โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 ตุลาคม 2569 เวลา 1.57 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

…ในความเป็นจริง สสส.ถูกตรวจสอบเยอะมาก..สสส.เป็นกองทุน ทำให้ สสส.อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียนฯ และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่คุมเราอยู่และเราต้องทำตาม..เพราะฉะนั้นหากจะบอกว่า ไม่มีวินัยการเงินการคลังจึงอาจไม่ถูกต้อง เพราะเราถูกบังคับโดยกฎหมายในฐานะกองทุน ..มีภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องหรือไม่-ก็มี อันนี้ยอมรับเลย แต่ถามว่า ภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องได้รับสิทธิพิเศษในการได้โครงการหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่มี ทุกคนผ่านการตรวจสอบ ทุกคนผ่านการเขียนโครงการ

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนเส้นทางของภาษีบาป จากที่จะต้องส่งให้กองทุน สสส.ทุกปี เฉลี่ยปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็มีการแก้ไขให้การจัดสรรงบประมาณไปให้ สสส.จะต้องทำเหมือนกับหน่วยงานภาครัฐทั่วไป ที่จะต้องมีการเสนอแผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายต่างๆ ไปที่สำนักงบประมาณ เพื่อจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จากนั้น ครม.เสนอเป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อรัฐสภา เพื่อให้สภาฯและวุฒิสภาได้พิจารณาต่อไป

พบว่าในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระหว่างวันที่ 30 กันยายน-14 ตุลาคม 2569 มีประชาชนเข้าไปอ่านร่างกฎหมายร่วม 126,040 คน และเข้าไปแสดงความคิดเห็น 85,727 คน ผลการแสดงความคิดเห็นพบว่า คนเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ 9.32% และไม่เห็นด้วย 89.47%

"ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโฆษก สสส." ให้สัมภาษณ์กับ "ไทยโพสต์" ถึงเรื่องดังกล่าวที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่นการบริหารงบประมาณของ สสส., การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. ตลอดจนการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ของ สสส.ที่ตั้งมาแล้วร่วม 25 ปี ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าที่ผ่านมา สสส.ทำงานอะไรบ้าง แต่บทสัมภาษณ์นับจากบรรทัดต่อจากนี้จะทำให้เห็นภาพการทำงานของ สสส.ได้อย่างชัดเจน

ในช่วงต้นการสัมภาษณ์มีการพูดคุยกันเรื่องว่า ที่ผ่านมาประชาชนจะเห็นหรือรู้จัก สสส.จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยเฉพาะจากแคมเปญต่างๆ เรื่องนี้ "ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการกองทุน สสส.และโฆษก สสส." ให้ข้อมูลว่า งบที่ สสส.ทำเกี่ยวกับโฆษณารณรงค์เรื่องต่างๆ ใช้แค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่มีการแพร่หลายมากเพราะสื่อมวลชนเห็นว่ามีประโยชน์เลยช่วยนำไปเผยแพร่ต่อ หรืออย่างการซื้อพื้นที่สื่อ สสส.ก็ซื้อส่วนหนึ่งและสื่อก็เพิ่มพื้นที่ให้เช่นกัน เลยทำให้เห็นพื้นที่ข่าวของ สสส.ค่อนข้างเยอะ

..งบที่ใช้ในส่วนนี้คือการใช้พื้้นที่สื่อ การรณรงค์ จริงๆ มีแค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นงบอีก 90 เปอร์เซ็นต์เป็นงานสนับสนุนต่างๆ โดยการวางแผนรณรงค์ผ่านสื่อ ที่จะมีการวางแผนงานไว้ล่วงหน้า เช่นหากจะทำเรื่องปีใหม่หรือสงกรานต์ปลอดเหล้า บางจังหวะเราต้องมีพร้อมในการที่จะสื่อสารออกไป

สำหรับการทำงานของ สสส.มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 200 กว่าคน ที่อยู่ในสำนักงาน สสส.ที่เป็นกองทุน คือบริหารจัดการงบประมาณเป็นหลัก เราไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ทำงานด้วยตัวเอง เราทำงานผ่านเพื่อน เพราะฉะนั้นคนของสสส.ก็คือคนที่บริหารยุทธศาสตร์ในการบริหารเงิน บริหารกองทุน แต่ว่าภาคีหน้างานที่ลงไปทำงานในพื้นที่ ซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมหรือเชิงวิชาการ เป็นพันธมิตรที่เราเรียกว่าภาคีเครือข่าย ซึ่งมีเป็นหมื่นหรือสองหมื่นองค์กร

"ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส." กล่าวอีกว่า สสส.มี 15 แผนงานหลัก เช่นเรื่องของบุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุ ที่แต่ละแผนจะมีภาคีหลายเครือข่าย และมีการทำกลไกร่วมกับรัฐบาลเกือบทุกกระทรวง-หลายกรม รวมถึงกลไกภายนอกที่มีหลากหลาย ทำให้มีภาคีเครือข่ายหลักหมื่น

