โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EV โตแรงครองส่วนแบ่งตลาด-จับตามือสองราคาร่วงหนัก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
SCB EIC คาดปีหน้ายอดขายรถยนต์พลังงานทางเลือกในไทยพุ่งแตะ 4.6 แสนคัน ครองส่วนแบ่ง 64% ของตลาด ขณะที่รถมือสองเผชิญสงครามราคาขายต่อร่วงหนัก

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ xEV กำลังกลายเป็นพระเอกของตลาด แทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่เคยเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนานโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ในปี หน้า 2027 จะยังเติบโตต่อเนื่อง คาดยอดขายในประเทศอยู่ที่ 730,000 คัน เพิ่มขึ้น 6.6%

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้จะเป็นลักษณะ K-shaped Recovery หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักยอดขายปีหน้าจะทรงตัว 180,000 คัน ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคหันไปเลือกใช้รถ SUV มากขึ้น เพราะตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมีตัวเลือกหลายระดับราคา

ในทางกลับกัน รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ xEV จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาด โดย SCB EIC คาดว่ายอดขายปีหน้าจะอยู่ที่460,000 คัน คิดเป็น 64% ของยอดขายทั้งหมด และภายในปี 2028 รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV มีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในไทย โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายกำลังการผลิตในประเทศ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ รวมถึงความพร้อมของค่ายรถยนต์ในด้านศูนย์บริการ อะไหล่ และบริการหลังการขายที่ดีขึ้น

ขณะที่ด้านการผลิต SCB EIC ประเมินว่าปีหน้าไทยมีโอกาสผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 1.5 ล้านคัน สูงสุดในรอบ 4 ปี โดย 75% มาจากรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อรองรับตลาดในประเทศและการผลิตชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5ส่วนการส่งออกคาดว่าจะอยู่ที่ 860,000 คัน ขยายตัวได้เล็กน้อย จากหดตัวต่อเนื่อง 3 ปี อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์จีน

สำหรับอีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังเร่งให้ตลาดรถ EV ทั่วโลกเติบโต คือราคาจำหน่ายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารอ้างอิงจาก Mobility Global ระบุว่า ปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเฉลี่ยทั่วโลก 37,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.22 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2020ขณะที่รถยนต์ไฮบริดกลับมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นที่ 39,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%

ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงประมาณ 37% ขณะที่ราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ลดลง 30–40%ประกอบกับการแข่งขันของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุน ทำให้สามารถลดราคาจำหน่ายและขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ทำให้ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100,000 คันในปี 2563 เป็น 1.64 ล้านคันในปี 2568 และไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญโดยมีผู้ผลิตอย่าง BYD และ Great Wall Motor เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยแล้ว

แต่แม้รถ EV จะมีราคาถูกลงและได้รับความนิยมมากขึ้น อีกด้านหนึ่งกลับเกิดปัญหาใหม่ในตลาดรถยนต์มือสองนั่นคือสงครามราคา หรือ Price War ที่ค่ายรถยนต์หลายแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์จีน ทยอยปรับลดราคารถยนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง บางรุ่นลดราคาหลักแสนบาท และบางกรณีลดลงมากกว่า 300,000 บาทในช่วงเวลาไม่นานเมื่อราคารถใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายต่อของรถมือสอง ทำให้ผู้ที่ซื้อรถ EV ไปก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมูลค่ารถที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทางฝั่งผู้ประกอบการแม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเผชิญโจทย์ใหญ่ แม้โรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งจะกลับมาเดินสายการผลิตตามปกติตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ ตลาดรถกระบะในประเทศที่ยังหดตัวต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ประเมินว่า อุทกภัยครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ที่ตั้งไว้ 1 ล้าน 4 แสน 5 หมื่นคัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 9 แสนคัน และจำหน่ายในประเทศ 5 แสน 5 หมื่นคัน เนื่องจากยอดผลิตรถยนต์ช่วง 9 เดือนแรก อยู่ที่ 1 ล้าน 80,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39%

อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่น่าห่วงคือ ตลาดรถกระบะ ซึ่งถือเป็น Product Champion ของไทย โดยเดือนกันยายนมียอดขายเพียง 10,315 คัน ลดลง 7.11% ส่วนรถกระบะ 1 ตัน ขายได้เพียง 5,003 คัน ลดลงถึง 11.50% สาเหตุสำคัญมาจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางเศรษฐกิจเติบโตต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ค่ายรถยนต์ แต่ลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 2,500 ราย และแรงงานมากกว่า 800,000 คน โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งมียอดผลิตลดลงมากกว่า 300,000 ชิ้น กระทบตั้งแต่ผู้ผลิตหม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง กระจก ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหล็กและปิโตรเคมี

สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยรถยนต์ BEV มียอดขายสะสม 9 เดือนแรก 161,532 คัน เพิ่มขึ้น 98.56% ขณะที่รถไฮบริด HEV เพิ่มขึ้น 13.95% ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมียอดขายสะสมลดลง 20.20%

โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาเป้าหมายการผลิตรถยนต์ แต่คือการเร่งฟื้นตลาดรถกระบะ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...