โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘น้ำท่วมเมืองหลวง’ ข้อมูลกระจัดกระจาย บูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ จับตาภัยแล้งปีหน้า?

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘น้ำท่วมเมืองหลวง’ ข้อมูลกระจัดกระจาย บูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ จับตาภัยแล้งปีหน้า?

กว่า 1 สัปดาห์แล้ว หลังกรุงเทพมหานครเผชิญภาวะอุทกภัยหรือน้ำท่วม แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ บางพื้นที่น้ำท่วมตั้งแต่ชั่วโมงแรก บางพื้นที่ระบายได้เร็ว ขณะที่บางชุมชนยังต้องอยู่กับน้ำอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญ

  • นายกฯ สั่งรับมือฝนระลอกใหม่ ชัชชาติน้อมรับทุกเสียงสะท้อน
  • ‘กทม.-รัฐบาล’ ข้อมูลน้ำท่วมกระจัดกระจาย การบูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ?
  • ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กายภาพ และอภิมหาโครงการ?
  • การปรับตัวของประชาชนและการบริหารจัดการภาวะวิกฤต
  • ‘จับตาภัยแล้ง’ เมื่อ “เราเกลียดน้ำในเดือนกันยา แต่จะรักน้ำในเดือนเมษา”

ปัญหาน้ำท่วมทั้งในเขตเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัด เกิดคำถามทั้งเรื่องการประสานงานระหว่าง กทม. กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้ากระทรวง ขณะที่ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม. ถูกกดดันให้แสดงความรับผิดชอบกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น หลังยอมรับว่า ประเมินแผนจัดการน้ำผิดพลาด

รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ สัมภาษณ์ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า, รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ถึงสถานการณ์น้ำท่วม และการบริหารจัดการน้ำของ กทม. รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ สั่งรับมือฝนระลอกใหม่ ชัชชาติน้อมรับทุกเสียงสะท้อน

อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะน้ำฝนระลอกใหม่วันที่ 4-10 ตุลาคมนี้

แม้จะมีปริมาณฝนตกลงมาจนอาจเกิดน้ำท่วมขัง ภาครัฐก็จะเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือปล่อยให้ท่วมขังรอฝนระลอกใหม่เด็ดขาด แต่การระบายน้ำต้องประเมินปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ

ขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ยอมรับว่า นี่คือเหตุการณ์ที่รุนแรง เป็นการประเมินผิดพลาด พร้อมน้อมรับทุกเสียงสะท้อน หลังก่อนหน้านั้นเคยยืนยันว่า กทม. สามารถรับมือกับมวลน้ำไหว และมีการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง

‘กทม.-รัฐบาล’ ข้อมูลน้ำท่วมกระจัดกระจาย การบูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ?

พรรณิการ์ฉายภาพปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจำแนกได้ 4 ประเด็น ดังนี้

1. ความล้มเหลวและปัญหาระบบการเตือนภัย (Cell Broadcast & การสื่อสารสาธารณะ)

“แม้แต่กรุงเทพมหานครเอง ก็ยังมีข้อสงสัยในทางปฏิบัติว่ามีอำนาจกดส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ได้ด้วยตนเองโดยตรงหรือไม่ หรือต้องรอการอนุมัติผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” พรรณิการ์กล่าว

ในช่วงแรกการเตือนภัยเป็นไปอย่างล่าช้า แต่เมื่อถูกประชาชนและสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หน่วยงานรัฐกลับเปลี่ยนไปส่งข้อความ Cell Broadcast ถี่และรัวในหลายพื้นที่ จนสร้างความตื่นตระหนกและสับสนแก่ประชาชนว่าควรเชื่อถือข้อมูลจากช่องทางใด

2. วิกฤตตัวเลขการปล่อยน้ำจากเขื่อนขัดแย้งกันเอง

มีการแถลงตัวเลขปริมาณการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาขัดแย้งกันเองถึง 3 ตัวเลขจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่

