โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ภัทรพงษ์’ ชี้แม่น้ำพิษทำเสี่ยง ‘ข้าวเป็นพิษ’ อ่วมสารหนู-ตะกั่ว ฉะรัฐบาลรู้แต่เงียบ

เดลินิวส์

อัพเดต 23 ตุลาคม 2569 เวลา 21.42 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘ภัทรพงษ์’ ชี้แม่น้ำพิษทำเสี่ยง ‘ข้าวเป็นพิษ’ อ่วมสารหนู-ตะกั่ว ฉะรัฐบาลรู้แต่เงียบ ไม่กล้าแตะต้นตอสารพิษแม่น้ำกก-สาย จี้จัดงบฉุกเฉินตรวจรายแปลง กางแผนที่เสี่ยงเร่งประเมินปรับปรุงดิน เยียวยาเกษตรกร

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แม่น้ำพิษสู่ความเสี่ยง “ข้าวเป็นพิษ” จากทั้งสารหนูและตะกั่ว รัฐบาลรู้แต่เงียบ อีกหนึ่งความล้มเหลวที่รัฐบาลปล่อยให้ชีวิตของประชาชนต้องเจอกับความเสี่ยง โดยไม่กล้าแตะต้นตอ

ผลการตรวจข้าวและแกลบที่ปลูกในพื้นที่ที่ใช้ น้ำกกและน้ำสาย พบสารหนู และบางจุดพบตะกั่ว เกินมาตรฐาน และที่น่าเป็นห่วงมาก นี่คือผลตรวจของข้าวฤดูที่แล้ว (ช่วง มี.ค.-พ.ค.) ผลเพิ่งออก แต่ตอนนี้ข้าวอยู่ในห้องครัวของใครไปแล้วบ้าง? นี่คือความผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีทางหาคำตอบได้เลย

จากปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เราเจอกันมานานมาก ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นภาคประชาสังคมออกมาเรียกร้อง เห็นข่าวปลาเป็นตุ่ม หรือเห็นผมอภิปรายในสภากันค่อนข้างบ่อย ปัญหานี้ยังไม่หายไปครับ และมันรุนแรงขึ้นทุกวันอย่างช้าๆ โดยที่รัฐบาลนิ่งเฉย จนตอนนี้ผลการตรวจน้ำ ดินปลูก และข้าว ในแปลงที่ใช้น้ำชลประทาน แสดงผลไปในทางเดียวกันว่า อาหารที่เรากิน ข้าวในจานของเรา “มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน”

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ถ้าทุกคนจำกันได้ เราเรียกร้องให้มีการเฝ้าระวังการปลูกข้าวที่ใช้น้ำเป็นพิษ และดินปลูกก็เป็นพิษไปด้วยตั้งแต่ปีที่แล้ว เสนอมาตรการแนวทางรับมือจัดการ การปรับปรุงดินก่อนที่เกษตรกรจะปลูก การบำบัดน้ำต้นทางก่อนที่จะใช้ในภาคเกษตรกรรม การสนับสนุนการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ทนต่อสารโลหะหนัก หรือแม้กระทั่งการเยียวยาเกษตรกรที่ผลผลิตเป็นพิษ แต่ทุกอย่างยังคงนิ่งครับ

ทำให้เราได้เห็นผลการตรวจ น้ำชลประทานเป็นพิษเพราะใช้น้ำสายและน้ำกกโดยตรง น้ำสายหนักสุดเพราะค่าสารหนูเกินค่าปลอดภัย 28 เท่าและตะกั่วเกิน 5 เท่า ดินที่ใช้ปลูก ตรวจ 20 แปลง เจอสารหนูเกินเกณฑ์ไป 11 แปลง และสุดท้ายผลการตรวจข้าวที่ออกมาเจอทั้งค่าสารหนูที่เกินมาตรฐานและก็เจอตะกั่วที่เกินมาตรฐานด้วย และที่น่ากลัวที่สุด ที่เราเห็นผลกันตอนนี้คือผลของข้าวฤดูกาลที่แล้วที่ผลเพิ่งออก

