โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“รางวัลโนเบลสาขาเคมี 2026” ตกเป็นของคู่หูนักวิทยาศาสตร์ผู้ไขความลับ “โมเลกุลแบบภาพในกระจกเงา”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 08 ต.ค. เวลา 07.39 น.
รางวัลโนเบลเคมี (Nobel Prize in Chemistry) ประจำปี 2026 ได้มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน ผู้ไขความลับโมเลกุลเคมีแบบ “ภาพสะท้อนในกระจก” ต่อยอดแนวคิดนักวิทยาศาสตร์ในตำนานอย่าง “หลุยส์ ปาสเตอร์”

รางวัลโนเบล เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนฝันถึง เมื่อวันพุธที่ 7 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศรางวัลนี้ในสาขาเคมี โดย อองรี กากอง (Henri Kagan) และเคนโซ โซไอ (Kenso Soai) ได้คว้ารางวัลนี้ไป จากผลงานการไขปริศนาที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับโมเลกุลที่ไม่สมมาตรในลักษณะภาพสะท้อนในกระจก หรือ mirror image ซึ่งเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการผลิตยา

คู่หูผู้ไขปริศนา

โซไอ (Soai) วัย 76 ปี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ส่วนกากอง (Kagan) วัย 95 ปี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โดยผลงานของพวกเขาทั้งสองคน เป็นการต่อยอดมาจากการค้นพบของ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19

โซไอ กล่าวผ่านทางโทรศัพท์ในงานแถลงข่าวรางวัลโนเบลว่า วันนี้เป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเขา และเขารู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัลนี้รวมกันกับศาสตราจารย์อองรี กากอง (Henri Kagan) พร้อมเสริมว่าเขากำลังออกไปซื้อของชำตอนที่ได้รับข่าวนี้

ส่วนทางฝั่งของศาสตราจารย์อองรี กากอง (Henri Kagan) ถึงแม้สำนักข่าวรอยเตอร์จะยังไม่สามารถติดต่อเพื่อขอความเห็นในข่าวนี้ได้ แต่จากการสัมภาษณ์ เวรอนิก เลอ เดิงฟ์ (Veronique Le Deunff) บุตรสาวของอองรี เธอกล่าวว่า เธอรู้สึกมีความสุขมาก ที่ความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ในผลงานของคุณพ่อของเธอได้เปิดหนทางใหม่ ๆ สำหรับการวิจัย

ในขณะที่ผู้นำประเทศของทั้งสองฝั่งก็ได้ออกมาแสดงความยินดีกับนักวิทยาศาสตร์ของประเทศตนเองเช่นกัน โดย ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสอย่าง เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ได้แสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลผ่านทางแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โดยกล่าวว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับประเทศ ในด้านของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ก็ได้กล่าวกับโซไอ (Soai) ว่า ในฐานะคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขาภูมิใจในตัวโซไอมาก

โมเลกุลแบบ 'มือขวา' และ 'มือซ้าย'

ในด้านของผลงานที่ได้รับรางวัล เป็นการอธิบายถึงรูปแบบโมเลกุล โดยโมเลกุลทั้งหลายที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตมีอยู่สองรูปแบบที่เป็นภาพสะท้อนในกระจกของกันและกัน เปรียบเสมือนมือซ้ายและมือขวา ทว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่กลับเลือกใช้เพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า โฮโมไคราลิตี (homochirality) และเป็นสิ่งที่สร้างความฉงนให้กับนักเคมีมานานกว่าศตวรรษ

รางวัลในปีนี้มอบให้แก่ผลงานการค้นพบที่แสดงให้เห็นว่า ปฏิกิริยาเคมีสามารถถูกควบคุมให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นโมเลกุลภาพสะท้อนกระจกเงาเพียงรูปแบบเดียวได้ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักเคมีในการออกแบบปฏิกิริยาเพื่อผลิตยารักษาโรค

ปีเตอร์ ซอมไฟ (Peter Somfai) สมาชิกคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเคมีกล่าวว่า ยาในรูปแบบ 'มือซ้าย' อาจให้ผลลัพธ์อย่างหนึ่ง ในขณะที่ รูปแบบ 'มือขวา' อาจให้ผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีวิธีการเตรียมสารเหล่านี้โดยสามารถเลือกเจาะจงรูปแบบที่ต้องการได้ และยังกล่าวอีกว่า การค้นพบของผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิธีการดังกล่าว เพราะได้มอบเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพสำหรับการดำเนินการนี้

ต่อยอดจากผลงานของหลุยส์ ปาสเตอร์

งานชิ้นนี้เป็นการต่อยอดงานของ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างคุณประโยชน์มากมายแก่วงการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ โดยขณะที่หลุยส์กำลังศึกษาเรื่อง กรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตไวน์ เขาพบว่าแบคทีเรียจะหมักกรดทาร์ทาริกเพียงรูปแบบเดียวจากสองรูปแบบที่มีอยู่ นั่นคือรูปแบบที่พบได้ตามธรรมชาติ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งนั้นไม่เกิดกระบวนการหมักแต่อย่างใด

การค้นพบนี้ของหลุยส์ (Loius) พิสูจน์ให้เห็นว่าสารบางชนิดมีอยู่สองรูปแบบ และมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งรูปแบบหนึ่งอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพได้ แต่โจทย์เรื่อง “วิธีการสร้างสารให้ได้รูปแบบที่ต้องการ” ณ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ จนกระทั่งกากอง (Kagan) และโซไอ (Soai) ประสบความสำเร็จในการสร้างปฏิกิริยาแบบอสมมาตร (asymmetric reactions) ซึ่งทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งออกมาในปริมาณที่มากกว่าอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...