โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดผลกระทบ “เดโมแครต” ชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ สะเทือนเศรษฐกิจโลกแค่ไหน?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 20.04 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลก ขณะที่จีนและประเทศคู่ค้าอาจมีอำนาจต่อรองกับทรัมป์เพิ่มขึ้น

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หรือที่เรียกว่า Blue Wave กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก โดยทั้งประเทศคู่ค้า พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ และประเทศคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ ต่างจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไร

ผลการเลือกตั้งทำให้พรรคเดโมแครตเตรียมกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารในช่วงสองปีที่เหลือของวาระประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงมีอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศและสามารถใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย จึงทำให้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละประเด็น

Reuters วิเคราะห์ผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ครอบคลุมตั้งแต่สงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน นโยบายการค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์

สงครามอิหร่านอาจมีโอกาสยุติเร็วขึ้น แต่ยังเสี่ยงปะทุรอบใหม่

หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดคือ อนาคตของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาประมาณ 8 เดือน โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าการสูญเสียอำนาจควบคุมสภาคองเกรสของทรัมป์จะส่งผลต่อทิศทางสงครามอย่างไร

ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับสงครามที่ยืดเยื้อ เนื่องจากความขัดแย้งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

แหล่งข่าว 2 รายที่รับทราบมุมมองของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเปิดเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคมองว่าทรัมป์มีเหตุผลทางการเมืองมากขึ้นที่จะผลักดันข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม และประเมินว่าความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเต็มรูปแบบอาจลดลง

อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของทรัมป์อาจทำให้อิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในการเจรจา เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานอาจประเมินว่าทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศและต้องการยุติสงครามเพื่อฟื้นความนิยมทางการเมือง

Ebtesam al-Ketbi จาก Emirates Policy Center ระบุว่า หากอิหร่านตระหนักว่าทรัมป์ต้องการข้อตกลงสันติภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับข้อตกลงทุกรูปแบบ ก็อาจเกิดโอกาสที่แท้จริงในการยุติสงครามได้

ในทางกลับกัน หากอิหร่านตีความผลการเลือกตั้งว่าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่

สำหรับอิสราเอล การที่พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมทั้งสองสภาอาจทำให้การดำเนินปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน ฉนวนกาซา และเลบานอน ถูกตรวจสอบจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงอาจกระทบความช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธที่สหรัฐฯ ให้แก่อิสราเอลมาอย่างยาวนาน

ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองที่ต้องการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ใช้ชัยชนะของพรรคเดโมแครตเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยกล่าวหาว่าเนทันยาฮูทำให้อิสราเอลสูญเสียการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ ท่ามกลางความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้งอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

ราคาน้ำมันร่วง ตลาดคาดสหรัฐฯ อาจเร่งเจรจาสันติภาพ

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากสงครามอิหร่านทำให้การส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในหลายประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในการซื้อขายวันพุธ (4 พ.ย.) ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าผลการเลือกตั้งอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรองในตลาดที่ยังอยู่ในระดับตึงตัวเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดลงของราคาน้ำมัน

Ole Hansen นักวิเคราะห์จาก Saxo Bank ระบุว่า ตลาดพลังงานกำลังให้น้ำหนักมากขึ้นกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์ต้องการยุติสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหันไปจัดการปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ

ทั้งนี้ หากสงครามมีแนวโน้มคลี่คลายและการส่งออกพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก แต่หากความขัดแย้งกลับมารุนแรงขึ้น ตลาดน้ำมันก็ยังมีความเสี่ยงเผชิญความผันผวนสูง

เดโมแครตอาจฟื้นความช่วยเหลือยูเครน แต่ยังติดข้อจำกัดจากทรัมป์

สำหรับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจเปิดทางให้สภาคองเกรสกลับมาผลักดันมาตรการช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติม หลังรัฐบาลทรัมป์แทบระงับความช่วยเหลือทางการเงินและการทหารโดยตรงแก่ยูเครน แม้สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคจำนวนมากยังสนับสนุนยูเครนในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย

ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภาคองเกรส รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย และยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานของรัสเซีย ทั้งที่เพิ่งลงนามบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้เพียงไม่กี่สัปดาห์

เมื่อพรรคเดโมแครตเข้าควบคุมทั้งสองสภา จะสามารถเสนอร่างกฎหมายจัดสรรความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ยูเครนได้ แต่หากทรัมป์ใช้สิทธิวีโต ร่างกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงจะสามารถลบล้างการวีโตของประธานาธิบดีได้

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของยูเครนได้ทันที โดยเฉพาะการขาดแคลนจรวดสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการปกป้องเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงฤดูหนาว

