โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร กับทรัพยากรพลังงานใต้ทะเล กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังทั้งสองประเทศเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัญหาสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ “ทรัพยากร” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกำหนดเส้นเขตแดน และปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่ประเทศสิงคโปร์ กลายเป็นอีกก้าวสำคัญของข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลระหว่างสองประเทศ

ฝ่ายไทย นำโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำจุดยืนเรื่องการรักษาอธิปไตยและการปกป้องเขตแดน รวมถึงเกาะกูด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอให้พูดคุยเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรพลังงานใต้ทะเลก่อน โดยยังไม่จำเป็นต้องกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลในทันที

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

ท่าทีที่แตกต่างกันนี้ ทำให้คำถามสำคัญกลับมาอีกครั้งว่า ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาทางทะเล แท้จริงแล้วกำลังแข่งขันกันที่ “เส้นเขตแดน” หรือ “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

ปัญหา “เส้นเขตแดน” ยังไม่จบ แต่กลับถกแบ่งทรัพยากร

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง มองว่า ปัญหาสำคัญพื้นที่ทางทะเลไทย-กัมพูชา คือการที่ทั้งสองประเทศยังมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องแนวเส้นเขตแดน แต่ในช่วงหนึ่งกลับเดินหน้าเจรจาเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลควบคู่กัน “จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเชื่อมโยงกับการกำหนดแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องจากเขตแดนทางบกบริเวณ จ.ตราด ก่อนที่จะลากต่อออกไปยังอ่าวไทย”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

หนึ่งในปัญหาคือ แนวเส้นที่แต่ละฝ่ายใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิทางทะเลแตกต่างกัน โดยกัมพูชาอ้างแนวที่ลากจากชายฝั่ง ขณะที่ไทยใช้หลักการตามกฎหมายทะเลและแนวเส้นมัธยฐาน หรือ Median Line (ในทางกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ คือเส้นแบ่งเขตทางทะเลที่ลากให้ทุกจุดมีระยะห่างเท่ากันจากเส้นฐาน Baseline ของรัฐประชิดหรือรัฐตรงข้าม)

ปัญหาจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครจะได้ทรัพยากรเท่าไร” แต่ต้องย้อนกลับไปถึงคำถามว่า “เส้นเขตแดนทางทะเลควรอยู่ตรงไหน”

“MOU 2544” กับพื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร

ในปี 2544 ไทยและกัมพูชาลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ว่าด้วยพื้นที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อวางกรอบเจรจาทั้งเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล และการพัฒนาทรัพยากรไฮโดรคาร์บอนร่วมกัน พื้นที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า Overlapping Claims Area หรือ OCA ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

“ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง” อธิบายว่า การเจรจาหลังปี 2544 เคยมีแนวคิดเรื่องการแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล โดยพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ และมีการพิจารณาสัดส่วนผลประโยชน์ตามตำแหน่งของพื้นที่ … “แต่การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าไปถึงข้อยุติได้” นั่นก็เพราะผลผูกพันเกี่ยวกับการแบ่งทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

จึงเป็นปัญหาสำคัญ เพราะเมื่อยังไม่มีข้อยุติเรื่องเส้นแบ่งเขต การกำหนดว่าใครมีสิทธิในทรัพยากรใต้ทะเลมากน้อยเพียงใด ย่อมกลายเป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งตามมา หรือเรียกได้ว่า “ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก”

“ยุติขัดแย้ง” เริ่มจากแนวเส้นแบ่งเขตตามกฎหมายทะเล

“ทรงฤทธิ์” เสนอว่า หากต้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไทยและกัมพูชาควรเริ่มจากการกำหนดแนวเขตทางทะเลให้ชัดเจนเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ในทางกลับกัน หากพูดถึงการแบ่งทรัพยากรก่อนที่เส้นเขตแดนจะเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ก็อาจทำให้การเจรจาซับซ้อนขึ้น

