เปิดผลกระทบ “เดโมแครต” ชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ สะเทือนเศรษฐกิจโลกแค่ไหน?
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลก ขณะที่จีนและประเทศคู่ค้าอาจมีอำนาจต่อรองกับทรัมป์เพิ่มขึ้น
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หรือที่เรียกว่า Blue Wave กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก โดยทั้งประเทศคู่ค้า พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ และประเทศคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ ต่างจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไร
ผลการเลือกตั้งทำให้พรรคเดโมแครตเตรียมกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารในช่วงสองปีที่เหลือของวาระประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงมีอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศและสามารถใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย จึงทำให้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละประเด็น
Reuters วิเคราะห์ผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ครอบคลุมตั้งแต่สงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน นโยบายการค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์
สงครามอิหร่านอาจมีโอกาสยุติเร็วขึ้น แต่ยังเสี่ยงปะทุรอบใหม่
หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดคือ อนาคตของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาประมาณ 8 เดือน โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าการสูญเสียอำนาจควบคุมสภาคองเกรสของทรัมป์จะส่งผลต่อทิศทางสงครามอย่างไร
ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับสงครามที่ยืดเยื้อ เนื่องจากความขัดแย้งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น
แหล่งข่าว 2 รายที่รับทราบมุมมองของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเปิดเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคมองว่าทรัมป์มีเหตุผลทางการเมืองมากขึ้นที่จะผลักดันข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม และประเมินว่าความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเต็มรูปแบบอาจลดลง
อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของทรัมป์อาจทำให้อิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในการเจรจา เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานอาจประเมินว่าทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศและต้องการยุติสงครามเพื่อฟื้นความนิยมทางการเมือง
Ebtesam al-Ketbi จาก Emirates Policy Center ระบุว่า หากอิหร่านตระหนักว่าทรัมป์ต้องการข้อตกลงสันติภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับข้อตกลงทุกรูปแบบ ก็อาจเกิดโอกาสที่แท้จริงในการยุติสงครามได้
ในทางกลับกัน หากอิหร่านตีความผลการเลือกตั้งว่าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่
สำหรับอิสราเอล การที่พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมทั้งสองสภาอาจทำให้การดำเนินปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน ฉนวนกาซา และเลบานอน ถูกตรวจสอบจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงอาจกระทบความช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธที่สหรัฐฯ ให้แก่อิสราเอลมาอย่างยาวนาน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองที่ต้องการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ใช้ชัยชนะของพรรคเดโมแครตเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยกล่าวหาว่าเนทันยาฮูทำให้อิสราเอลสูญเสียการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ ท่ามกลางความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้งอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
ราคาน้ำมันร่วง ตลาดคาดสหรัฐฯ อาจเร่งเจรจาสันติภาพ
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากสงครามอิหร่านทำให้การส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในหลายประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในการซื้อขายวันพุธ (4 พ.ย.) ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าผลการเลือกตั้งอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรองในตลาดที่ยังอยู่ในระดับตึงตัวเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดลงของราคาน้ำมัน
Ole Hansen นักวิเคราะห์จาก Saxo Bank ระบุว่า ตลาดพลังงานกำลังให้น้ำหนักมากขึ้นกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์ต้องการยุติสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหันไปจัดการปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
ทั้งนี้ หากสงครามมีแนวโน้มคลี่คลายและการส่งออกพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก แต่หากความขัดแย้งกลับมารุนแรงขึ้น ตลาดน้ำมันก็ยังมีความเสี่ยงเผชิญความผันผวนสูง
เดโมแครตอาจฟื้นความช่วยเหลือยูเครน แต่ยังติดข้อจำกัดจากทรัมป์
สำหรับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจเปิดทางให้สภาคองเกรสกลับมาผลักดันมาตรการช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติม หลังรัฐบาลทรัมป์แทบระงับความช่วยเหลือทางการเงินและการทหารโดยตรงแก่ยูเครน แม้สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคจำนวนมากยังสนับสนุนยูเครนในการต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย
ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภาคองเกรส รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย และยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานของรัสเซีย ทั้งที่เพิ่งลงนามบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้เพียงไม่กี่สัปดาห์
เมื่อพรรคเดโมแครตเข้าควบคุมทั้งสองสภา จะสามารถเสนอร่างกฎหมายจัดสรรความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ยูเครนได้ แต่หากทรัมป์ใช้สิทธิวีโต ร่างกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงจะสามารถลบล้างการวีโตของประธานาธิบดีได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของยูเครนได้ทันที โดยเฉพาะการขาดแคลนจรวดสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการปกป้องเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงฤดูหนาว
Gregory Meeks สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีโอกาสขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอร่างกฎหมายร่วมกับสมาชิกทั้งสองพรรค เพื่อสกัดแผนของทรัมป์ที่จะเปิดทางให้น้ำมันดีเซลจากรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม Reuters ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนหลักของรัฐบาลทรัมป์ในการเจรจาสันติภาพสามฝ่ายกับรัสเซียและยูเครน โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ กดดันให้ยูเครนยอมประนีประนอมเพื่อบรรลุข้อตกลง ขณะเดียวกันยังหารือกับรัสเซียเกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนสหรัฐฯ
