พี่ศรี มาเอง! ร้องสอบอนุทิน-อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนฯ ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง เข้าข่ายรายงานเท็จ-นายหูเบาหรือไม่
วันที่ 9 ต.ค.69 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ไต่สวนเพื่อวินิจฉัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รวมทั้ง รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตผู้ว่าปราจีนบุรี กรณีการโยกย้ายนายอำเภอบ้านสร้างออกนอกพื้นที่เพื่อสอบสวน และปิดจบไปเป็นนายอำเภอลำสนธิภายใน 48 ชม.นั้น ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งรายงานเท็จ-นายหูเบา เข้าข่ายทุจริต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำหนิการทำงานของนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2569 ในที่ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านการยิงสัญญาณสดเรียลไทม์บนเฟซบุ๊กและ YouTube ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) ร่วมกับเพจกรมประชาสัมพันธ์
โดยมีสื่อมวลชนและสำนักข่าวต่างๆ เข้าบันทึกภาพและดึงสัญญาณสดไปออกอากาศขนานผ่านช่องทางทีวีดิจิทัลและสื่อออนไลน์พร้อมกัน ส่งผลให้คำสั่งการและถ้อยคำตำหนิต่างๆ ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนทันทีโดยไม่มีการตัดต่อ โดยประณามนายอำเภอบ้านสร้างด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น "น่าอับอาย/น่าละอาย" "รับราชการไม่ได้" "เศร้าใจที่มีคนประเภทนี้" พร้อมสั่งให้สอบวินัยและทัศนคติ
แต่ทว่าโลกโซเชียลและสื่อมวลชนได้ขุดคุ้ยที่มา ประวัติ และผลงานของนายอำเภอบ้านสร้างและผู้ที่เสนอสั่งย้ายออกนอกพื้นที่กันอย่างมากมาย กลายเป็นกระแสตีกลับทำให้กระทรวงมหาดไทยต้องมีคำสั่งด่วน!! ใหม่ให้นายเสฏฐวุฒิ ไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี หลังจากเพิ่งมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครองเพียง 48 ชั่วโมง เพราะถ้าให้กลับไปที่เดิมคงจะเสียหน้า แต่ใช้ข้ออ้างว่าเป็นนายอำเภอบ้านสร้างมาเกิน 5 ปีแล้วแทน ส่วนเรื่องการสอบวินัยไม่พูดถึงเลย
การกระทำดังกล่าวมีข้อพิรุธมากมาย เพราะหนังสือผู้ว่าคนเดิมขอให้ย้ายนายอำเภอบ้านสร้างออกนอกพื้นที่ไม่มีเหตุผลอธิบาย ซึ่งขัดต่อหลักคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการย้ายข้าราชการระดับผู้บริหารจากความบกพร่อง จำเป็นต้องมีรายงานข้อเท็จจริง หรือเอกสารอ้างอิงพยานหลักฐานเชิงประจักษ์แนบประกอบด้วย และการด่าทอของนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเกียรติยศและวงศ์ตระกูลของผู้ใช้นามสกุลร่วมของนายอำเภออย่างชัดเจน ฯลฯ
การกระทำทั้งหมดที่เริ่มต้นมาจากหนังสือของอดีตผู้ว่าฯปราจีน ไปจนมีคำสั่งของอธิบดีกรมการปกครองที่กลับไปกลับมาเป็นไม้หลักปักเลน รวมทั้งลิ่วล้อที่ออกมาแก้ตัวแทนนายกฯนั้น อาจเป็นการชงข้อมูลอันเป็นเท็จต่อนายและสาธารณะ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งรายงานเท็จ-นายหูเบา เข้าข่ายทุจริต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อมิให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบต่อไป ดังบรรทัดฐานที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาคดีนายถวิล เปลี่ยนสีไว้แล้ว ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.33/2557 นั่นเอง
อ่านข่าวเพิ่มเติม