ปัจจุบันหลังจากไทยยกเลิก MOU 2544 และหันมาใช้ UNCLOS เป็นกรอบดำเนินการ รัฐบาลไทยระบุว่า การเปลี่ยนกรอบดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจากับกัมพูชา แต่เป็นการปรับกรอบให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่กัมพูชาเลือกใช้กลไกการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS หลังไทยยกเลิก MOU ดังกล่าว

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

“UNCLOS” เปลี่ยนเกมเจรจาเส้นแบ่ง

การเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS ไม่ใช่สิ่งที่ไทยต้องหวาดวิตก หากทั้งสองฝ่ายใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์เดียวกันในการพิจารณา ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดสิทธิทางทะเลจากชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาเขตทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยทั่วไปกฎหมายทะเลกำหนดกรอบเรื่องทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และสิทธิในไหล่ทวีป แต่เมื่อพื้นที่ทางทะเลของรัฐสองประเทศอยู่ใกล้หรือทับซ้อนกัน ก็จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการกำหนดเส้นเขตแดนร่วมกัน

ดังนั้น ในมุมของอาจารย์ทรงฤทธิ์ หากนำหลัก UNCLOS มาเป็นตัวตั้ง การเจรจาจะต้องกลับมาอยู่บนคำถามเรื่อง “เส้น” ก่อนเรื่อง “ทรัพยากร” และพื้นที่ทับซ้อนที่กล่าวถึงกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้ไปทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศมีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนกันและต้องหาข้อยุติร่วมกัน

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

บทเรียนจาก “ติมอร์-เลสเต – ออสเตรเลีย”

เพื่ออธิบายว่า UNCLOS สามารถถูกนำมาใช้เป็นกลไกจัดการข้อพิพาทได้อย่างไร อาจารย์ทรงฤทธิ์ ยกกรณีติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลียเป็นตัวอย่าง ข้อพิพาททางทะเลของทั้งสองประเทศเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนและผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล ซึ่งมีการเจรจามายาวนาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการภายใต้ UNCLOS

สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดเส้นเขตแดนได้ในทันที แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างกรอบการเจรจา และเปิดทางให้คู่กรณีสามารถกลับไปจัดทำข้อตกลงร่วมกันได้ ในที่สุด ออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตลงนามสนธิสัญญากำหนดเขตแดนทางทะเลในปี 2561

กรณีดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้กระบวนการระหว่างประเทศเพื่อทำให้เห็นภาพพื้นที่และสิทธิของแต่ละฝ่ายชัดเจนขึ้น ก่อนนำไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากร

จัดการพื้นที่ทับซ้อน “เวียดนาม-มาเลเซีย” ไร้ขัดแย้ง

นอกจากติมอร์-เลสเตแล้ว อาจารย์ทรงฤทธิ์ยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเองมีประสบการณ์ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

กรณีไทย-เวียดนาม ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย และสามารถเจรจาจนนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงกำหนดเขตทางทะเลได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับในปี 2541 ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ส่วนไทย-มาเลเซีย ก็มีพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย และทั้งสองฝ่ายจัดทำกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการกำหนดเขตและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

ดังนั้น ในมุมของอาจารย์ทรงฤทธิ์ คำถามจึงไม่ใช่ว่า “พื้นที่ทับซ้อนจะเจรจาได้หรือไม่” แต่เป็นเหตุใดกรณีไทย-กัมพูชาจึงยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

เขตแดนชน “การเมือง” ชิงผลประโยชน์ใต้ทะเล

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาไทย - กัมพูชาซับซ้อนกว่าบางกรณี ไม่ได้มีเพียงข้อกฎหมายทางทะเล แต่ยังมีเรื่องการเมืองภายในของทั้งสองประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อประเด็นเขตแดนถูกเชื่อมโยงกับเรื่องอธิปไตย ชาตินิยม และผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล พื้นที่ OCA จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงภูมิศาสตร์ หากแต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรพลังงาน ซึ่งทำให้การกำหนดเส้นเขตแดนมีผลต่อสิทธิในการใช้ประโยชน์ในอนาคต

