โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักสองนักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของโนเบล 2026 ผู้พัฒนาโมเดลช่วยธนาคารกลาง-คลังรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

THE STANDARD

อัพเดต 12 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 25 นาทีที่แล้ว • thestandard.co
รู้จักสองนักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของโนเบล 2026 ผู้พัฒนาโมเดลช่วยธนาคารกลาง-คลังรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวานนี้ (12 ตุลาคม) คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ประกาศมอบโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปีนี้ ให้แก่ โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ และไมเคิล วูดฟอร์ด จากผลงานการพัฒนา ‘โมเดลเศรษฐศาสตร์มหภาคยุคใหม่’ ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลกสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • นักเศรษฐศาสตร์สองคนนี้เป็นใคร?
  • ผลงานของพวกเขาคืออะไร?
  • ผลงานนี้สำคัญอย่างไร?

นักเศรษฐศาสตร์สองคนนี้เป็นใคร?

ทั้งสองคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน โดย โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ อายุ 83 ปี เป็นศาสตราจารย์จาก Stanford University เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ, กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve Board) ขณะที่ ไมเคิล วูดฟอร์ด อายุ 70 ปี เป็นศาสตราจารย์จาก Columbia University

ผลงานของพวกเขาคืออะไร?

ทั้งคู่ได้รับรางวัลจากการพัฒนา “รากฐานทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค” โดยวางรากฐานจากล่างขึ้นบน (Ground-up / Microeconomic Foundations) พลิกจากการเชื่อมโยงตัวแปรมหภาคเชิงสถิติแบบดั้งเดิม มาเป็นการสร้างแบบจำลองที่อิงจากพฤติกรรมและการตัดสินใจในระดับจุลภาคของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจนับล้านรายร่วมกัน

ฮอลล์ได้เสนอในงานวิจัยปี 1978 เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่มองไปข้างหน้า (Forward-looking Consumer Behaviour) ว่า การตัดสินใจบริโภคของครัวเรือนเป็นตัวบ่งชี้ถึงการคาดการณ์ (Expectations) ในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์

ต่อมา วูดฟอร์ดได้นำแนวคิดของฮอลล์มาต่อยอดเป็นกรอบแบบจำลองมหภาคแบบ New Keynesian ฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสามารถกระตุ้นหรือชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการควบคุมเพียงปริมาณเงินในระบบ

งานของทั้งคู่ยังเป็นรากฐานของแนวคิดนโยบายการเงินสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

  • Forward Guidance: การสื่อสารชี้นำทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตให้ชัดเจน
  • Sticky Inflation: ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวช้าหรือมีความหนืดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์
  • Output Gap: การวัดช่องว่างผลผลิตและแรงกดดันด้านอุปสงค์ เพื่อใช้เป็นเป้าหมายให้นโยบายปรับช่องว่างนี้ให้เข้าใกล้ศูนย์

ผลงานนี้สำคัญอย่างไร?

แบบจำลองดั้งเดิมของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ประสบปัญหาอย่างหนักในการรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เกิดทั้งเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และการว่างงานสูงพร้อมกัน แบบจำลองใหม่ของทั้งสองคนจึงเข้ามาแก้จุดอ่อนนี้

ผลงานของทั้งสองคนยังมีส่วนเปลี่ยนมุมมองการบริหารเศรษฐกิจ โดยนโยบายรักษาเสถียรภาพไม่ใช่แค่การที่ทางการคอยดึงคันโยกควบคุมกลไกเศรษฐกิจจากบนลงล่างตามอำเภอใจ แต่ต้องเข้าใจว่า ประชาชนและภาคธุรกิจคาดการณ์และตอบสนองอย่างไร

แบบจำลอง New Keynesian ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลก โดยเฉพาะหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ช่วยไม่ให้เศรษฐกิจโลกถลำลึกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) รอบสอง

อีกทั้งเครื่องมืออย่าง Forward Guidance กลายเป็นอาวุธสำคัญ เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงจนใกล้ศูนย์หรือติดลบจนไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงต่อได้ทันที

คณะกรรมการพิจารณารางวัลระบุว่า ผลงานวิจัยของทั้งคู่ได้สร้าง “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

งานของทั้งคู่ได้มอบ รากฐานทางทฤษฎีที่มั่นคงและเครื่องมือเชิงปริมาณ ที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถเกลี่ยความผันผวนขึ้น-ลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อและป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ รวมถึงช่วยให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกมีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบฉับพลัน (Shocks) เช่น วิกฤตการณ์พลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของครัวเรือนอย่างกะทันหัน ได้ดียิ่งขึ้น

ภาพ:Tom Little / Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...