชิกเฟดหลายรายที่ส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ รวมถึงบอนด์ยีลด์ที่อยู่เหนือระดับ 5%

ปัจจัยบวก หากสถานการณ์คลี่คลาย ทองมีโอกาสได้แรงหนุน

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม นางภัทรินมองว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความเคลื่อนไหวจากเวทีระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญ หากสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง และทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

ส่วนกรณีการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปสหรัฐฯ นั้น ยังไม่มีแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ เช่น AI ชิป หรือแร่หายาก จึงต้องติดตามว่าจะมีข่าวหรือรายละเอียดจากการเจรจาเพิ่มเติมหรือไม่

จับตา Core PCE และ Nonfarm Payrolls

ปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ตัวเลข Core PCE และ Final GDP ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 19.30 น. โดยคาดการณ์ Core PCE จะเพิ่มขึ้น 0.1% มาอยู่ที่ 0.3%

ขณะที่ตัวเลข ADP Nonfarm คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น ส่วน Nonfarm Payrolls คาดว่าจะลดลงจาก 162K เหลือ 98K โดยหากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เพราะอาจทำให้เฟดไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

กรอบราคาทองคำสัปดาห์นี้

นางภัทรินประเมินว่า หากราคาทองคำหลุดระดับ 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสลงไปเคลื่อนไหวในกรอบ 4,000-4,200 ดอลลาร์ ขณะที่หากสามารถทะลุ 4,330 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 4,430 ดอลลาร์ และหากผ่านกรอบดังกล่าวได้ ก็มีโอกาสเข้าสู่กรอบบนถัดไป

สำหรับทองคำในประเทศ วันนี้เปิดตลาดที่ 67,850 บาท โดยมองว่าระดับราคาต่ำกว่า 68,000 บาทยังอยู่ในโซนที่สามารถเข้าสะสมได้ หากลงถึงปลายกรอบล่างคาดว่าจะอยู่บริเวณ 67,300-67,400 บาท ส่วนกรอบบนใกล้เคียงอยู่ที่ประมาณ 68,200 บาท และหากราคาทองคำโลกขึ้นถึงระดับ 4,430 ดอลลาร์ ทองคำไทยอาจอยู่บริเวณ 69,000 บาท

ทั้งนี้ ภาพรวมราคาทองคำยังเป็นลักษณะ ไซด์เวย์ จนกว่าจะมีความชัดเจนจากตัวเลข Nonfarm Payrolls และทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งตลาดได้ Price-in ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมไปแล้วในระดับหนึ่ง

ด้านค่าเงินบาท แม้เงินบาทอ่อนค่าลงและช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศ แต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ โดยเคยอ่อนสุดบริเวณ 33.8 บาทต่อดอลลาร์ และปัจจุบันอยู่แถว 33.4-33.5 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นางภัทรินระบุว่า เหตุการณ์ทางการเมืองหรือเหตุการณ์สำคัญภายในประเทศอาจส่งผลต่อค่าเงินบาทได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบระยะสั้น เช่น ประมาณ 1 วัน ก่อนที่เงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวใกล้เคียงระดับเดิม เนื่องจากเงินบาทยังคงอิงทิศทางดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศูนย์วิจัยทองคำ เผยนักลงทุน 45% มองสัปดาห์นี้ราคาลง “เล่งหงษ์” แนะจับตาเฟด-นอนฟาร์ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...