"ภาคี" ของ สสส.จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเรียกว่าภาคียุทธศาสตร์ ที่อาจรับโครงการในลักษณะรับการสนับสนุนหรือไม่รับการสนับสนุนก็ได้ และอีกส่วนหนึ่งคือภาคีที่รับการสนับสนุน โดยภาคียุทธศาสตร์ก็เช่นของกระทรวง หรือส่วนการศึกษาต่างๆ หรือใครก็ตามที่พร้อม รวมถึงสื่อมวลชน โดยบางสื่ออาจไม่ได้รับทุนจากสสส.แต่ก็ช่วยเผยแพร่กระจายให้ แบบนี้เรียกว่าภาคียุทธศาสตร์ ที่บางครั้งก็เป็นลักษณะการทำงานร่วมกัน เช่นการประชุมวิชาการ ก็จะมีภาคีสถาบันการศึกษาที่เขาจัดอยู่แล้ว เช่นจัดเรื่องสุขภาพ สสส.ก็ไปร่วมด้วย บางครั้งอาจใช้แค่ชื่อ สสส.เข้าไปร่วม แต่บางทีเราก็สนับสนุนร่วมกัน

ส่วนภาคีที่ สสส.สนับสนุนก็จะมีอยู่ในฐานข้อมูล ที่เรียกว่า "ภาคีรับทุน" ก็มีหมื่นกว่าองค์กร ซึ่งหากนับจำนวนคนที่ทำงานในหมื่นกว่าองค์กรดังกล่าวรวมกันแล้วน่าจะอยู่ในหลัก 50,000-60,000 คน การกระจายทุนหากไล่ตามภูมิภาคส่วนกลางจะมีมาก เพราะหลายองค์กรตั้งอยู่ส่วนกลาง เวลาเราทำข้อมูลเพื่อดูเรื่องการกระจายทุนจะเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางเยอะ รองลงมาก็ภาคอีสาน โดยการกระจายทุนค่อนข้างหลากหลาย

"ดร.ประกาศิต" กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาก็เคยมีคนถามผมเหมือนกันว่า หากไม่มีภาคีเครือข่าย สสส.จะเป็นอย่างไร ผมก็บอกว่าหากไม่มีภาคีก็ไม่มี สสส. เพราะว่าสสส.ไม่มีหน่วยงานของตัวเอง เราไม่มีสถานเลิกเหล้า ไม่มีสถานเลิกบุหรี่ ไม่มีคนไปวิ่งไล่จับคนไม่ใส่หมวกกันน็อก เราทำงานผ่านภาคีหมดเลย เพราะฉะนั้นหากไม่มีงานภาคี ก็ไม่มี สสส.

เปรียบเทียบให้เห็นอีกอย่างคือ เวลาเราทำงานแล้วเจอภาคีรุ่นใหม่ๆ ก็มีการถามว่า สสส.ทำงานอะไร ผมก็บอกว่า สสส.จำไว้อย่างหนึ่งว่าเราไม่มีมือ คือไม่มีหน่วยบริการของตัวเอง ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีสถานบำบัด ที่บอกว่าเราไม่มีไม้ คือไม่มีอำนาจตามกฎหมาย กฎหมายสสส.ก็เป็นเรื่องการบริหารกองทุน สสส.คือองค์กรทุน เราบริหารทุน เราไม่มีมือไม่มีไม้ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายใดๆ

อย่างหากจะทำเรื่องอุบัติเหตุ ก็ต้องทำผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านตำรวจจราจร จะทำเรื่องชุมชนเข้มแข็งต้องผ่านกระทรวงมหาดไทย ทำเรื่องสุขภาพต้องผ่านกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

การทำงานของ สสส.เราทำงานในลักษณะเชื่อมต่อ-ประสาน สร้างสิ่งที่เราเรียกว่า แพลตฟอร์มความร่วมมือ เพราะเวลาเอาเรื่องสุขภาพเป็นตัวตั้ง มันแตกประเด็นไม่ได้

อย่างทำเรื่อง "เหล้า" จะแตกไปที่เรื่องเหล้าโดยตรงไม่ได้ เพราะมันอาจจะมาจากปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ซึ่งต้องทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น ลักษณะการทำงานแบบนี้คือการบูรณาการ-เชื่อมต่อประสานหลังบ้าน ซึ่งคนจะไม่ค่อยเห็นตรงนี้ คนจะไปเห็นภาพของการรณรงค์มากกว่า

หลักๆ แล้วการทำงานของ สสส.มีอยู่ 4 อย่าง ที่ผมเรียกว่าสี่ทิศ โดยสมมุติเรานำ "สุขภาพ" ไว้อยู่ตรงกลาง ซึ่งการที่เราจะมีสุขภาพที่ดีหรือไม่ดี เริ่มต้นจากสองสิ่งสำคัญ ก็คือพฤติกรรมกับสภาพแวดล้อม

พฤติกรรมก็เช่น เรากินอย่างไร เราอยู่อย่างไร เราดูแลสุขภาพร่างกายอย่างไร ที่เป็นเรื่องของทางเลือก ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ส่วนสภาพแวดล้อมก็เช่น ผมอยู่กรุงเทพฯ ผมอยากวิ่งออกกำลังกาย แต่ปรากฏว่าอากาศเป็นพิษ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตัวสุขภาพคือแกนกลาง จะหุ้มด้วยทางเลือกสองอย่าง อันแรกคือพฤติกรรมของแต่ละคน และสองสภาพแวดล้อม สภาพสังคม ซึ่งการที่จะเปลี่ยน ที่เป็นงานหลักของการสร้างเสริมสุขภาพ คือปรับพฤติกรรมกับปรับสภาพแวดล้อม

