โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลั่นไม่ได้ยุบเลิก4องค์กร! ส.ส.ท.ออกแถลงการณ์สู้

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

นายกฯ เล่นเอง เสนอร่างกฎหมายยกเลิกส่งภาษีบาปปีละร่วม 4 พันล้านบาทส่งให้ สสส. เปลี่ยนเป็นของบประมาณ สว.สีน้ำเงินเอาด้วย ตั้งกระทู้ถามมีมาตรการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์ของกองทุน สสส.อย่างไร “ศุภชัย” ยกกฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ ลั่นไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ แค่ให้เปลี่ยนระบบการเงิน “ไทยพีบีเอส” ออกแถลงการณ์บอกต้องยึดมั่นหลักการอิสระ ปราศจากการครอบงำ

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีรายงานจากสภาผู้แทนราษฎรว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมคณะ ได้ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่..) พ.ศ….. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2554 โดยสาระสำคัญคือ ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบที่ต้องนำส่งให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในอัตรา 2% โดยกำหนดให้ สสส.ได้รับงบประมาณที่เป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณแทน รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมเงินและทรัพย์สินของ สสส.

โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ตั้งแต่ 30 ก.ย.ถึง 14 ต.ค.2569 เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน โดยในหลักการและเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวระบุว่า รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 บัญญัติว่า การเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแม้มาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าวจะบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 26 มิให้ใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล สมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะบทบัญญัติของกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้นำเงินรายได้จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติม กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่..) พ.ศ….. คือ 1.แก้ไขเพิ่มเติมเงินและทรัพย์สินของ สสส. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 (1) และ (3) 2.ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ยกเลิกมาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็น ประกอบด้วย 1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินของ สสส. ดังนี้ 1.1 ยกเลิกเงินบำรุงกองทุนที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตรา 2% โดยกำหนดให้เป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณแทน 1.2 แก้ไขเพิ่มเติมเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น

2.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายยาสูบ ตามบทบัญญัติมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 3.ท่านเห็นว่าปัจจุบัน พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการหรือมีผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้จะแก้ไขปัญหานั้นได้หรือไม่ เพียงใด และ 4.ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ

ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า วันที่ 6 ต.ค. มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์

โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร

สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน

ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ

“ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ

ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง

“ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...