โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกเปลี่ยนทิศ ‘อาเซียน’ ต้องปรับใบเรือ กระจายเสี่ยงให้ไกลกว่า ‘China Plus One’

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
โลกเปลี่ยนทิศ ‘อาเซียน’ ต้องปรับใบเรือ กระจายเสี่ยงให้ไกลกว่า ‘China Plus One’

สงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก จากเดิมที่ธุรกิจใช้ยุทธศาสตร์ China Plus One กระจายฐานการผลิตออกจากจีน สู่โจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เมื่อการย้ายฐานผลิตเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันว่าจะพ้นความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าได้

ประเด็นสำคัญ

  • IMF ชี้การค้าโลกเปลี่ยน ต้องกระจายความเสี่ยงทั้งตลาดนำเข้าและคอขวดขนส่ง
  • AI หนุนการค้าโลกโต แต่สินค้าเกี่ยวเนื่องยังกระจุกตัวใน 10 ประเทศ
  • ตะวันออกกลางฉุดการค้าบริการ แต่แหล่งผลิตน้ำมันอื่นช่วยชดเชย
  • IsDB ชี้ความยืดหยุ่นทางการค้าไม่ได้วัดจากจำนวนสินค้า แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขัน
  • EBRD ชี้สงคราม เทคโนโลยี และโลกาภิวัตน์ บีบโลกสร้างกติกาใหม่
  • ‘อาเซียน’ ต้องปรับยุทธศาสตร์ จาก China Plus One สู่การกระจายความเสี่ยงรอบด้าน

สำหรับอาเซียน โอกาสจากการย้ายฐานผลิตจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภูมิภาคต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมการกระจายตลาดส่งออก แหล่งนำเข้า และเส้นทางขนส่ง ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

China Plus One

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจผ่านการกระจายความเสี่ยงทางการค้า (Trade Diversification) ทั้งในมิติของสินค้า ตลาด และเส้นทางขนส่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความปั่นป่วนจากจุดใดจุดหนึ่งลุกลามเป็นวิกฤตในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ค้นหาแหล่งเติบโตใหม่ในระเบียบ การค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือบนเวที Trade Diversification in Turbulent Times: Implications for Economic Stability and Growth ภายในการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากองค์กรเศรษฐกิจและสถาบันระหว่างประเทศ ได้แก่ Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์องค์การการค้าโลก (WTO), Muhammad Al Jasser ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB), Odile Renaud-Basso ประธานธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและพัฒนา (EBRD) และ Heiwai Tang รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระดับโลกและผู้อำนวยการ Asia Global Institute มหาวิทยาลัยฮ่องกง

IMF ชี้การค้าโลกเปลี่ยน ต้องกระจายความเสี่ยงทั้งตลาดนำเข้าและคอขวดขนส่ง

Masood Ahmed ประธานกิตติคุณ Center for Global Development ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เริ่มต้นเสวนาโดยการตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตการกระจายความหลากหลายทางการค้ามักหมายถึงการลดการพึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ประเภท

แต่ปัจจุบันโจทย์ดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าหลัก

โดยรายงาน Regional Economic Outlook ของ IMF สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ได้ศึกษาประเด็นการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไว้อย่างละเอียด พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าวมีการกระจายความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาโดยรวม โดยเฉพาะในด้านห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลระบุว่า การค้าของประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ราว 70% อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งผ่านจุดคอขวดทางการค้า (Chokepoints) ขณะที่การค้าของประเทศในเอเชียกลางและคอเคซัส (CCA) ราว 50% ต้องผ่านจุดคอขวดทางการค้าทางทะเลเช่นกัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การกระจายความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มประเภทสินค้าหรือขยายตลาดส่งออกเท่านั้น

แต่ยังต้องครอบคลุมถึงเส้นทางขนส่ง เพื่อให้การค้าและห่วงโซ่อุปทานยังดำเนินต่อไปได้ แม้เส้นทางหลักจะหยุดชะงักจากวิกฤต

China Plus One

AI หนุนการค้าโลกโต แต่สินค้าเกี่ยวเนื่องยังกระจุกตัวใน 10 ประเทศ

Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ WTO กล่าวว่า องค์การการค้าโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการค้าสินค้าในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันปรับลดคาดการณ์การค้าบริการ โดยทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่แตกต่างกัน