ซึ่งสองเรื่องนี้การทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จะมีเพื่อนที่เป็นสี่คู่ซี้หลัก อันแรกคือตัวบุคคล เพราะพฤติกรรมขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ก็จะเป็นเรื่องของงานการรณรงค์ เช่น "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" หรือ "สวดมนต์ข้ามปี" คือลงไปที่พฤติกรรมรายบุคคลว่าควรดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไร อันที่สองที่เราทำเยอะเลยคือ "การขับเคลื่อนนโยบาย" ที่เป็นนโยบายสาธารณะหลายอย่าง เช่น การทำให้การเข้าถึงเหล้ากับบุหรี่เป็นไปโดยยากลำบาก การจำกัดอายุ การจำกัดเวลาการขาย และก็มีอีกหลายเรื่องเช่นการใส่หมวกกันน็อก, อากาศสะอาด ภาคีส่วนแรกจึงเป็นภาคีที่ทำเรื่องของการสื่อสาร ส่วนภาคีที่สองก็คือภาคีที่ทำเรื่องของนโยบาย

ส่วนภาคีที่สามคือ บางครั้งเราจะเห็นว่านโยบายหรือกฎหมายที่ดีๆ แต่กว่าจะออกมาได้ห้าปีสิบปี อย่างเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด เราก็ทำงานขับเคลื่อนกับภาคีมานานมาก บางครั้งเรารอไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือเราไปที่ชุมชน ไปที่พื้นที่ให้ชุมชนจัดการตนเองให้ได้ก่อน เพื่อนคนที่สามของเราคือ คนในพื้นที่ เราทำงานกับพื้นที่ ทำงานกับชุมชน ที่ทำแล้วหลายฝ่ายได้หมดเลย ท้องถิ่นได้ สถานประกอบการได้ โรงเรียนได้

ส่วนเพื่อนคนที่สี่คือ ระบบบริการสุขภาพ ก็มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก รวมถึงกระทรวงอื่นเช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ

การทำงานลักษณะดังกล่าว คนเหล่านี้อาจไม่มีใครมองเห็น คือเห็นเพียงกลุ่มเดียวคือนักรณรงค์ แต่อีกสามกลุ่มคือผู้ทำงานด้านนโยบาย ผู้ทำงานด้านชุมชน ผู้ทำงานด้านกลไกภาครัฐ มักอยู่เบื้องหลัง ประชาชนไม่เห็น ซึ่งข้างหลังมีคนทำงานอยู่มากมาย จนจัดเป็นสี่กลุ่มหลักได้ แต่ผลลัพธ์หรือสิ่งที่เราขับเคลื่อนคือการปรับพฤติกรรมและเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

ยันงบ สสส.คุ้มค่า มีระบบประเมินภายใน-ภายนอก

-สังคมถามกันมาก กลายเป็นประเด็นร้อนในวันนี้ งบประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขกลมๆ ที่ สสส.ได้รับคุ้มค่าหรือไม่ และวัดจากตรงไหน?

คุ้มค่าครับ ผมเทียบให้ดูสัดส่วนก่อน แล้วดูว่าจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน หากดูจากงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมดที่เป็นภาพใหญ่อยู่ที่ 400,000-600,000 ล้านบาท สสส.ได้งบต่อปีประมาณ 4,000 ล้านบาท คิดเป็นหนึ่งเปอร์เซนต์ ซึ่งทำงานได้ขนาดนี้จะคุ้มหรือไม่ก็แล้วแต่การตัดสิน แต่ 1% ไปขับเคลื่อนภาพใหญ่ของ 400,000-600,000 ล้านบาท อยากให้ดูว่าพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไปหรือไม่ในการทำงานของ สสส.ผ่านมา 25 ปี

ผมว่าเรื่องเหล้าบุหรี่ค่อนข้างเห็น อย่างบุหรี่เห็นชัด โดยหากดูจากค่าสถิติคนสูบบุหรี่ลดลงทุกปี บางคนอาจบอกว่าลดลงแต่ลดน้อย แต่เราต้องยอมรับว่าความเสี่ยงก็เพิ่ม ความเสี่ยงไม่ใช่ของตายตัวที่วางอยู่บนโต๊ะเฉยๆ แล้วทำให้ความเสี่ยงหายไป-ไม่ใช่ ความเสี่ยงถูกตั้งใหม่ตลอด ต่อมาก็มีบุหรี่ไฟฟ้า มีการโฆษณาแฝง มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ซึ่งก็โทษเขาไม่ได้มันคือการตลาด

เราไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งที่มันตายตัว ถ้าจะบอกว่าลดแต่ลดช้า แต่ต้องประเมินด้วยว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราช่วยชะลออยู่หรือไม่ ผมคิดว่าคุ้มค่า ด้านหนึ่งคือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดูพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และคนกินเหล้า แต่คนกินเหล้าค่อนข้างก้ำกึ่ง เพราะเมื่อสำรวจความถี่ของคนที่ดื่ม บางครั้งดื่มแต่ดื่มไม่มาก ดังนั้นการจะดูให้ถูกต้อง ต้องดูว่าดื่มมากจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือติดสุราเรื้อรังหรือไม่ ดูว่าดื่มหนักจนนำไปสู่อุบัติเหตุ ซึ่งตรงส่วนนี้พบว่าลดลงอย่างชัดเจน ตามข้อมูลที่เรามี ถือว่าคุ้มค่า

