โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไทยพีบีเอส” สะเทือน! รัฐจ่อเปลี่ยนที่มารายได้ หวั่นทลายเกราะสื่อสาธารณะ

อีจัน

อัพเดต 10 ตุลาคม 2569 เวลา 1.29 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อีจัน

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

  • กลายเป็นประเด็นลุกลามกับข้อเสนอเปลี่ยนที่มารายได้ของ “ไทยพีบีเอส” โดย สส.รัฐบาล จากเดิมที่เป็น “ภาษีบาป” ให้มาอยู่ในงบประมาณปกติ
  • ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลคิดว่าเรื่องนี้จะง่ายหรือจะราบรื่นได้อย่างไร เพราะเอาเข้าจริงการจัดตั้ง “ไทยพีบีเอส” หรือที่มาของรายได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่มีการวางโครงสร้างเพื่อสนองพันธกิจ ความเป็นสื่อสาธารณะ ที่ต้องเป็นอิสระทั้งจาก “ธุรกิจ” และจาก “อำนาจรัฐ”
  • การที่ปรับที่มารายได้ก็ไม่ต่างจากการทลาย “เกราะ” ป้องกันการแทรกแซง ดังนั้นกระแสต้านจึงมโหฬาร
  • แต่ก็ไม่ต่างจากทุกเรื่องในประเทศนี้ที่เมื่อมีการเมืองเข้ามา ก็จะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง และจะถูกสแกนในทุกมิติ ทั้งบวกและลบ รวมถึงมี “ไอโอ” เข้ามาร่วมปฏิบัติการ
  • แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ “จุดอ่อน” ของ “ไทยพีบีเอส” ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายที่ถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นคนรับจะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ หรือกระทั่งผลสัมฤทธิ์ที่ได้มานั้น “คุ้ม” กับเงินที่ควักออกไปหรือไม่
  • หลายคนค่อนขอดค่อนแคะว่า แทบจะกลายเป็นทีวี “เอ็นจีโอ” ไปแล้ว
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเบิกจ่ายทั้งค่าทำรายการ และค่าจ้างบุคลากร ที่ถูกตั้งคำถามกันมานานว่า “สมเหตุสมผล” หรือไม่
  • ก่อนอื่นเราลองไปสแกนกันดูก่อนว่า งบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” มีเท่าไหร่ และมีสัดส่วนการใช้งานอย่างไร
  • ในปี 2568 “ไทยพีบีเอส” มีรายได้ 2,695 ล้านบาท โดยแบ่งที่มาของรายได้คือ “ภาษีบาป” 2,050 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 92.66 ล้านบาท จากเงินบำรุงองค์การค้างรับข้ามงวดบัญชี
  • รายได้จากการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล 397.90 ล้านบาท
  • รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาและการร่วมผลิต 50 ล้านบาท
  • มูลค่าการลงทุนร่วมจากภาคีเครือข่ายภายนอก (Co-investment): 50 ล้านบาท และ
  • รายได้อื่นๆ อีกประมาณ 147 ล้านบาท
  • ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 2,625.51 ล้านบาท หรือเกินดุลอยู่ 69 ล้านบาท
  • ทีนี้เราลองมาดูสัดส่วนของการใช้จ่ายจริงๆ ว่า “ไทยพีบีเอส” ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง
  • โดยค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดมีสองก้อนคือ ก้อนที่ว่าด้วยต้นทุนการผลิตและการจัดหารายการ มีถึง 858 ล้านบาท อีกก้อนคือค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ก็สูงถึง 820 ล้านบาท
  • ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าโครงข่าย ค่าเสื่อม และค่าดำเนินการ
  • ดังนั้นจุดโฟกัสจึงอยู่ที่สองอย่าง อย่างแรกคือ “ค่าบุคลากร” มีการระบุว่า “บุคลากรของไทยพีบีเอส” มีอยู่ 1,300 คน หากตีเฉลี่ยจะอยู่ที่คนละประมาณ 52,500 บาทต่อเดือน
  • แต่ในความเป็นจริงมีคนที่ได้น้อยกว่านั้น และมีคนที่ได้มากกว่านั้นอย่างมหาศาล
  • อย่างที่สองคืองบเรื่องการจัดรายการ 858 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งรายการที่ผลิตเองและร่วมผลิต แต่ที่ทำให้หลายคนสงสัยก็คือ มีหลักเกณฑ์หรือไม่ หรือมีราคากลางหรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นความลับในแดนสนธยา มีแต่การบอกว่าแต่ละรายการก็มีการเปิดประกวดราคา อย่างไรก็ตามบางรายการก็เป็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง
  • และนี่เองที่ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ในการโจมตีเรื่องการใช้งบประมาณ ว่าสมเหตุสมผล และได้ประสิทธิภาพแค่ไหน
  • หนึ่งในรายการที่ถูกโจมตีหนักๆ ก็คือรายการ “คุยให้คิด” ซึ่งมีสามพิธีกรอย่าง “สุทธิชัย หยุ่น” “วีระ ธีระภัทรานนท์” และ “วิสุทธิ์ คมวัชรพงษ์” ซึ่งมีการเปิดเผยตัวเลขค่าจัดรายการแต่ละตอนว่า แต่ละคนได้เท่าไหร่
  • “สุทธิชัย” และ “วีระ” ได้คนละ 40,000 บาท ส่วน “วิสุทธิ์” ได้ 30,000 บาท รวมๆ หนึ่งตอนเฉพาะค่าผู้จัดรายการจะใช้งบประมาณ 110,000 บาท