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าสินค้ามาจากการลงทุนในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-enabling goods) ซึ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยมูลค่าการลงทุนในสินค้ากลุ่มนี้เติบโตถึง 67%

ก่อนหน้านี้ WTO คาดว่าการลงทุนในสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI จะชะลอลงจากปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการลงทุนอยู่ในระดับสูงแล้ว แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกลับแสดงให้เห็นว่าการลงทุนเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้

ปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนในสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI มีความเชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง

โดยเฉลี่ยแล้ว เงินลงทุนทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐใน AI มีสัดส่วนประมาณ 70% ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ สูงกว่าการลงทุนในประเภทอื่นอย่างชัดเจน จึงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของการค้าสินค้าโลก

อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดย 10 ประเทศที่มีการค้าสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI มากที่สุด มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 85% ของการค้าโลกในสินค้ากลุ่มนี้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนการค้าโลกในระลอกใหม่ แต่ผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจำนวนจำกัด การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการกระจายโอกาสทางการค้าและการลงทุน

ตะวันออกกลางฉุดการค้าบริการ แต่แหล่งผลิตน้ำมันอื่นช่วยชดเชย

ในทางกลับกัน WTO ปรับลดคาดการณ์การค้าบริการในปี 2569 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการขนส่ง เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นศูนย์กลางสำคัญของกิจกรรมทั้งสองด้าน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศในภูมิภาค แต่ยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้แนวโน้มการเติบโตของการค้าบริการต่ำกว่าที่ WTO คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ผลกระทบจากความขัดแย้งจะปรากฏชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ยังสะท้อนความสามารถของระบบการค้าโลกในการรองรับแรงกระแทก โดยแม้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะลดลง 24% แต่การส่งออกน้ำมันทั่วโลกกลับลดลงเพียง 6%

ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอื่นเข้ามาช่วยชดเชยอุปทานที่หายไป เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล มาเลเซีย และนอร์เวย์ ทำให้ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกไม่รุนแรงเท่ากับสถานการณ์ที่ไม่มีแหล่งผลิตอื่นเข้ามาทดแทน

ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า การเปิดกว้างทางการค้าและการมีแหล่งอุปทานจากหลายภูมิภาคช่วยให้เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ได้

ความยืดหยุ่น (Resilience) จึงไม่ได้หมายถึงการมีผู้จัดหาสินค้าที่เชื่อถือได้เพียงรายเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้ผู้จัดหารายอื่นได้เมื่อแหล่งอุปทานเดิมหยุดชะงัก

นอกจากนี้ ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ยึดกฎเกณฑ์ร่วมกันยังมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการคาดการณ์ โดยเฉพาะระบบภาษีศุลกากรตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation: MFN) ซึ่งประเทศสมาชิก WTO เจรจาตกลงและมีพันธกรณีทางกฎหมายร่วมกัน

ฉะนั้น แม้การค้าโลกจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว แต่ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการค้ามีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น

China Plus One

IsDB ชี้ความยืดหยุ่นทางการค้าไม่ได้วัดจากจำนวนสินค้า แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขัน

Muhammad Al Jasser ประธาน IsDB กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นบททดสอบความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและความพร้อมในการรับมือกับแรงกระแทก โดยเฉพาะความปั่นป่วนด้านการค้า

“การกระจายความเสี่ยงทางการค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่ส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือความสามารถในการแข่งขันของตลาดและผลิตภัณฑ์ของประเทศ”

การมีสินค้าส่งออกจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะมีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจมากกว่าเสมอไป ในบางกรณี การมุ่งพัฒนาสินค้าจำนวนไม่มาก แต่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจช่วยให้ประเทศรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือซาอุดีอาระเบีย ซึ่งวางแผนพัฒนาท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกไปตะวันตก (East-West Pipeline) มาเป็นเวลานาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่งและเสริมความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจเมื่อเผชิญวิกฤต

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า เพราะเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว ประเทศต่างๆ อาจมีเวลาไม่เพียงพอในการสร้างระบบรองรับเหล่านี้

Jasser ยกตัวอย่างการสะสมคลังน้ำมันและการรักษากำลังการผลิตส่วนเกินของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแม้ในบางช่วงตลาดอาจไม่มีความต้องการใช้กำลังการผลิตทั้งหมด แต่เมื่อเกิดวิกฤต ความสามารถดังกล่าวกลับมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก

เขามองว่า ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า และการวางระบบรองรับความเสี่ยง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศรับมือกับแรงกดดันจากวิกฤตการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