โดยในส่วนของการตลาด บุหรี่จะถูกจำกัดในเรื่องการโฆษณา แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น เป็นเหล้ายี่ห้อหนึ่งแต่ไม่ได้โฆษณาเหล้า แต่ไปโฆษณาสินค้าตัวอื่น โดยจากข้อมูลพบว่าคนที่เสพสุราลดลง แต่ลดลงยังไม่มาก แต่สิ่งที่ลดลงมากคือการดื่มหนัก

ตัวอย่างเช่น คนที่เคยดื่มทุกวัน จากการสำรวจของเรา คนเห็นเข้าช่วงเข้าพรรษา มีโฆษณาเลิกเหล้าเข้าพรรษา เขาก็ลดการดื่มลง และพอออกพรรษามาก็ลดปริมาณลง คนที่เคยดื่มทุกวันอาจลดเหลือสัปดาห์ละสามวัน แต่หากถามว่ายังดื่มอยู่ไหม ยังดื่ม

ดังนั้นถ้าถามว่าจำนวนผู้ดื่มลดลงหรือไม่ อาจลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าถามว่าคนเดียวกันลดการดื่มหนักลงหรือไม่ พบว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการดื่มหนักลดลง

นอกจากเรื่องบุหรี่-สุราแล้ว สสส.ก็ยังทำอีกหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ก่อนโควิดมีกิจกรรมทางกายกันมาก ผู้คนออกไปวิ่ง มีงานวิ่งเกือบทุกเดือน มีกิจกรรมปั่นจักรยาน คนดูแลสุขภาพกันมาก ดูอย่างที่สวนลุมพินี ที่ตอนนี้ก็ยังเยอะอยู่ แต่ปัญหาที่เผชิญ เช่นฝุ่น PM2.5 และโควิด ทำให้กิจกรรมทางกายเริ่มลดลง เราเคยสร้างกระแสจนขึ้นไปถึง 70-80% สำหรับคนที่รักสุขภาพ ที่มีกิจกรรมทางกายต่างๆ จำนวนมาก จนมาเกิดโควิด และก็ยังมี PM2.5 ก็ทำให้ลดลงเหลือประมาณ 60% ตอนนี้กำลังค่อยๆ กลับขึ้นมา

อีกเรื่องคืออาหาร คนใส่ใจเรื่องหวานมันเค็มมากขึ้น เมื่อก่อนกาแฟต้องหวานเพราะสดชื่น ปัจจุบันเวลาสั่งกาแฟคนทำจะถามว่าหวานมากหวานน้อย หรือไม่หวานเลย นี่คือการปรับพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ผมว่าอันนี้ชัดสำหรับ สสส.

"ดร.ประกาศิต" กล่าวต่อไปว่า เวลาที่เรามองเรื่องของภาระโรคมันค่อนข้างไกล พฤติกรรมการสูบบุหรี่หรือกินเหล้า หากปรับพฤติกรรมเช่นสมมุติปรับวันนี้ ต้องใช้เวลา 20 ปีจึงเห็นผล ไม่ว่าจะปรับดีหรือปรับแย่ลง ถ้าดื่มหนักก็จะเห็นผลกระทบ

ดังนั้นเมื่อพูดถึงภาระโรคโดยตรง ค่อนข้างพูดยากที่จะบอกว่าสำเร็จด้วยงานของ สสส.หรือไม่สำเร็จด้วยงานของ สสส. อย่างเรื่องโรคไต หรือค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มีแฟกเตอร์เกี่ยวข้องเยอะ และไม่ใช่แฟกเตอร์ที่สสส.คอนโทรลได้

สสส.คอนโทรลได้สองอย่างตามกฎหมายของกองทุนสสส. คือเรื่องของพฤติกรรมและการปรับสภาพแวดล้อม พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือกฎหมาย สสส.เขียนไว้ชัดเจน อย่างที่บอกข้างต้น เราไม่มีมือไม่มีไม้ ส่วนหากจะถามว่าแล้วกองทุนฯ ทำอะไร ก็มีการเขียนไว้ในกฎหมายคือสร้างเสริมสุขภาพ ถ้าดูให้ละเอียดจะเห็นว่าเราทำงานเพียงสองมิติ คือปรับสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรม โดยทำผ่านสี่สหายอย่างที่กล่าว คือด้านนโยบาย ด้านงานชุมชน ด้านระบบบริการ ทำเรื่องการตระหนักรู้ของบุคคล

"ดังนั้นเมื่อถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ อาจต้องมองย้อนว่า ท่านให้เขาทำสิ่งใด ท่านต้องวัดเขาที่สิ่งนั้น หากให้ทำแบบนี้แต่ไปวัดผลอีกแบบหนึ่งผลมันอาจไม่ตรง"

สสส.เรามีการประเมินการทำงานสองแบบ หลายคนอาจมองว่า “ภาษีบาป” มีการประเมินอย่างไร หรือมีการควบคุมอย่างไรหรือไม่ ซึ่งในการประเมินนั้น สสส.มีการประเมินสองมิติ คือการประเมินภายในของเราเอง และการประเมินโดยองค์กรภายนอก

