โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 3 ความเสี่ยง Climate ไทยรับศึกต้นทุนพุ่ง-กฎคาร์บอน-ภัยพิบัติ

เดลินิวส์

อัพเดต 29 ตุลาคม 2569 เวลา 23.19 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กรมโลกร้อนฉายภาพกติกาคาร์บอนโลก ปี 2570 เปิด 3 ความเสี่ยง Climate จับตาต้นทุนคาร์บอน-กฎส่งออก ธุรกิจไทยเร่งปรับตัว

ปี 2570 จะเป็นช่วงที่กติกาด้านสภาพภูมิอากาศของโลกส่งผลต่อภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิต การค้าระหว่างประเทศ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และภัยพิบัติอื่นๆ ที่กระทบประชาชนและเศรษฐกิจโดยตรง

‘เดลินิวส์’ จึงจัดงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม โดยได้รับเกียรติจาก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาหัวข้อ พลังงานไทย 2027 พร้อมแค่ไหน? ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้คนไทย พร้อมทั้ง ‘โกเมศ พุทธสอน’ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ฉายมุมมองให้คนไทย และนักธุรกิจเตรียมพร้อมรับมือกฎหมายด้านความยั่งยืนในปี 70 หัวข้อ รู้ก่อน พร้อมก่อน : เปิดกติกา Climate ที่ไทยกำลังจะเจอ

โกเมศกล่าวว่า ปี 2570 จะเป็นช่วงที่โลกเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่การลงมือทำจริง ซึ่งจะส่งผลต่อการค้า การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงของประเทศและภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องเตรียมรับมือทั้งผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ความผันผวนของต้นทุน และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ความเสี่ยงเหล่านี้แบ่งได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ภัยทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อชุมชน เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน, 2. ความผันผวนของตลาด โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบที่อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและกระทบห่วงโซ่อุปทาน และ 3. ความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านคาร์บอนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ หากไม่เตรียมรับมือ ไทยอาจเสีย GDP ถึง 7-14% ภายในปี 2593

เป้าหมายต้องทำได้จริง

ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นขั้นๆ โดยเป้าหมายปี 2573 ภายใต้ NDC 2.0 คือ ลดการปล่อย 30-40% จากกรณีปกติ ส่วน NDC 3.0 กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% จากปีฐาน 2562 ภายในปี 2578 โดยให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

ซึ่งการลดการปล่อยต้องครอบคลุม 6 ภาคส่วน ได้แก่ พลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ของเสีย รวมถึงป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขั้นต่อไปจึงต้องทำให้เป้าหมายเหล่านี้กลายเป็นแผนงาน มาตรการ งบประมาณ และระบบติดตามผลที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ทางกรมฯ กำลังเตรียมคือร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยร่างดังกล่าววางแนวทางไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การกำหนดนโยบายและแผน 2. การจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก 3. การกำหนดราคาคาร์บอน 4. การวางแผนรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และ 5. การจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซ การปรับตัว และเทคโนโลยี โดยภาครัฐจะกำหนดนโยบายและกำกับดูแล ส่วนธุรกิจต้องรายงานข้อมูลเมื่อเข้าเกณฑ์ที่กำหนด

คาร์บอนกลายเป็นต้นทุน

เครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอนมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ภาษีคาร์บอน ซึ่งรัฐกำหนดอัตราภาษีสำหรับการปล่อยหรือสินค้าที่เกี่ยวข้อง ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งกำหนดเพดานการปล่อยและเปิดให้ซื้อขายสิทธิ และคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นหน่วยจากโครงการลดหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง

สำหรับประเทศไทย เริ่มนำราคาคาร์บอนไปรวมในโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 ในอัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยเน้นภาคพลังงานและกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมระบุช่วงนำร่องเบื้องต้นในปี 2572–2573