  • โฆษกรัฐบาล: ระบุตัวเลขการปล่อยน้ำที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที
  • กรมชลประทาน: ในฐานะหน่วยงานเจ้าของข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่แท้จริง ระบุตัวเลขอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที
  • รัฐมนตรี: ออกมาแถลงเตือนภัยด้วยตนเอง (อ้างสิทธิ์ในฐานะคนพระนครศรีอยุธยา) โดยระบุตัวเลขสูงถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที

พรรณิการณ์มองว่า การได้รับตัวเลขขัดแย้งกันทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกและไม่สามารถประเมินได้ว่าต้องเตรียมยกระดับสิ่งของสูงเท่าใด

3. ความไม่พร้อมของศูนย์พักพิงชั่วคราวและการขาดแผนอพยพ

เมื่อมีความจำเป็นต้องอพยพกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ท่วมขังไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ปรากฏว่าศูนย์พักพิงกลับขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ประชาชนผู้ประสบภัยจำใจต้องเดินเสี่ยงภัยกลับไปอยู่อาศัยในบ้านเดิมที่ถูกน้ำท่วมขัง

“การทำงานของภาครัฐมักมองข้ามรายละเอียดการปฏิบัติงาน เช่น การบกพร่องในการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารดูแลทหารที่มาปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนทหารต้องเดินทางกลับหน่วยเพื่อรับประทานอาหารแล้วค่อยกลับมาปฏิบัติงานใหม่ สะท้อนถึงการขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ” พรรณิการ์ระบุ

4. สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงจากภาครัฐ

พรรณิการ์ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากภาครัฐอย่างแท้จริงคือระบบป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ, คำเตือนล่วงหน้าที่แม่นยำและระบบปฏิบัติการ และศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีความพร้อมในการดำรงชีวิตจริง

“ไม่ใช่เงินชดเชยเยียวยาหลังเกิดเหตุ เพราะแม้จะเพิ่มวงเงินชดเชยมากเพียงใด แต่ไม่สามารถทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย หรือความสูญเสียทางจิตใจได้” พรรณิการ์ย้ำ

ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กายภาพ และอภิมหาโครงการ?

รศ.ดร.ปริญญาฉายภาพไว้น่าสนใจว่า หมู่บ้านจัดสรรที่สร้างในช่วง 10-20 ปีหลัง มีการถมดินสูงกว่าระดับเดิมมากเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวโครงการ

ผลกระทบคือเปลี่ยนทิศทางน้ำ ทำให้มวลน้ำทั้งหมดไหลทะลักไปตกอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่ารอบข้าง เช่น ชุมชนเก่าแก่อายุ 30-50 ปี, แฟลตคลองจั่น, ถนนแจ้งวัฒนะ, ถนนงามวงศ์วาน, ถนนพหลโยธิน เป็นต้น กลายเป็นวัฏจักรการแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างเอาตัวรอด คือใครสร้างใหม่ก็ถมดินให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.ธรณ์เสริมต่อว่า พื้นที่ท้ายหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดคลองระบายน้ำ และมีการสร้างกำแพงรอบโครงการไว้ ซึ่งกำแพงดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อกันขโมย ไม่ใช่กันน้ำ

เมื่อมีการถมดินสูงในโครงการ พอดินชุ่มน้ำจากฝนตกหนัก ดินจะมีน้ำหนักมหาศาลจนดันกำแพงกั้นน้ำพังถล่มลงมาภายใน 20 นาที ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างกะทันหัน

ขณะที่พรรณิการ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และนนทบุรี พบว่าถนนตัดใหม่ที่สร้างยกระดับสูงขึ้น ทำให้ถนนกลายสภาพเป็นคันกั้นน้ำโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้น้ำเน่าเสียถูกขังไว้ในชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายซอย ซึ่งปากซอยติดถนนหลักน้ำแห้งสนิท แต่ท้ายซอยย่อยมีน้ำท่วมสูงระดับเอวถึงอก