ในส่วนการประเมินภายใน เนื่องจาก พ.ร.บ.สสส.ค่อนข้างพิเศษกว่าที่อื่น เท่าที่ทราบก็มีแค่ของ สสส. แต่ก่อนหน้านี้ที่ใกล้เคียงคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ความแตกต่างของ สสส.ก็คือตัวพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ให้มีคณะกรรมการบริหารสองชุด เป็นหน่วยงานที่มีสองคณะกรรมการคอยกำกับดูแล ซึ่งองค์กรอื่นจะมีกรรมการบริหารแค่คณะเดียว แต่ สสส.จะมีสองคณะกรรมการใหญ่

คณะกรรมการแรกเรียกว่าคณะกรรมการกองทุน ที่ก็คือบอร์ดบริหาร ทำเรื่องยุทธศาสตร์และการจัดงบประมาณ และอีกบอร์ดหนึ่งคือคณะกรรมการประเมินผล ทั้งสองบอร์ดแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี

หากจะบอกว่า “ภาษีบาป” เป็นเงินที่ไม่มีการตรวจสอบหรือไม่มีเรื่องของการมีส่วนร่วม-ก็ไม่ใช่ เพราะบอร์ดบริหารมี 21 คน โดยประธานบอร์ดโดยตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีที่คุมนโยบายและงบประมาณ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนรองประธานคนที่หนึ่งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และมีตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ อีกร่วม 8-9 กระทรวง ที่ผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ก็เป็นระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง หรือผู้ตรวจราชการ ที่ก็คือมีกระทรวงใหญ่ๆ เข้าร่วม รวมถึงขอใช้คำว่าฝ่ายการเมือง ที่ก็จะมีนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และก็ยังมีผู้แทนจากฝั่งภาคประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิอีก 8 ถึง 9 คน เพื่อให้มีการบาลานซ์กัน นี่คือโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารนโยบาย ที่กรอบการเงินทุกปีและทุกนโยบายต้องผ่านบอร์ด เป็นบอร์ดที่ตั้งโดยคณะรัฐมนตรี

ส่วน "คณะกรรมการประเมินผล" ที่มี 7 คน โดยฝ่ายที่มีอำนาจในการเสนอชื่อคือกระทรวงการคลัง สสส.มีหน้าที่สรรหารอบแรกแล้วส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลัง หากเสนอไปแล้วกระทรวงการคลังส่งกลับมาว่าควรปรับเปลี่ยน เราก็มีการปรับเปลี่ยน อำนาจตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อเข้าคณะรัฐมนตรีคือกระทรวงการคลัง อำนาจแต่งตั้งอยู่ที่คณะรัฐมนตรี

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อำนาจบริหารอยู่ที่บอร์ดชุดใหญ่ 21 คน และอำนาจตรวจสอบอยู่ที่คณะกรรมการประเมินผล 7 คน ซึ่งมาจากการเสนอชื่อโดยกระทรวงการคลังและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ตรงนี้คือการกำกับดูแลโดยกลไกภายในและยังมีกลไกภายนอกด้วย เพราะในความเป็นจริง สสส.ถูกตรวจสอบเยอะมากจนบางทีภาคียังบ่น

สำหรับกลไกภายนอก เนื่องจาก สสส.เป็นกองทุน ทำให้ สสส.อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่คุมเราอยู่และเราต้องทำตาม เพราะฉะนั้นหากจะบอกว่า ไม่มีวินัยการเงินการคลังจึงอาจไม่ถูกต้อง เพราะเราถูกบังคับโดยกฎหมายในฐานะกองทุน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหน่วยกำกับคือกรมบัญชีกลาง ซึ่งดูแลกองทุนหมุนเวียน และในฐานะที่ สสส.เป็นองค์การมหาชนที่มี พ.ร.บ.ของตัวเอง จึงต้องถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน หรือกพม. ที่ก็คือ ก.พ.แต่เป็น ก.พ.ที่ดูแลองค์การมหาชน รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือ สตง.ที่ตรวจสอบบัญชีหรือผู้สอบบัญชีที่ สตง.เห็นชอบ ซึ่งเมื่อเสร็จขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ต้องส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี และอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังกองทุนหมุนเวียน-กพม.และคณะรัฐมนตรี หลังจากคณะรัฐมนตรีแล้วต้องส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งหมดคือกลไกการตรวจสอบ

"ดังนั้นจะบอกว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอาจจะต้องดูหลายมิติ แต่อยากให้ดูภาระงานหรือพันธกิจที่ระบุไว้"

คนได้งาน สสส.ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษ

-ก็มีการไปพูดเหมือนกันว่า สสส.ในเรื่องการกระจายงบประมาณต่างๆ ไปยังภาคีเครือข่ายที่บอกว่ามีเป็นหมื่นภาคี อาจมีการเล่นพรรคเล่นพวกกัน?

