“ไทยพีบีเอส” สะเทือน! รัฐจ่อเปลี่ยนที่มารายได้ หวั่นทลายเกราะสื่อสาธารณะ
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
- กลายเป็นประเด็นลุกลามกับข้อเสนอเปลี่ยนที่มารายได้ของ “ไทยพีบีเอส” โดย สส.รัฐบาล จากเดิมที่เป็น “ภาษีบาป” ให้มาอยู่ในงบประมาณปกติ
- ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลคิดว่าเรื่องนี้จะง่ายหรือจะราบรื่นได้อย่างไร เพราะเอาเข้าจริงการจัดตั้ง “ไทยพีบีเอส” หรือที่มาของรายได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่มีการวางโครงสร้างเพื่อสนองพันธกิจ ความเป็นสื่อสาธารณะ ที่ต้องเป็นอิสระทั้งจาก “ธุรกิจ” และจาก “อำนาจรัฐ”
- การที่ปรับที่มารายได้ก็ไม่ต่างจากการทลาย “เกราะ” ป้องกันการแทรกแซง ดังนั้นกระแสต้านจึงมโหฬาร
- แต่ก็ไม่ต่างจากทุกเรื่องในประเทศนี้ที่เมื่อมีการเมืองเข้ามา ก็จะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง และจะถูกสแกนในทุกมิติ ทั้งบวกและลบ รวมถึงมี “ไอโอ” เข้ามาร่วมปฏิบัติการ
- แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ “จุดอ่อน” ของ “ไทยพีบีเอส” ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายที่ถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นคนรับจะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ หรือกระทั่งผลสัมฤทธิ์ที่ได้มานั้น “คุ้ม” กับเงินที่ควักออกไปหรือไม่
- หลายคนค่อนขอดค่อนแคะว่า แทบจะกลายเป็นทีวี “เอ็นจีโอ” ไปแล้ว
- โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเบิกจ่ายทั้งค่าทำรายการ และค่าจ้างบุคลากร ที่ถูกตั้งคำถามกันมานานว่า “สมเหตุสมผล” หรือไม่
- ก่อนอื่นเราลองไปสแกนกันดูก่อนว่า งบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” มีเท่าไหร่ และมีสัดส่วนการใช้งานอย่างไร
- ในปี 2568 “ไทยพีบีเอส” มีรายได้ 2,695 ล้านบาท โดยแบ่งที่มาของรายได้คือ “ภาษีบาป” 2,050 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 92.66 ล้านบาท จากเงินบำรุงองค์การค้างรับข้ามงวดบัญชี
- รายได้จากการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล 397.90 ล้านบาท
- รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาและการร่วมผลิต 50 ล้านบาท
- มูลค่าการลงทุนร่วมจากภาคีเครือข่ายภายนอก (Co-investment): 50 ล้านบาท และ
- รายได้อื่นๆ อีกประมาณ 147 ล้านบาท
- ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 2,625.51 ล้านบาท หรือเกินดุลอยู่ 69 ล้านบาท
- ทีนี้เราลองมาดูสัดส่วนของการใช้จ่ายจริงๆ ว่า “ไทยพีบีเอส” ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง
- โดยค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดมีสองก้อนคือ ก้อนที่ว่าด้วยต้นทุนการผลิตและการจัดหารายการ มีถึง 858 ล้านบาท อีกก้อนคือค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ก็สูงถึง 820 ล้านบาท
- ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าโครงข่าย ค่าเสื่อม และค่าดำเนินการ
- ดังนั้นจุดโฟกัสจึงอยู่ที่สองอย่าง อย่างแรกคือ “ค่าบุคลากร” มีการระบุว่า “บุคลากรของไทยพีบีเอส” มีอยู่ 1,300 คน หากตีเฉลี่ยจะอยู่ที่คนละประมาณ 52,500 บาทต่อเดือน
- แต่ในความเป็นจริงมีคนที่ได้น้อยกว่านั้น และมีคนที่ได้มากกว่านั้นอย่างมหาศาล
- อย่างที่สองคืองบเรื่องการจัดรายการ 858 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งรายการที่ผลิตเองและร่วมผลิต แต่ที่ทำให้หลายคนสงสัยก็คือ มีหลักเกณฑ์หรือไม่ หรือมีราคากลางหรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นความลับในแดนสนธยา มีแต่การบอกว่าแต่ละรายการก็มีการเปิดประกวดราคา อย่างไรก็ตามบางรายการก็เป็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง
- และนี่เองที่ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ในการโจมตีเรื่องการใช้งบประมาณ ว่าสมเหตุสมผล และได้ประสิทธิภาพแค่ไหน
- หนึ่งในรายการที่ถูกโจมตีหนักๆ ก็คือรายการ “คุยให้คิด” ซึ่งมีสามพิธีกรอย่าง “สุทธิชัย หยุ่น” “วีระ ธีระภัทรานนท์” และ “วิสุทธิ์ คมวัชรพงษ์” ซึ่งมีการเปิดเผยตัวเลขค่าจัดรายการแต่ละตอนว่า แต่ละคนได้เท่าไหร่
- “สุทธิชัย” และ “วีระ” ได้คนละ 40,000 บาท ส่วน “วิสุทธิ์” ได้ 30,000 บาท รวมๆ หนึ่งตอนเฉพาะค่าผู้จัดรายการจะใช้งบประมาณ 110,000 บาท