China Plus One

EBRD ชี้สงคราม เทคโนโลยี และโลกาภิวัตน์ บีบโลกสร้างกติกาใหม่

Odile Renaud-Basso ประธาน EBRD กล่าวถึงความท้าทายในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยยกตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากตลาดการเงินและตลาดทุนที่แยกส่วน รวมถึงความแตกต่างของกฎระเบียบภายในประเทศสมาชิก

สิ่งนี้สะท้อนว่า การสร้างตลาดร่วมอย่างแท้จริงเป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยมากกว่าการลดภาษีหรือการลงนามความตกลงการค้าเสรี

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Heiwai Tang มองว่า อาเซียนเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์จากการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ และทำให้อาเซียนมีความพร้อมในการรองรับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

ในเวทีดังกล่าว ยังมีการกล่าวถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ถนน และเส้นทางขนส่งที่เรียกว่า Middle Corridor เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและเชื่อมโยงการค้าจากจีนไปยังยุโรป

ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังพยายามลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน โลหะ แร่ธาตุ และสินค้าเกษตร โดยหันมาพัฒนาภาคการผลิตและขยายฐานสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและรูปแบบสินค้าส่งออกไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านคือการพัฒนาภาคเอกชน เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียกลางยังมีรัฐวิสาหกิจและภาครัฐที่มีบทบาทสูงในระบบเศรษฐกิจ

การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนและเติบโต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนด้านการฝึกอบรม และการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จึงมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว

‘อาเซียน’ ต้องปรับยุทธศาสตร์ จาก China Plus One สู่การกระจายความเสี่ยงรอบด้าน

คำถามที่น่าสนใจ ช่วงท้าย ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามถึงแนวทางปรับตัวของเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งในอดีตเติบโตได้ดีจากการส่งออกและการเป็นฐานการผลิตของโลก แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกติกาการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะมาตรการภาษี เงื่อนไขการเข้าถึงตลาด และความไม่แน่นอนว่ากติกาเหล่านี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางใดบ้าง?

China Plus One

Heiwai Tang รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระดับโลกและผู้อำนวยการ Asia Global Institute มหาวิทยาลัยฮ่องกง มองว่า การประเมินสถานการณ์จำเป็นต้องแยกพิจารณาระหว่างช่วงก่อนและหลังปี 2568 โดยก่อนปี 2568 ความขัดแย้งทางการค้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากปรับห่วงโซ่อุปทานผ่านยุทธศาสตร์ ‘China Plus One’ หรือการกระจายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและรักษาช่องทางเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ

การเปลี่ยนทิศทางดังกล่าวสร้างโอกาสให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิต

อย่างไรก็ตาม หลังปี 2568 เมื่อสหรัฐฯ ขยายมาตรการภาษีให้ครอบคลุมหลายประเทศ

“การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพียงอย่างเดียวกลับไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าธุรกิจจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป เพราะความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศต้นทาง แต่ยังครอบคลุมถึงประเทศที่เข้าไปลงทุนด้วย”

Tang ชี้ว่า ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจจึงต้องปรับยุทธศาสตร์จาก China Plus One ไปสู่การกระจายความเสี่ยงในหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ การเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ หรือการพัฒนาตลาดในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก

เขายกตัวอย่าง Foxconn ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากไต้หวัน ซึ่งกำลังกระจายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนว่า บริษัทข้ามชาติไม่ได้พิจารณาการเลือกฐานการผลิตจากต้นทุนและประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย แม้การกระจายฐานการผลิตจะเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนให้กับห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “โลกาภิวัตน์ไม่ได้กำลังสิ้นสุดลง แต่กำลังเปลี่ยนกติกา จากโลกที่ธุรกิจแข่งขันกันด้วยต้นทุนต่ำและประสิทธิภาพสูงสุด สู่โลกที่ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัว กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา”

สำหรับอาเซียนแล้ว โอกาสจากการย้ายฐานการผลิตจึงเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายความร่วมมือทางการค้า สร้างทางเลือกทั้งด้านตลาด แหล่งนำเข้า และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ภูมิภาคไม่เพียงเป็นจุดหมายของการลงทุนในช่วงที่โลกกำลังปรับตัว แต่ยังสามารถรับมือกับความผันผวนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระเบียบการค้าโลกยุคใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...