เมื่อการปล่อยก๊าซมีต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง มาตรการเหล่านี้อาจกระทบต่อกิจการที่ใช้พลังงานมากและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก และส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคขนส่ง ผู้จัดหาวัตถุดิบ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนผู้บริโภค โกเมศระบุว่า การออกแบบระบบต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขัน ใช้มาตรการอย่างเป็นขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และมีแนวทางช่วยเหลือผู้บริโภคกับกลุ่มเปราะบางไม่ให้รับภาระค่าครองชีพมากเกินไป

สำหรับเอสเอ็มอี ผลกระทบอาจเริ่มตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดหาสินค้าให้บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องส่งข้อมูลคาร์บอนของสินค้าและกระบวนการผลิตให้คู่ค้า รวมถึงต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการตรวจสอบข้อมูล ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีข้อมูลคาร์บอนน่าเชื่อถือก็อาจมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ได้

ซึ่งโกเมศชี้ว่าแนวทางในการเตรียมตัวมี 3 ขั้นตอน คือ 1. ตรวจสอบข้อกำหนดของลูกค้าและตลาดส่งออก 2. จัดเก็บข้อมูลพลังงาน วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง และของเสียให้เป็นระบบ และ 3. ลดต้นทุนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมพัฒนาข้อมูลให้ตรวจสอบได้

โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีทั้งคาร์บอนฟุตพรินต์ระดับองค์กร คาร์บอนฟุตพรินต์ระดับผลิตภัณฑ์ และข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าส่งออกตามเกณฑ์ของมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ทั้งนี้ SMEs ไม่จำเป็นต้องรายงานก๊าซเรือนกระจกทุกแห่งโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและข้อกำหนดตามกฎหมาย โดยภาครัฐมีบทบาทสนับสนุนความรู้ เครื่องมือ เทคโนโลยี และเงินทุนเพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับตัว

ลดก๊าซพร้อมรับภัยพิบัติ

นอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ไทยยังต้องเตรียมรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบประชาชนและเศรษฐกิจ โดยมีแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานกับความมั่นคงของมนุษย์

การนำข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ แผนที่ความเสี่ยง และระบบสารสนเทศมาใช้ จะช่วยให้แต่ละพื้นที่เตรียมรับมือได้ตรงกับปัญหามากขึ้น เช่น เมืองนำข้อมูลไปวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สีเขียว ภาคเกษตรใช้วางแผนจัดการน้ำและการผลิต ภาคธุรกิจใช้ประเมินความเสี่ยงต่อสถานประกอบการและห่วงโซ่อุปทาน ส่วนพื้นที่ชายฝั่งใช้ประกอบการวางแผนรับมือการกัดเซาะและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ด้านการเตือนภัยก็จะต้องทำให้ประชาชนมีเวลารับมือ โดยเริ่มจากระบุพื้นที่และกลุ่มเสี่ยง ติดตามสถานการณ์และพยากรณ์ล่วงหน้า สื่อสารคำเตือนให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชน ก่อนให้หน่วยงานและชุมชนเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา ทั้งหมดต้องคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางซึ่งอาจได้รับผลกระทบมากกว่าคนกลุ่มอื่น

อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามคือกฎด้านคาร์บอนจากตลาดต่างประเทศ เพราะข้อกำหนดเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ธุรกิจต้องจัดทำและต้นทุนในการส่งออก มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเข้าสู่ระยะบังคับใช้แล้ว ส่วนมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหราชอาณาจักร (UK CBAM) มีกำหนดเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2570 ขณะที่สหภาพยุโรปกำหนดเริ่มจำหน่ายใบรับรองวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2570 และให้ส่งรายงานประจำปีกับส่งมอบใบรับรองครั้งแรกภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) รวมถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมายภูมิอากาศไทย ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งรายละเอียดและแนวทางบังคับใช้จะมีผลต่อการเตรียมตัวของภาคธุรกิจ

โกเมศย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อสุขภาพ อาชีพ รายได้ และความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือทั้งกฎการค้าและภัยพิบัติ ด้วยการทำความเข้าใจกฎที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อมูลคาร์บอน และลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

“หากเรารู้กติกาก่อน รู้ความเสี่ยงก่อน และเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายด้าน Climate ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาได้อย่างมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน” โกเมศกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...