โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาลาวรับรอง ‘สะเหลิมไซ กมมะสิด’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เปิดเส้นทางนักการทูตสู่ผู้นำรัฐบาล

THE STANDARD

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สภาลาวรับรอง ‘สะเหลิมไซ กมมะสิด’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เปิดเส้นทางนักการทูตสู่ผู้นำรัฐบาล

วันนี้ (5 ตุลาคม) สภาแห่งชาติ สปป.ลาว มีมติรับรองให้ สะเหลิมไซ กมมะสิด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ต่อจาก สอนไซ สีพันดอน ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 2 ของสภาแห่งชาติชุดที่ 10 ณ นครหลวงเวียงจันทน์

ประเด็นสำคัญ

  • จากห้องเรียนในมอสโกและเมลเบิร์น สู่งานการทูต
  • ภูมิหลังครอบครัวที่เชื่อมโยงกับการเมืองลาว

สำนักข่าวสารประเทศลาว หรือ KPL รายงานว่า สมาชิกสภาแห่งชาติที่เข้าร่วมประชุมทั้ง 158 คน ลงมติเห็นชอบการแต่งตั้งสะเหลิมไซเป็นนายกรัฐมนตรี คิดเป็นเสียงสนับสนุน 100% ของผู้เข้าร่วมประชุม นับเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำรัฐบาลจากผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารมาสู่นักการทูตที่ทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

สะเหลิมไซ กมมะสิด

สะเหลิมไซเกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2511 ที่แขวงหัวพัน ปัจจุบันอายุ 57 ปี และจะมีอายุครบ 58 ปีในช่วงปลายเดือนนี้ เส้นทางการทำงานของเขาครอบคลุมทั้งงานการทูตระดับทวิภาคี งานองค์การระหว่างประเทศ และการบริหารรัฐบาล ก่อนก้าวขึ้นรับตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารลาว

จากห้องเรียนในมอสโกและเมลเบิร์น สู่งานการทูต

ตามประวัติที่เผยแพร่ สะเหลิมไซศึกษาระดับปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรัฐมอสโก ระหว่างปี 2529-2535 ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการศึกษาระหว่างประเทศและการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยโมนาช เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างปี 2539-2540

มหาวิทยาลัยโมนาชระบุว่า เขาสำเร็จการศึกษาในปี 2540 และเป็นนักศึกษาจากลาวคนแรกที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ประสบการณ์การศึกษาในทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานการทำงานด้านการต่างประเทศของสะเหลิมไซ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ รัสเซีย และฝรั่งเศสได้ นอกเหนือจากภาษาลาว

เขาเริ่มรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2535 โดยรับผิดชอบงานเกี่ยวกับออสเตรเลีย ก่อนย้ายมาดูแลงานเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา และต่อมาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายยุโรปตะวันตก กรมยุโรปและอเมริกา

ระหว่างปี 2543-2546 สะเหลิมไซปฏิบัติหน้าที่เลขานุการโทของคณะผู้แทนถาวรลาวประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จากนั้นกลับมารับผิดชอบงานองค์การสหประชาชาติในกระทรวงการต่างประเทศ และเลื่อนขึ้นเป็นรองอธิบดี ก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศในช่วงปี 2550-2554

จากผู้แทนลาวในสหประชาชาติ สู่รัฐมนตรีต่างประเทศ

สะเหลิมไซได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี 2554 ก่อนดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรลาวประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ระหว่างปี 2555-2556

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เขาขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเดือนเมษายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่ลาวทำหน้าที่ประธานอาเซียน

ในเดือนมิถุนายน 2565 สะเหลิมไซได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี โดยยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนพฤศจิกายน 2567 และมี ทองสะหวัน พมวิหาน รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อจากเขา

การเปลี่ยนบทบาทครั้งนั้นทำให้สะเหลิมไซขยับจากงานการทูตเข้าสู่งานบริหารรัฐบาลมากขึ้น กระทั่งในเดือนมีนาคม 2569 สภาแห่งชาติรับรองคณะรัฐมนตรีที่สอนไซเสนอ โดยสะเหลิมไซดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและผู้ประจำการรัฐบาล ขณะที่ยังเป็นสมาชิกกรมการเมืองของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

ภูมิหลังครอบครัวที่เชื่อมโยงกับการเมืองลาว

ข้อมูลที่ แคน สาริกา รายงานระบุว่า สะเหลิมไซเป็นบุตรคนโตของ พลจัตวา ทองไหล กมมะสิด อดีตรองหัวหน้ากรมใหญ่การเมืองกองทัพประชาชนลาว ผู้เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติและปฏิบัติงานในฐานที่มั่นเมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า สมาชิกตระกูลกมมะสิดที่มีบทบาทในฝ่ายบริหารและกองทัพ ได้แก่ มะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ พลโท สายใจ กมมะสิด รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศและหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ

สำหรับชีวิตส่วนตัว สะเหลิมไซสมรสกับ อาลุนี กมมะสิด มีบุตรสาว 2 คน นับถือศาสนาพุทธ และชื่นชอบกีฬาฟุตบอลกับกอล์ฟ

การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสะเหลิมไซจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้ที่เติบโตจากสายงานการต่างประเทศ ผ่านการเป็นตัวแทนลาวในเวทีสหประชาชาติ การกำกับนโยบายต่างประเทศ และงานบริหารในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้ารับหน้าที่นำรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569

อ้างอิง: สำนักข่าวสารประเทศลาว (KPL), มหาวิทยาลัยโมนาช, Vientiane Times และข้อมูลประวัติที่ได้รับข้อมูลภูมิหลังครอบครัว: แคน สาริกา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...