Gregory Meeks สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีโอกาสขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอร่างกฎหมายร่วมกับสมาชิกทั้งสองพรรค เพื่อสกัดแผนของทรัมป์ที่จะเปิดทางให้น้ำมันดีเซลจากรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม Reuters ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนหลักของรัฐบาลทรัมป์ในการเจรจาสันติภาพสามฝ่ายกับรัสเซียและยูเครน โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ กดดันให้ยูเครนยอมประนีประนอมเพื่อบรรลุข้อตกลง ขณะเดียวกันยังหารือกับรัสเซียเกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลรัสเซียระบุว่า หวังว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่ส่งผลกระทบต่อความพยายามของทรัมป์ในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ

จีนและคู่ค้าเอเชียอาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น หลังทรัมป์เสียการควบคุมสภาคองเกรส

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันอาจทำให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเอเชีย มีเหตุผลมากขึ้นที่จะชะลอการดำเนินการตามคำมั่นด้านการลงทุนที่เคยให้ไว้กับรัฐบาลทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า

ขณะเดียวกัน จีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาจมีความได้เปรียบด้านอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ เนื่องจากทรัมป์อาจมีข้อจำกัดทางการเมืองเพิ่มขึ้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม Chim Lee นักวิเคราะห์นโยบายอุตสาหกรรมของ Economist Intelligence Unit ในกรุงปักกิ่ง ประเมินว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มรักษาสภาวะเสถียรภาพที่เปราะบางต่อไป

สำหรับอินเดีย ผลการเลือกตั้งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลนิวเดลีต้องการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรภายในประเทศ

Anup Wadhawan อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลอินเดีย ระบุว่า ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมจะทำให้ความสามารถของทรัมป์ในการกำหนดภาษีนำเข้าตามดุลยพินิจเผชิญข้อท้าทายมากขึ้น เนื่องจากมาตรการทางการค้าบางประเภทจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ตามระบบกฎหมายสหรัฐฯ สภาคองเกรสมีอำนาจกำกับดูแลการค้าและกำหนดอัตราภาษีนำเข้า แต่ที่ผ่านมา ทรัมป์อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับในการกำหนดภาษีนำเข้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม

แม้พรรคเดโมแครตอาจพยายามผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจดังกล่าว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้สิทธิวีโตเพื่อสกัดมาตรการเหล่านั้น

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือ ทรัมป์จะเดินหน้าตามคำขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อประเทศในยุโรปที่จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือไม่

นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามว่าการที่ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Investment Bank: EIB) ให้เงินกู้แก่ Airbus วงเงิน 3,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 3,370 ล้านดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปที่ดำเนินมาเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2568 หรือไม่

หุ้นชิปเอเชียร่วง หวั่นเดโมแครตเพิ่มกฎคุม AI และ Data Center

นอกเหนือจากสงครามและการค้า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะบริษัทในเอเชียที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลังออกจากคูหา หรือ Exit Poll พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมากมีความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่

ผลการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาคองเกรส จึงเพิ่มความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจผลักดันมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้หุ้นบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเผชิญแรงขาย

Jake Dollarhide ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Longbow Asset Management ในรัฐโอคลาโฮมา ระบุว่า การที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะทั้งสองสภาอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบต่อกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งอาจทำให้อัตราการเติบโตที่รวดเร็วอย่างมากของอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมาชะลอลง

ในการซื้อขายวันพุธ (4 พ.ย.) หุ้นผู้ผลิตชิปและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ในเอเชียต่างปรับตัวลดลง ได้แก่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ของไต้หวัน Samsung Electronics และ SK Hynix ของเกาหลีใต้ รวมถึง Kioxia ของญี่ปุ่น

ความกังวลดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ก่อนเปิดตลาด โดยหุ้นบริษัทผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูลหลายแห่งปรับตัวลดลง เช่น Applied Digital, TeraWulf, Core Scientific และ Iren

แรงขายในหุ้นกลุ่มดังกล่าวสะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า หากสหรัฐฯ เพิ่มข้อจำกัดในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ อาจส่งผลให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ชะลอตัว และกระทบความต้องการชิปประมวลผล หน่วยความจำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถผลักดันมาตรการกำกับดูแล AI ได้มากเพียงใด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายระดับรัฐบาลกลางยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากอำนาจวีโตของทรัมป์ ขณะที่มาตรการควบคุมการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลบางส่วนอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น

โลกจับตาสหรัฐฯ เข้าสู่ยุครัฐบาลแบ่งขั้ว เสี่ยงเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลต่อการเมืองภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายด้านงบประมาณ การค้า และการใช้จ่ายทางทหารมากขึ้น

ในด้านหนึ่ง การเพิ่มอำนาจตรวจสอบของสภาคองเกรสอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน และเพิ่มแรงจูงใจให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาใช้แนวทางเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอาจทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายสำคัญเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณ ความช่วยเหลือทางทหาร และมาตรการเศรษฐกิจที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

สำหรับตลาดการเงินโลก ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ทิศทางการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การฟื้นตัวของอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลาง ความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า และแนวทางกำกับดูแล AI ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เงินเฟ้อ การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...