  • แน่นอนว่าเรื่องนี้หากเป็นมุมที่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็จะบอกว่า แพงเกินไป แต่หากเป็นอีกมุมก็จะมองว่า มือระดับ “อินฟลูฯ” นี้ หากไปตลาดนอกค่าตัวก็มหาศาล เพราะแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์
  • นอกจากนี้ ตามเอกสารที่ปรากฏ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแล้วให้เรียกคืนเงินชดใช้ค่าเสียหายรวม 85.22 ล้านบาท
  • โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากการจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง 15.84 ล้านบาท และจากการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมรายการอีก 69.38 ล้านบาท
  • โดยระบุว่าสาเหตุหลักของความเสียหายเกิดจากการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายและวินัยการเงินการคลังของรัฐ ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และการอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนโดยไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ขององค์กรรองรับ
  • สตง. ยังระบุว่าพบปัญหาการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ขาดความต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนเกณฑ์ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง
  • ขณะที่ “ไทยพีบีเอส” ก็โต้ว่าเอกสารที่นำมาเผยแพร่พวกเขายังไม่เคยเห็น และไม่ใช่เอกสารชี้มูลความผิด รวมถึงพร้อมจะปรับปรุงข้อบังคับเพื่อให้ถูกต้อง
  • อย่างไรก็ตาม ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นความพยายามเพื่อจะดิสเครดิต เพื่อหาเสียงสนับสนุนในการแก้ไขกฎหมายหรือไม่ โดยความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า “ไทยพีบีเอส” ทุจริตและไม่มีประสิทธิภาพ
  • สำหรับร่างที่เสนอกันอยู่ ใจความสำคัญคือการยกเลิกกลไกที่ส่งเงินภาษีสุราและยาสูบส่วนเพิ่มให้ “ไทยพีบีเอส” โดยตรง แล้วเปลี่ยนมาจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และไม่ได้มีแค่ “ไทยพีบีเอส” เท่านั้น แต่ยังรวมถึง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติด้วย ฝั่งที่เสนอก็คงบอกว่าเพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ตรวจสอบได้ผ่านระบบงบประมาณ ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ปัญหาคือเมื่อเงินต้องผ่านการพิจารณาทุกปี ก็เท่ากับว่าทุกปี “ไทยพีบีเอส” ต้องเป็นฝ่ายไปขอ และคนที่มีอำนาจอนุมัติหรือตัดงบ ก็คือฝ่ายที่เขาต้องตรวจสอบนั่นเอง ขณะนี้ร่างอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 14 ตุลาคม 2569
  • เราลองมาจินตนาการว่าหากเปลี่ยนที่มารายได้ให้มาจากงบประมาณแผ่นดินจะเป็นอย่างไร อย่างแรกก็ต้องมีคนของรัฐบาลเข้ามานั่งกำกับ ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการดูแลการใช้เงิน จะมีการตั้งบอร์ดขึ้นมา และส่งคนเข้ามาเป็นผู้บริหาร
  • ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่แปลก เพราะใครเป็นเจ้าของเงิน คนนั้นก็ย่อมมีอำนาจในการเข้ามา
  • และจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็คงคาดเดากันได้ เพราะตัวอย่างมีให้เห็น
  • ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบรรดาช่องที่เป็นของ “รัฐ” ทั้งช่อง 11 และช่อง 9 นั้น ไม่สามารถวิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ต่างจาก “ไทยพีบีเอส” ที่รัฐบาลไม่สามารถเข้ามาทำอะไรได้
  • ต้องบอกว่า จริงอยู่ที่ “ไทยพีบีเอส” มีปัญหามากมายมหาศาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการดึงอำนาจรัฐเข้ามาจะทำให้ปัญหานั้นหมดไป ดีไม่ดีปัญหาใหม่เรื่องความไม่อิสระจะทับถมเข้ามา
  • ไม่เชื่อลองไปดูที่ช่อง 11 ที่ผลงานที่ออกมาก็ประจักษ์ชัดว่าเป็นอย่างไร
  • ถ้าจะแก้จริง ปัญหาที่ถูกชี้ไว้มีอยู่แล้ว และแก้ได้โดยไม่ต้องแตะที่มาของเงิน เริ่มจากเปิดเผยหลักเกณฑ์และราคากลางในการจ้างผลิตรายการให้สาธารณะเห็น ออกระเบียบค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมรายการให้ชัดเจน ลดการจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง และวางตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ให้ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนเกณฑ์ไปมา ทั้งหมดนี้ไม่ต้องรื้อ “เกราะ” อะไรเลย และ “ไทยพีบีเอส” เองก็บอกแล้วว่าพร้อมปรับปรุงข้อบังคับ
  • หากอยากแก้ก็ไปแก้ให้ตรงจุด ไม่ใช่ใช้จุดอ่อนเพื่อก้าวเข้ามาสู่แผนที่ตัวเองวางเอาไว้
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...