ทำไมถึงช้ารู้ไหมครับ? เพราะรัฐบาลไม่จัดงบการตรวจให้กับหน่วยงาน จนหน่วยงานต้องไปดึงงบจากโครงการอื่นมา และก็ต้องรอโครงการนั้นๆ ดำเนินการให้เสร็จก่อน ถึงจะตรวจข้าวจากแม่น้ำพิษนี้ได้

เท่ากับว่า ตอนนี้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ประชาชน ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้าวสารที่อยู่ในครัวของเราตอนนี้ปลอดภัยจริงๆ หรือไม่ เราจะเป็นครอบครัวที่ถูกหวยได้ข้าวที่ปนเปื้อนตะกั่วเกินมาตรฐานในพื้นที่น้ำกก มาทำลายสมองลูกๆ ของเราไหม หรือแจ๊กพอตได้ข้าวที่ตรวจพบค่าสารหนูในแกลบสูงลิ่วไหม ซึ่งสะท้อนว่าต้นข้าวดูดสารหนูขึ้นมาสูงมาก เมล็ดข้าวจากแปลงแบบนี้คือสิ่งที่ต้องตรวจทุกแปลงก่อนเข้าตลาด แต่กลับไม่มี ย้ำอีกครั้งครับ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่นี่คือปัญหาความมั่นคงทางชีวิตของประชาชน ที่ตอนนี้ไม่ได้เจอแค่ภาคเหนือ แต่ยังมีภาคอีสาน และภาคใต้อีกด้วย

นายภัทรพงษ์ ระบุต่อไปว่า ระหว่างนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถช่วยลดความเสี่ยงกันเองได้ครับ โดยการสลับแหล่งข้าวที่ซื้อ และสลับกินแป้งอย่างอื่นบ้าง โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือคนท้อง หากบ้านไหนกินข้าวที่ปลูกเองในแปลงที่ใช้น้ำกกหรือน้ำสาย สามารถลดความเสี่ยงโดยหุงข้าวแบบใส่น้ำเยอะๆ แล้วค่อยรินน้ำออก แทนการใส่น้ำพอดีแล้วรอข้าวแห้ง จะช่วยลดสารหนูในข้าวได้ราวครึ่งหนึ่ง อ้างอิงงานวิจัยของสวีเดน แต่ต้องใช้น้ำสะอาดหุง

“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาล ที่แม้ว่าในมุมมองของผม จะไม่เหลือความชอบธรรมใดๆ แล้ว หากยังเห็นแก่ประชาชน จัดงบฉุกเฉินมาจัดการแผนการตรวจรายแปลงเพื่อรับรองผลผลิตที่ได้มาตรฐานก่อนปล่อยสู่ตลาด และคัดแยกผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานพร้อมเยียวยาให้เกษตรกรแปลงนั้นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน และหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวนี้ เอาแผนที่เสี่ยงที่ตอนนี้กรมพัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ/จังหวัด กำลังทำร่วมกับอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน โดยรศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มากางแล้วประเมินว่าพื้นที่ไหนต้องปรับปรุงดินอย่างไร หรือพื้นที่ไหนต้องสนับสนุนให้เปลี่ยนพืชในการปลูกและทำมาหากิน” นายภัทรพงษ์ ระบุ

ย้ำนะครับ เกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือผู้เสียหายด่านแรก ทั้งใช้น้ำพิษทำนาและกินข้าวที่ตัวเองปลูกทุกวัน ข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแปลงเสี่ยง อย่าเหมารวมหรือเลิกซื้อข้าวจากพื้นที่ไหน การตรวจรายแปลงที่ผมเรียกร้องจึงไม่ได้มีไว้คุ้มครองแค่ผู้บริโภค แต่มีไว้คุ้มครองเกษตรกรด้วย แปลงที่ผ่านมาตรฐานจะได้มีใบรับรองไว้ขายได้ราคา แปลงที่ไม่ผ่านต้องได้รับการเยียวยาเต็มที่ ไม่ใช่ให้ชาวนาแบกภาระแทนรัฐ หากเห็นแก่ประชาชน ขอให้ทำงาน แต่หากทำงานไม่เป็น อย่าอายที่จะร้องขอ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...