โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“หุ้นสหรัฐ-ดอลลาร์” ร่วง หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมชี้เดโมแครตจ่อครองทั้ง 2 สภา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นสหรัฐและดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลได้แรงซื้อ หลังผลนับคะแนนเบื้องต้นชี้เดโมแครตมีโอกาสชนะเลือกตั้งกลางเทอม โดย Kalshi ให้โอกาสครองสภาล่าง 99% และวุฒิสภา 95%

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงในการซื้อขายช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เบื้องต้น รวมถึงข้อมูลจากตลาดคาดการณ์ผลเลือกตั้ง (Prediction Markets) สะท้อนว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock) ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับแรงซื้อจากความคาดหวังว่ารัฐบาลอาจมีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการใช้จ่ายภาครัฐ

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.7% หลังพลิกจากการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% ในช่วงต้นของการซื้อขาย ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสูง ลดลง 1.3%

ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั้ง 10 สกุลในกลุ่ม G10 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 6 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ระดับ 4.91% สะท้อนแรงซื้อพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ส่วนดัชนี MSCI Asia Pacific ปรับตัวลดลง 0.5%

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายล้านคนออกมาใช้สิทธิ เพื่อกำหนดว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส รวมถึงการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่น โดยหน่วยเลือกตั้งชุดแรกปิดหีบในเวลา 18.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 06.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายนตามเวลาประเทศไทย

ข้อมูลจาก Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ผลเหตุการณ์สำคัญ ระบุว่าความน่าจะเป็นที่พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 99% ขณะที่โอกาสชนะเสียงข้างมากในวุฒิสภาอยู่ที่ประมาณ 95% สะท้อนความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา หรือที่เรียกว่า Democratic Sweep

นอกจากนี้ ความน่าจะเป็นที่พรรคเดโมแครตจะชนะทั้งสองสภาในตลาด Kalshi เพิ่มขึ้นเป็น 86% จากประมาณ 72% เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมุมมองนักลงทุนต่อผลการเลือกตั้ง

หนึ่งในสัญญาณสำคัญมาจากการแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในรัฐจอร์เจีย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต จะได้รับเลือกตั้งอีกสมัย โดยเอาชนะผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์

ชัยชนะดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจาก Kalshi เป็นความน่าจะเป็นที่สะท้อนการซื้อขายในตลาดคาดการณ์ ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ขณะที่การนับคะแนนในหลายพื้นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ณ เวลาที่ Bloomberg รายงาน

แอนดรูว์ ไทซ์เฮิร์สต์ (Andrew Ticehurst) นักกลยุทธ์อาวุโสด้านอัตราดอกเบี้ยของ Nomura Holdings ในซิดนีย์ กล่าวว่า ข่าวการนับคะแนนช่วงแรกและข้อมูลจากตลาดคาดการณ์บ่งชี้ว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ Blue Wave หรือชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตกำลังเพิ่มสูงขึ้น

โดยทั่วไป สถานการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินดอลลาร์ และเป็นปัจจัยบวกต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินเอเชียในช่วงเช้าสอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว

นักลงทุนทั่วโลกกำลังติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการเลือกตั้งอาจกำหนดทิศทางนโยบายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก

หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้สำเร็จ ตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากความคาดหวังว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเพิ่มการตรวจสอบกฎระเบียบในภาคธุรกิจที่มีการเติบโตสูง รวมถึงจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันวาระทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ภาวะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรค อาจส่งผลดีต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองอาจจำกัดการอนุมัติมาตรการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติม

บริจ คูรานา (Brij Khurana) ผู้จัดการกองทุนของ Wellington Management กล่าวว่า แม้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการนับคะแนน แต่ผลที่ออกมาสะท้อนว่าพรรคเดโมแครตอาจทำผลงานได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

เขามองว่าการที่รัฐบาลและสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรค มีแนวโน้มทำให้การใช้จ่ายทางการคลังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในอดีตสถานการณ์ลักษณะนี้มักเป็นปัจจัยสนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยข้อมูล ณ เวลาประมาณ 10.17 น. ตามเวลาญี่ปุ่น หรือ 08.17 น. ตามเวลาประเทศไทย มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญดังนี้

ตลาดหุ้น

  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า S&P 500 ลดลง 0.6%
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Nikkei 225 ในตลาดโอซากา ลดลง 2.2%
  • ดัชนี Topix ของญี่ปุ่น ลดลง 1%
  • ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย ลดลง 0.5%
  • ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง เพิ่มขึ้น 0.6%
  • ดัชนี Shanghai Composite ของจีน ลดลง 0.8%
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Euro Stoxx 50 ลดลง 0.7%

ตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลง 0.2% ขณะที่เงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 1.1233 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น 0.3% มาอยู่ที่ 158.24 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินหยวนในตลาดต่างประเทศเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ระดับ 6.6712 หยวนต่อดอลลาร์

ตลาดพันธบัตร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 5 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.91% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 1.5 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 2.785% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียอายุ 10 ปี ลดลง 2 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 5.06%

ตลาดคริปโทเคอเรนซี

บิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 76,844.56 ดอลลาร์ ขณะที่อีเธอร์ (Ether) ลดลง 1.3% มาอยู่ที่ 2,263.03 ดอลลาร์

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 96.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำตลาดสปอตเพิ่มขึ้น 0.3% มาอยู่ที่ 3,942.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญต่อตลาดการเงินโลก เนื่องจากจะกำหนดความสามารถของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่ง

หากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภาได้ จะทำให้ฝ่ายบริหารต้องเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายและมาตรการทางการคลังมากขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มแรงกดดันด้านการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ ทิศทางตลาดหุ้น ค่าเงินดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงการประเมินของนักลงทุน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...