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

อาจารย์ทรงฤทธิ์ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมี “ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจทางการเมือง” เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเจรจามีความซับซ้อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อยุติที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

“ไทย-กัมพูชา” ชิงทรัพยากรไม่ใช่แค่เส้นแบ่ง

หลังไทยยกเลิก MOU 2544 และเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS เกมการเจรจาจึงเปลี่ยนจากกรอบเดิมไปสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้น โดยไทยยืนยันว่าการดำเนินการภายใต้กระบวนการนี้มุ่งที่การกำหนดเขตแดนทางทะเล ขณะที่กัมพูชาผลักดันให้มีการหารือเรื่องทรัพยากรและการพัฒนาร่วมด้วย

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถแยก “เส้นเขตแดน” ออกจาก “ผลประโยชน์ใต้ทะเล” ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากเส้นยังไม่ชัด การแบ่งทรัพยากรก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากทรัพยากรจำนวนมหาศาลยังคงอยู่ใต้ทะเลโดยไม่มีการพัฒนา ความล่าช้าของการเจรจาก็หมายถึงการที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าวได้

ท้ายสุด การเดิมพันอาจไม่ใช่เพียงว่า “ไทยหรือกัมพูชาจะได้พื้นที่มากกว่ากัน” แต่อาจอยู่ที่ว่า ใครจะสามารถวางกติกาให้เส้นเขตแดนและผลประโยชน์จากขุมทรัพย์ใต้ทะเลเดินไปด้วยกันได้ โดยไม่ให้ปัจจัยทางการเมืองกลายเป็นอุปสรรคต่อการหาข้อยุติ และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเกม “ไทย-กัมพูชา” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่กำลังเดินเข้าสู่เวที UNCLOS

อ่านข่าว

เทรนด์ใหม่มัดผม "มาลัยรัดเกล้า" TiKToKติดลมบน "วัยรุ่นเจน Z"

"ป่าล้อมเมือง" กลุ่มผึ้งหลวง ยุทธศาสตร์ส่ง "นฤพนธ์" นั่งนายก อบจ.นนทบุรี

ครม.ไฟเขียว ตั้ง "ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล" นั่งอธิบดี DSI

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

คืบหน้าเหตุเรือจมทะเล จ.ชลบุรี ล่าสุด มีรายงานเสียชีวิต 3 คน เร่งค้นหา 4 ผู้สูญหาย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครม.เห็นชอบตั้ง "มหาวิทยาลัยน่าน" ผุด 5 คณะใหม่ หวังแก้โจทย์พื้นที่

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เดินหน้า "ประกันภัยพิบัติ" วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 คว้าเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ 2026

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

ปปช. เปิดทรัพย์สิน “ยศชนัน” รวย 347 ล้าน มีที่ดิน 28 แปลง 123 ล้าน สะสมเพียบทั้งนาฬิกาหรู -กระเป๋าแบรนด์เนม-เครื่องประดับ

สยามรัฐ

‘รบ.’แจงยิบ ปัด’นายกฯ’ตีตกร่างกฎหมาย4 ฉบับ ยันไม่ปิดกั้น-กลัวซ้ำซ้อน

เดลินิวส์

'บิ๊กดุลย์' เผย รัฐบาล อนุมัติ งบ 3.5 พันล้านรับมือชายแดน หากมีรอบใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

เปิดเซฟ ยศชนัน รวย 347 ล้าน มีที่ดิน 28 แปลง ภริยาสะสมนาฬิกาหรู-กระเป๋าแบรนด์เนม

Khaosod

ศาลฎีกาไต่สวนนัด 2 คดี 44 อดีต ส.ส. ก้าวไกล เบิก 3 ข้าราชการสภาให้การ นัดหน้า 20 ต.ค. นี้

The Bangkok Insight

“เอกนิติ” ประชุมรับมือน้ำท่วมภาคกลาง เตรียมงบฉุกเฉินภาคละ 100 ล้าน ย้ำยังบริหารจัดการได้

สยามรัฐ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...