ด้านมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลาก ‘ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’ วงเงินประมาณ 1.65 แสนล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 ไปจนถึงปี 2577

รัฐบาลประเมินว่า ถ้าทำสำเร็จจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำช่วงหน้าแล้งประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธรณ์มองว่า โครงการนี้ช่วยได้แค่น้ำเหนือให้ลงทะเลเพื่อช่วยพื้นที่พระนครศรีอยุธยาได้ แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฝนตกแช่ขัง (Rain Bomb) หรือน้ำทะเลหนุนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (เช่น เอกมัยหรือคลองจั่น) เลยแม้แต่น้อย

การปรับตัวของประชาชนและการบริหารจัดการภาวะวิกฤต

รศ.ดร.ปริญญาแนะนำว่า ให้บ้านที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก เร่งยกระดับปลั๊กไฟและสายไฟขึ้นที่สูง โดยอยากให้รัฐบาลและการไฟฟ้านครหลวงเข้าช่วยสนับสนุนงบสำหรับผู้ที่มีทุนน้อย

นอกจากนั้น รศ.ดร.ปริญญายังเสนอให้ยกเลิกการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดหรือบิ้วอิน แล้วเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ทนน้ำ เช่น กระเบื้อง ปูน หรือไม้จริงแทน และขอให้ทุกหมู่บ้าน, แฟลต และคอนโดมิเนียม จัดเตรียมเรือพายประจำไว้ยามฉุกเฉิน

ส่วน ผศ.ดร.ธรณ์เสนอให้ประเทศไทยไปศึกษาดูงาน และถอดบทเรียนจากเมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ที่เคยเจอเหตุการณ์ฝนตกแช่ขังสูงถึง 380 มิลลิเมตร เพื่อเตรียมรับมือสภาวะขั้นสูงสุด

ก่อนเน้นย้ำว่า สิ่งที่ตนเองสอนนิสิตอยู่ทุกวัน คือการให้ไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่ล่วงหน้าไว้เลยว่า “ถ้าลูกโทรศัพท์มาบอกให้ออก พ่อแม่ต้องยอมอพยพออกจากบ้านทันที”

‘จับตาภัยแล้ง’ เมื่อ “เราเกลียดน้ำในเดือนกันยา แต่จะรักน้ำในเดือนเมษา”

ผศ.ดร.ธรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวใจความว่า “เราเกลียดน้ำในเดือนกันยา เราจะรักน้ำในเดือนเมษา อย่าให้ภาพฝนตกน้ำท่วมในกรุงเทพมาลวงตา ต้นทุนน้ำในหน้าแล้งปีหน้าของเรายังไม่ได้มากมาย ฝนท้ายเขื่อนไหลลงทะเล”

ดร.ธรณ์กล่าวว่า มวลน้ำมหาศาลที่กำลังแย่งกันระบายทิ้งลงอ่าวไทยในวันนี้ หากมีกลไกหรือพื้นที่กักเก็บไว้ได้บ้าง จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อพ้นช่วงฤดูฝนไปอีก 3-4 เดือน ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะแห้งแล้งและจำเป็นต้องใช้น้ำมวลนี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลระบบ ‘One Map น้ำ’ ที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวเพื่อใช้รวมคลังข้อมูลวิเคราะห์ภัยพิบัติล่วงหน้า และป้องกันน้ำท่วม-แล้ง พบว่า เขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่ได้มีปริมาณน้ำล้นหรือเต็มจนน่ากลัวเมื่อเทียบกับปี 2554

ทั้งนี้ เมื่อเกิดฝนตกแช่ต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความกลัวน้ำท่วมและมุ่งเน้นไปที่การ ‘เร่งระบายน้ำทิ้งลงทะเล’ ให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว

“การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองทั้งมิติน้ำท่วมและมิติน้ำแล้งควบคู่กันอย่างสมดุล ไม่ใช่เร่งระบายทิ้งทั้งหมดด้วยความตกใจ” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...