- แน่นอนว่าเรื่องนี้หากเป็นมุมที่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็จะบอกว่า แพงเกินไป แต่หากเป็นอีกมุมก็จะมองว่า มือระดับ “อินฟลูฯ” นี้ หากไปตลาดนอกค่าตัวก็มหาศาล เพราะแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์
- นอกจากนี้ ตามเอกสารที่ปรากฏ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแล้วให้เรียกคืนเงินชดใช้ค่าเสียหายรวม 85.22 ล้านบาท
- โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากการจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง 15.84 ล้านบาท และจากการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมรายการอีก 69.38 ล้านบาท
- โดยระบุว่าสาเหตุหลักของความเสียหายเกิดจากการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายและวินัยการเงินการคลังของรัฐ ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และการอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนโดยไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ขององค์กรรองรับ
- สตง. ยังระบุว่าพบปัญหาการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ขาดความต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนเกณฑ์ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง
- ขณะที่ “ไทยพีบีเอส” ก็โต้ว่าเอกสารที่นำมาเผยแพร่พวกเขายังไม่เคยเห็น และไม่ใช่เอกสารชี้มูลความผิด รวมถึงพร้อมจะปรับปรุงข้อบังคับเพื่อให้ถูกต้อง
- อย่างไรก็ตาม ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นความพยายามเพื่อจะดิสเครดิต เพื่อหาเสียงสนับสนุนในการแก้ไขกฎหมายหรือไม่ โดยความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า “ไทยพีบีเอส” ทุจริตและไม่มีประสิทธิภาพ
- สำหรับร่างที่เสนอกันอยู่ ใจความสำคัญคือการยกเลิกกลไกที่ส่งเงินภาษีสุราและยาสูบส่วนเพิ่มให้ “ไทยพีบีเอส” โดยตรง แล้วเปลี่ยนมาจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และไม่ได้มีแค่ “ไทยพีบีเอส” เท่านั้น แต่ยังรวมถึง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติด้วย ฝั่งที่เสนอก็คงบอกว่าเพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ตรวจสอบได้ผ่านระบบงบประมาณ ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ปัญหาคือเมื่อเงินต้องผ่านการพิจารณาทุกปี ก็เท่ากับว่าทุกปี “ไทยพีบีเอส” ต้องเป็นฝ่ายไปขอ และคนที่มีอำนาจอนุมัติหรือตัดงบ ก็คือฝ่ายที่เขาต้องตรวจสอบนั่นเอง ขณะนี้ร่างอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 14 ตุลาคม 2569
- เราลองมาจินตนาการว่าหากเปลี่ยนที่มารายได้ให้มาจากงบประมาณแผ่นดินจะเป็นอย่างไร อย่างแรกก็ต้องมีคนของรัฐบาลเข้ามานั่งกำกับ ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการดูแลการใช้เงิน จะมีการตั้งบอร์ดขึ้นมา และส่งคนเข้ามาเป็นผู้บริหาร
- ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่แปลก เพราะใครเป็นเจ้าของเงิน คนนั้นก็ย่อมมีอำนาจในการเข้ามา
- และจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็คงคาดเดากันได้ เพราะตัวอย่างมีให้เห็น
- ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบรรดาช่องที่เป็นของ “รัฐ” ทั้งช่อง 11 และช่อง 9 นั้น ไม่สามารถวิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ต่างจาก “ไทยพีบีเอส” ที่รัฐบาลไม่สามารถเข้ามาทำอะไรได้
- ต้องบอกว่า จริงอยู่ที่ “ไทยพีบีเอส” มีปัญหามากมายมหาศาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการดึงอำนาจรัฐเข้ามาจะทำให้ปัญหานั้นหมดไป ดีไม่ดีปัญหาใหม่เรื่องความไม่อิสระจะทับถมเข้ามา
- ไม่เชื่อลองไปดูที่ช่อง 11 ที่ผลงานที่ออกมาก็ประจักษ์ชัดว่าเป็นอย่างไร
- ถ้าจะแก้จริง ปัญหาที่ถูกชี้ไว้มีอยู่แล้ว และแก้ได้โดยไม่ต้องแตะที่มาของเงิน เริ่มจากเปิดเผยหลักเกณฑ์และราคากลางในการจ้างผลิตรายการให้สาธารณะเห็น ออกระเบียบค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมรายการให้ชัดเจน ลดการจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง และวางตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ให้ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนเกณฑ์ไปมา ทั้งหมดนี้ไม่ต้องรื้อ “เกราะ” อะไรเลย และ “ไทยพีบีเอส” เองก็บอกแล้วว่าพร้อมปรับปรุงข้อบังคับ
- หากอยากแก้ก็ไปแก้ให้ตรงจุด ไม่ใช่ใช้จุดอ่อนเพื่อก้าวเข้ามาสู่แผนที่ตัวเองวางเอาไว้