ด้านรัฐบาลรัสเซียระบุว่า หวังว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่ส่งผลกระทบต่อความพยายามของทรัมป์ในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ
จีนและคู่ค้าเอเชียอาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น หลังทรัมป์เสียการควบคุมสภาคองเกรส
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันอาจทำให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเอเชีย มีเหตุผลมากขึ้นที่จะชะลอการดำเนินการตามคำมั่นด้านการลงทุนที่เคยให้ไว้กับรัฐบาลทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า
ขณะเดียวกัน จีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาจมีความได้เปรียบด้านอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ เนื่องจากทรัมป์อาจมีข้อจำกัดทางการเมืองเพิ่มขึ้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม Chim Lee นักวิเคราะห์นโยบายอุตสาหกรรมของ Economist Intelligence Unit ในกรุงปักกิ่ง ประเมินว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มรักษาสภาวะเสถียรภาพที่เปราะบางต่อไป
สำหรับอินเดีย ผลการเลือกตั้งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลนิวเดลีต้องการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรภายในประเทศ
Anup Wadhawan อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลอินเดีย ระบุว่า ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมจะทำให้ความสามารถของทรัมป์ในการกำหนดภาษีนำเข้าตามดุลยพินิจเผชิญข้อท้าทายมากขึ้น เนื่องจากมาตรการทางการค้าบางประเภทจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ตามระบบกฎหมายสหรัฐฯ สภาคองเกรสมีอำนาจกำกับดูแลการค้าและกำหนดอัตราภาษีนำเข้า แต่ที่ผ่านมา ทรัมป์อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับในการกำหนดภาษีนำเข้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม
แม้พรรคเดโมแครตอาจพยายามผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจดังกล่าว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้สิทธิวีโตเพื่อสกัดมาตรการเหล่านั้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือ ทรัมป์จะเดินหน้าตามคำขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อประเทศในยุโรปที่จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือไม่
นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามว่าการที่ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Investment Bank: EIB) ให้เงินกู้แก่ Airbus วงเงิน 3,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 3,370 ล้านดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปที่ดำเนินมาเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2568 หรือไม่
หุ้นชิปเอเชียร่วง หวั่นเดโมแครตเพิ่มกฎคุม AI และ Data Center
นอกเหนือจากสงครามและการค้า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะบริษัทในเอเชียที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก
ผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลังออกจากคูหา หรือ Exit Poll พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมากมีความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
ผลการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาคองเกรส จึงเพิ่มความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจผลักดันมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้หุ้นบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเผชิญแรงขาย
Jake Dollarhide ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Longbow Asset Management ในรัฐโอคลาโฮมา ระบุว่า การที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะทั้งสองสภาอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบต่อกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งอาจทำให้อัตราการเติบโตที่รวดเร็วอย่างมากของอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมาชะลอลง
ในการซื้อขายวันพุธ (4 พ.ย.) หุ้นผู้ผลิตชิปและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ในเอเชียต่างปรับตัวลดลง ได้แก่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ของไต้หวัน Samsung Electronics และ SK Hynix ของเกาหลีใต้ รวมถึง Kioxia ของญี่ปุ่น
ความกังวลดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ก่อนเปิดตลาด โดยหุ้นบริษัทผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูลหลายแห่งปรับตัวลดลง เช่น Applied Digital, TeraWulf, Core Scientific และ Iren
แรงขายในหุ้นกลุ่มดังกล่าวสะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า หากสหรัฐฯ เพิ่มข้อจำกัดในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ อาจส่งผลให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ชะลอตัว และกระทบความต้องการชิปประมวลผล หน่วยความจำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถผลักดันมาตรการกำกับดูแล AI ได้มากเพียงใด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายระดับรัฐบาลกลางยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากอำนาจวีโตของทรัมป์ ขณะที่มาตรการควบคุมการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลบางส่วนอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น
โลกจับตาสหรัฐฯ เข้าสู่ยุครัฐบาลแบ่งขั้ว เสี่ยงเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลต่อการเมืองภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายด้านงบประมาณ การค้า และการใช้จ่ายทางทหารมากขึ้น
ในด้านหนึ่ง การเพิ่มอำนาจตรวจสอบของสภาคองเกรสอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน และเพิ่มแรงจูงใจให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาใช้แนวทางเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ
แต่อีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอาจทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายสำคัญเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณ ความช่วยเหลือทางทหาร และมาตรการเศรษฐกิจที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
สำหรับตลาดการเงินโลก ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ทิศทางการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การฟื้นตัวของอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลาง ความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า และแนวทางกำกับดูแล AI ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เงินเฟ้อ การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
อ้างอิง : reuters.com