สภาลาวรับรอง ‘สะเหลิมไซ กมมะสิด’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เปิดเส้นทางนักการทูตสู่ผู้นำรัฐบาล
วันนี้ (5 ตุลาคม) สภาแห่งชาติ สปป.ลาว มีมติรับรองให้ สะเหลิมไซ กมมะสิด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ต่อจาก สอนไซ สีพันดอน ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 2 ของสภาแห่งชาติชุดที่ 10 ณ นครหลวงเวียงจันทน์
ประเด็นสำคัญ
- จากห้องเรียนในมอสโกและเมลเบิร์น สู่งานการทูต
- ภูมิหลังครอบครัวที่เชื่อมโยงกับการเมืองลาว
สำนักข่าวสารประเทศลาว หรือ KPL รายงานว่า สมาชิกสภาแห่งชาติที่เข้าร่วมประชุมทั้ง 158 คน ลงมติเห็นชอบการแต่งตั้งสะเหลิมไซเป็นนายกรัฐมนตรี คิดเป็นเสียงสนับสนุน 100% ของผู้เข้าร่วมประชุม นับเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำรัฐบาลจากผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารมาสู่นักการทูตที่ทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
สะเหลิมไซเกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2511 ที่แขวงหัวพัน ปัจจุบันอายุ 57 ปี และจะมีอายุครบ 58 ปีในช่วงปลายเดือนนี้ เส้นทางการทำงานของเขาครอบคลุมทั้งงานการทูตระดับทวิภาคี งานองค์การระหว่างประเทศ และการบริหารรัฐบาล ก่อนก้าวขึ้นรับตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารลาว
จากห้องเรียนในมอสโกและเมลเบิร์น สู่งานการทูต
ตามประวัติที่เผยแพร่ สะเหลิมไซศึกษาระดับปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรัฐมอสโก ระหว่างปี 2529-2535 ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการศึกษาระหว่างประเทศและการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยโมนาช เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างปี 2539-2540
มหาวิทยาลัยโมนาชระบุว่า เขาสำเร็จการศึกษาในปี 2540 และเป็นนักศึกษาจากลาวคนแรกที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ประสบการณ์การศึกษาในทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานการทำงานด้านการต่างประเทศของสะเหลิมไซ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ รัสเซีย และฝรั่งเศสได้ นอกเหนือจากภาษาลาว
เขาเริ่มรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2535 โดยรับผิดชอบงานเกี่ยวกับออสเตรเลีย ก่อนย้ายมาดูแลงานเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา และต่อมาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายยุโรปตะวันตก กรมยุโรปและอเมริกา
ระหว่างปี 2543-2546 สะเหลิมไซปฏิบัติหน้าที่เลขานุการโทของคณะผู้แทนถาวรลาวประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จากนั้นกลับมารับผิดชอบงานองค์การสหประชาชาติในกระทรวงการต่างประเทศ และเลื่อนขึ้นเป็นรองอธิบดี ก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศในช่วงปี 2550-2554
จากผู้แทนลาวในสหประชาชาติ สู่รัฐมนตรีต่างประเทศ
สะเหลิมไซได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี 2554 ก่อนดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรลาวประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ระหว่างปี 2555-2556
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เขาขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเดือนเมษายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่ลาวทำหน้าที่ประธานอาเซียน
ในเดือนมิถุนายน 2565 สะเหลิมไซได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี โดยยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนพฤศจิกายน 2567 และมี ทองสะหวัน พมวิหาน รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อจากเขา
การเปลี่ยนบทบาทครั้งนั้นทำให้สะเหลิมไซขยับจากงานการทูตเข้าสู่งานบริหารรัฐบาลมากขึ้น กระทั่งในเดือนมีนาคม 2569 สภาแห่งชาติรับรองคณะรัฐมนตรีที่สอนไซเสนอ โดยสะเหลิมไซดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและผู้ประจำการรัฐบาล ขณะที่ยังเป็นสมาชิกกรมการเมืองของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว
ภูมิหลังครอบครัวที่เชื่อมโยงกับการเมืองลาว
ข้อมูลที่ แคน สาริกา รายงานระบุว่า สะเหลิมไซเป็นบุตรคนโตของ พลจัตวา ทองไหล กมมะสิด อดีตรองหัวหน้ากรมใหญ่การเมืองกองทัพประชาชนลาว ผู้เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติและปฏิบัติงานในฐานที่มั่นเมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน
รายงานดังกล่าวยังระบุว่า สมาชิกตระกูลกมมะสิดที่มีบทบาทในฝ่ายบริหารและกองทัพ ได้แก่ มะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ พลโท สายใจ กมมะสิด รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศและหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ
สำหรับชีวิตส่วนตัว สะเหลิมไซสมรสกับ อาลุนี กมมะสิด มีบุตรสาว 2 คน นับถือศาสนาพุทธ และชื่นชอบกีฬาฟุตบอลกับกอล์ฟ
การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสะเหลิมไซจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้ที่เติบโตจากสายงานการต่างประเทศ ผ่านการเป็นตัวแทนลาวในเวทีสหประชาชาติ การกำกับนโยบายต่างประเทศ และงานบริหารในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้ารับหน้าที่นำรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569
อ้างอิง: สำนักข่าวสารประเทศลาว (KPL), มหาวิทยาลัยโมนาช, Vientiane Times และข้อมูลประวัติที่ได้รับข้อมูลภูมิหลังครอบครัว: แคน สาริกา