อาจจะมีบางกระแส ซึ่งหากถามว่ามีภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องหรือไม่-ก็มี อันนี้ยอมรับเลย แต่ถามว่า ภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องได้รับสิทธิพิเศษในการได้โครงการหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่มี หมายความว่ายกตัวอย่างเช่น ผู้ดำเนินรายการเป็นภาคีกับเรา และมีผลงานตลอด ส่งมอบงานได้ และเป็นสิ่งที่จำเป็นซึ่งไม่มีใครทำได้ หรือน้อยคนที่จะทำได้ เราก็ต้องสนับสนุน แต่คุณจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ เช่นคุณต้องเขียนข้อเสนอโครงการเหมือนคนอื่น และต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองเหมือนคนอื่น ต้องผ่านกระบวนการติดตามและตรวจสอบบัญชีเหมือนกับคนอื่นทุกคน

หากถามว่ามีชื่อซ้ำหรือไม่-ก็มีซ้ำ แต่ซ้ำเพราะยังส่งมอบผลงาน สร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น

อยากให้แยกแบบนี้ ที่ถามว่ามีซ้ำหรือไม่-ก็มี เรายอมรับ เรามีงานใหญ่ๆ ที่การความต่อเนื่อง เช่นงานวิชาการ ถ้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะเกิดปัญหาได้ การทำงานไม่ต่อเนื่อง คนทำงานเองก็ไม่มีความมั่นใจ

การหานักวิชาการเก่งๆ ค่อนข้างยาก หรือการขับเคลื่อนบางเรื่อง ผมต้องกล่าวว่าภาคีบางภาคี ผมใช้คำว่าแชมเปียน หมายถึงในเรื่องนั้นๆ เขาคือตัวจริง ในประเทศไทยมีไม่กี่คน ผมถามว่าถ้าเราไม่เชิญแชมเปียนมาทำงาน เราน่าจะมีปัญหามากกว่าหรือไม่ ถ้าแชมเปียนยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประโยชน์ต่อสังคมมาก ซึ่งหากถามว่ามีหรือไม่ ผมก็มองว่ามี ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการออกมาสร้างประเด็นว่าเราให้สิทธิพิเศษหรือไม่ ที่ในความเป็นจริงไม่ใช่ อาจต้องมาดู เพราะบางเคสเราเห็นสิ่งที่เขาทำและเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคม ถ้าไม่มีภาคีเครือข่ายผู้นั้นทำ คนอื่นก็ทำไม่ได้ หรือคนอื่นยังไม่แข็งพอ ก็ต้องมีเขาที่ผมอยากใช้คำว่าเครือข่ายหรือภาคีกลุ่มนี้ทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้สิทธิพิเศษต่อเนื่องตลอดไป-ไม่ใช่ ทุกคนผ่านการตรวจสอบ ทุกคนผ่านการเขียนโครงการ อาจารย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกผมเองว่า ท่านแก้ไขงานถึงห้าครั้งและผ่านการตรวจสอบบัญชีเหมือนกับทุกคน

-มีการให้งานแบบวิธีเฉพาะเจาะจงแบบไทยพีบีเอสหรือไม่?

สสส.ต้องใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ถ้าถามว่าเหมือนไทยพีบีเอสหรือไม่-ก็เหมือน เพราะหน่วยงานของรัฐต้องทำเหมือนกัน แต่ถ้าคุ้นกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มี 3 วิธีหลักคือ วิธีเฉพาะเจาะจง, วิธีคัดเลือกหรือคัดสรร ก็มีการประกาศเปิด แต่ว่าวงอาจจำกัดอาจยื่นมาสัก 5-7 แห่ง แล้วก็มานำเสนอมายื่นซองกัน แต่ว่าวงจำกัด และอีกวิธีหนึ่งคือทำแบบ e-bidding

ส่วนวิธีเฉพาะเจาะจงเรามีหรือไม่-ก็มี แต่วิธีเฉพาะเจาะจงของ สสส.ใช้เฉพาะงานเร่งด่วน หรือโครงการที่มีงบประมาณไม่ใหญ่มาก หลักๆ ก็คือไม่เกิน 500,000 บาท เพราะเราต้องการความรวดเร็ว ไม่ว่าจะวิธีคัดเลือก สอบราคา หรือ e-bidding กระบวนการมักใช้เวลาประมาณสามเดือน เพราะเมื่อเสร็จแล้วเราต้องรอดูว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ ถ้ามีการอุทธรณ์ต้องเริ่มต้นใหม่ บางโครงการที่ต้องการความต่อเนื่อง เราใช้วิธีการแบบเฉพาะเจาะจง แต่งบประมาณจะไม่มาก ก็คือต่ำกว่า 500,000 แต่ก็อาจมีเกินมาบ้างแต่ไม่เยอะมาก และมีการเขียนไว้ในกฎหมายว่าในกรณีที่เป็นการเฉพาะเจาะจงหรือมีความจำเป็น ให้มองที่ความจำเป็นของผู้รับบริการ หมายถึงประชาชน ไม่ใช่ความจำเป็นหรือความสะดวกสบายของสำนักงาน สสส.

อย่างที่กล่าวไว้งานบางอย่างต้องการความต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นผู้รับบริการจะไม่ได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเพื่อลดช่องว่างของเรื่องเวลาตรงนี้

เปลี่ยนเส้นทาง ภาษีบาปเข้ากองทุน สสส.

กระทบแผนงานระยะยาว

-หากมีการแก้ไขกฎหมาย แล้วเปลี่ยนระบบเรื่องที่มาของงบประมาณ โดยจากที่ สสส.เคยได้จากภาษีบาป แต่หากเปลี่ยนไปเป็นเหมือนหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องขอรับงบจากงบประมาณประจำปี หากแก้ไขกฎหมายสำเร็จจะทำให้การทำงานของ สสส.เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เช่นเรื่องความคล่องตัว ความยืดหยุ่นต่างๆ?

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับสำนักงานหรือวิธีการทำงานของเรา ขอเริ่มจากเรื่อง “ภาษีบาป” ทำไมเราจึงมี “ภาษีบาป” หรือที่เรียกว่าภาษีที่จัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) มาจากหลักการง่ายๆ หลักการเดียวที่เป็นหลักสากล คือผู้ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงหรือความเสียหายแก่สังคม ควรมีส่วนต้องรับผิดชอบ

อย่างเช่นเรื่องการทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับเหล้าบุหรี่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคม ไม่ใช่เฉพาะส่วนตัวเท่านั้น เช่นการเมาแล้วขับ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ หรือปัญหาสังคมต่างๆ ซึ่งจุดนี้คือความยุติธรรมของภาษีหรือระบบสังคม ผู้สร้างความเสียหายควรมีส่วนรับผิดชอบ จึงเป็นที่มาของ Earmarked Tax

สำหรับการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย สสส.จากที่มีการเสนอมา คือมีการเสนอให้ยกเลิกภาษีตัวนี้ เพราะฉะนั้นตัวที่บอกว่าจะไปเก็บเพิ่มจะมาทีหลัง คือครั้งแรกที่เราเห็นคือยกเลิก เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาจขัดกับหลักการของเราคือการยกเลิกตัวนี้ ทำให้เห็นได้เลยว่าหลักการที่มีว่า "ผู้ก่อความเสียหายควรรับผิดชอบ" จะหายไป แม้ว่าจะมีการไปเก็บเพิ่มตรงกลางก็ตาม มันก็กลายเป็นส่วนกลางที่ไม่สะท้อน ว่าคนที่มีส่วนกับการสร้างความเสียหายต้องรับผิดชอบตรงนี้

ซึ่งภาพตรงนี้อาจจะไม่ทราบ สมมุติว่าการเก็บภาพของ 2% ตามร่าง พ.ร.บ. กับทางออกที่บอกว่าอาจจะไปเก็บเพิ่ม สมมุติว่าเป็น 2% เท่ากัน โดยเฉพาะ สสส. ตรงนี้หายไป 2% แล้วไปเก็บเพิ่ม ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนก็คือว่า 2% เดิมอยู่ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อำนาจอยู่ในมือประชาชน อำนาจอยู่ในสภาฯ จะมีการเพิ่มหรือลดก็ตาม แต่ต้องผ่านสภาฯ ทุกครั้งที่จะเพิ่มหรือลด แต่การที่ไปเก็บส่วนกลางที่บอกว่าเป็นภาษีสรรพสามิตปกติ อำนาจอยู่ในระดับกฎกระทรวง

อันหมายถึงอำนาจอยู่ที่ฝ่ายการเมือง แต่ขอใช้คำว่าฝ่ายบริหารดีกว่า ไม่ได้บอกว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ประชาชนควรจะทราบว่า มันไม่ใช่แค่เปลี่ยนเส้นทาง 2% ภาษีบาปเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนเรื่องสิทธิประโยชน์ของประชาชน จากระดับ พ.ร.บ.ให้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของกฎกระทรวง

โดยหากเข้าไปสู่ระบบส่วนกลาง การ defend งบประมาณส่วนกลาง สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร อย่างที่กล่าวข้างต้น งานของเราหากเป็นเรื่องขับเคลื่อนกฎหมาย อาจต้องใช้เวลาร่วม 5 ปี 10 ปีก็ยังไม่เสร็จ เพราะเป็นงานระยะยาว แต่ถ้ามีแหล่งงบประมาณที่ชัดเจน เราสามารถที่จะออกแบบยุทธศาสตร์การทำงานระยะยาวได้ คือการ defend หากงบประมาณของ สสส.เข้าระบบงบประมาณส่วนกลาง อาจจะได้งบประมาณเพิ่มหรืองบประมาณอาจถูกปรับลดลงก็ได้ ที่ขึ้นอยู่กับว่าเราไป defend อย่างไร

แต่ประเด็นคือมันไม่มีความแน่นอน รัฐบาลในช่วงนั้น ๆ อาจจะมีเหตุจำเป็น เช่นมีโครงการซอฟต์พาวเวอร์เข้ามา หรืออาจมีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามา แล้วเห็นว่าจำเป็นต้องนำงบประมาณไปใช้ในส่วนดังกล่าวมากกว่า ทำให้ตัวงบประมาณที่เคยได้โดยสิทธิของประชาชน

อย่างที่ผมกล่าวข้างต้น ผู้ที่ก่อความเสียหายควรต้องจ่าย สมมติใช้ตัวเลข 4,000 ล้านบาทเป็นตัวอย่าง 4,000 ล้านในส่วนดังกล่าว (ภาษีบาป) เข้ามาตรงนี้ แล้วใช้งบประมาณโดยตรง แต่ถ้าเปลี่ยนระบบโดยให้นำเงินดังกล่าว 4,000 ล้านบาทเข้าไปอยู่ตรงกองกลาง ซึ่งหากมีการจัดลำดับความสำคัญใหม่ ก็อาจเหลือเพียง 2,000 ล้านบาทหรือจำนวนใดก็ตาม ซึ่งตรงนี้จะทำให้การออกแบบการทำงานระยะยาวอาจเสีย ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่กระทบอย่างมาก

งานของ สสส.ปกติเราจะให้โครงการ 1 ถึง 3 ปี เพราะงานสร้างเสริมสุขภาพต้องใช้เวลา ถ้าหากถูกขีดกรอบมาให้เป็นแบบปีต่อไป อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอน ก็จะทำให้เริ่มมีปัญหาสำหรับผู้ปฏิบัติและผู้ออกแบบยุทธศาสตร์ ตรงนี้จะเกิดผลกระทบใหญ่ แต่ถ้าถามว่าจะบริหารจัดการได้ไหม-ก็ต้องปรับ ถ้าไม่มีทางเลือกอื่น เราก็ต้องปรับ เพราะเราพร้อมเปลี่ยนแปลง แต่แน่นอนว่าวิธีทำงานจะแตกต่างไปจากแบบเดิม

และอีกจุดหนึ่งคือ ไม่แน่ใจว่าความเห็นของสังคมจะเป็นอย่างไร แต่จุดหนึ่งในการทำงานของเรา จะเห็นได้ว่า เรามีการทำงานแบบเชื่อมต่อ เราเชื่อมประสานในหลายภาคส่วน มีทั้งภาครัฐบาล ภาคประชาสังคม และคนตัวเล็กตัวน้อย

หากสมมติว่างบประมาณของเราถูกจำกัดด้วยการเสนอแผน โดยการกำหนด priority ออกมา ผลกระทบที่ตามมาก็คือแผนงานที่วางไว้ ว่าจะทำงานกับภาคส่วนใดก่อน ก็อาจถูกลดความสำคัญออกไป เช่นอาจต้องทำงานกับภาครัฐก่อนเพราะเป็นนโยบาย และถูกกำหนดมาว่าต้องทำโครงการในลักษณะอย่างไร ก็จะทำให้ความยืดหยุ่นจะหายไป

-ถามแบบสุดโต่งเลย หากประเทศไทยไม่มี สสส. ประเทศไทยจะสูญเสียอะไร?

โอ้ (ถอนหายใจ) ถ้าแบบนั้นต้องเปรียบเทียบแบบนี้ดีกว่า เริ่มจากก่อนหน้านี้ซึ่งไม่มี สสส. แล้วทำไมประเทศไทยถึงต้องมี สสส.ขึ้นมา จุดเริ่มต้นของการมี สสส. เชื่อว่าคนในสมัยนั้นคงเห็นช่องว่างบางอย่าง แล้วพบว่ากลไกที่มีอยู่ขณะนั้นไม่สามารถตอบช่องว่างนั้นหรือปัญหานั้นได้ จึงมีกลไกใหม่ที่เป็นที่มาของ สสส. โดยหากถามว่าช่องว่างนั้นคืออะไร เท่าที่ผมจำได้สมัยก่อนโรคภัยไข้เจ็บจะมาจากโรคที่เป็นโรคติดเชื้อ เช่น ท้องร่วง อหิวาตกโรค หรือไข้หวัด

การพัฒนาในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงมุ่งไปที่สิ่งที่เรียกว่าบริการสุขภาพ หรือบริการสาธารณสุข ผลิตแพทย์ ผลิตยา สร้างโรงพยาบาล จนถึงจุดหนึ่งเราควบคุมโรคติดเชื้อเหล่านั้นได้ แต่โรคที่ตามมาคือโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรม เราพบว่าก่อนหน้านั้นผู้ดูแลสาธารณสุข คือกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพใหญ่ แต่ในความเป็นจริงโลกมันปรับ ทำให้จากก่อนหน้านั้น กลไกเดิมที่โฟกัสในเรื่องระบบบริการสุขภาพ คือแพทย์ ยา โรงพยาบาล แต่ต่อมาก็เริ่มมี อสม. แต่กลไกสร้างเสริมสุขภาพ มันขาดหายหรือกระจัดกระจาย คือกระจายไปหลายกระทรวงมากเกินไป เพราะถ้าจะเร่งเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขอาจไม่เพียงพอ ต้องทำตั้งแต่โรงเรียน เริ่มที่เด็ก ซึ่งเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ หรือถ้าจะเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมทั่วไป ก็ต้องที่กระทรวงมหาดไทยและชุมชน

คำถามคือ แล้วกลไกใดหรือกระทรวงใดทำได้ครบหมดทุกภาคส่วน ก็ยากมาก กลไกในส่วนดังกล่าวขาดหายไป จึงเกิด สสส.ขึ้น โดย สสส.ไม่ต้องทำงานที่เป็นรูทีน แต่ทำหน้าที่เชื่อมประสานกลไกต่างๆ เหล่านี้

"คำถามที่ว่าหากไม่มี สสส. ก็อยากให้นึกภาพกลับไป ก่อนจะมี สสส. ที่ขาดคนทำงานเชื่อมประสาน ขาดคนทำงานในส่วนที่เรียกว่าภาคนอกสาธารณสุข แล้วมันจะเหลือการทำงานหลักๆ อยู่แค่ภายในภาคสาธารณสุขหรือไม่ ใน ขณะที่ปัจจุบันปัญหาสุขภาพเกี่ยวโยงกับสังคม เกี่ยวโยงกับคุณภาพชีวิตและรายได้ และเกี่ยวโยงกับอีกหลายปัจจัย กลไกนี้จะหายไปหากไม่มี สสส. อันนี้คือภาพใหญ่ที่ผมเห็น จากข้อจำกัดของกลไกภาครัฐ จะไม่มีคนเข้ามาช่วยเติมช่องว่าง".

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...