โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดราม่า 'แก้วจุรี 4 สายพันธุ์' สิทธิใคร ผลประโยชน์ใคร?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เศรษฐกิจ

ใครจะคิดว่า “กะเพรา” ผักสวนครัวที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ตั้งแต่ร้านอาหารตามสั่งริมทางไปจนถึงครัวในบ้าน จะกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องหันมาจับตา

จุดเริ่มต้นมาจากกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ “กะเพราแก้วจุรี” จำนวน 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ก่อนที่มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้เอกชนถือสิทธิในพันธุ์พืชที่มีที่มาจากความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของรัฐ รวมถึงความโปร่งใสในการแบ่งปันผลประโยชน์จากงานวิจัย

จากเรื่องพันธุ์พืชที่ดูเหมือนเป็นประเด็นเฉพาะกลุ่ม กลับกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างรวดเร็ว เพราะกะเพราไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นวัตถุดิบประจำครัวเรือนไทย คำถามจึงตามมาเป็นพรวน

ตั้งแต่ต่อไปนี้ประชาชนยังเก็บเมล็ดกะเพราไว้ปลูกเองได้หรือไม่

ประชาชนและเกษตรกรจะได้รับผลกระทบอย่างไร

แล้วถ้ากะเพราสายพันธุ์ใหม่แพร่ไปผสมกับกะเพราพื้นเมือง จะกระทบต่อความหลากหลายของพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมหรือไม่

เมื่อกระแสเริ่มขยายวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงต้องออกมาชี้แจง

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนดำเนินการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อยื่นขอรับความคุ้มครองได้ ดังนั้น การจดทะเบียนกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนหรือเกษตรกรจะถูกห้ามปลูกกะเพรา

สิทธิที่ได้รับเป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียน ไม่ใช่การครอบครองกะเพราทั้งหมดในประเทศ โดยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนกะเพราพันธุ์ทั่วไป ประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูกและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ

แต่คำชี้แจงเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายข้อสงสัย สุริยะจึงสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนกะเพราพันธุ์แก้วจุรี 01-04 ทั้งขั้นตอนการวิจัยและการยื่นจดทะเบียน ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกับกะเพราพันธุ์ดั้งเดิม ตลอดจนขอบเขตสิทธิตามกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรและประชาชน

โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569

ด้านกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ก็ออกมาย้ำว่า การจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ไม่ได้ทำให้เอกชนผูกขาดกะเพราทั้งหมด และไม่ได้ห้ามประชาชนบริโภคหรือจำหน่ายผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง โดยต้องแยกให้ชัดระหว่างการใช้ประโยชน์จากผลผลิต กับการนำเมล็ดพันธุ์ กิ่งชำ หรือส่วนอื่นไปขยายพันธุ์ภายใต้สิทธิของผู้ทรงสิทธิ

ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีกะเพราที่ขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จำนวน 5 สายพันธุ์ แบ่งเป็นกะเพราแก้วจุรี 01-04 ของบริษัท ซีพีแรม และอีก 1 สายพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสิทธิการคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

กรมฯ ยืนยันด้วยว่า ประชาชนยังสามารถซื้อกะเพราทั่วไปมาปลูก เก็บใบจำหน่าย นำไปประกอบอาหารหรือแปรรูปได้ รวมถึงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในรอบถัดไปภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า ต้องเป็นไปตามสิทธิและเงื่อนไขการอนุญาตของผู้ทรงสิทธิ

อีกประเด็นที่กรมวิชาการเกษตรชี้แจงคือ บริษัทเอกชนได้ยื่นขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า พร้อมเสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และดำเนินการแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว

ฝั่งบริษัท ซีพีแรม ก็ยืนยันถึงที่มาของกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ว่า เกิดจากการนำกะเพราที่ใช้กันทั่วไปมาวิจัย ปรับปรุง และคัดเลือกให้มีลักษณะตามความต้องการของบริษัท ทั้งกลิ่นหอม รสเผ็ดเข้มข้น เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทยังย้ำว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย เพราะปัจจุบันมีกะเพรามากกว่า 200 สายพันธุ์ และมีผู้ประกอบการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 8 แบรนด์ อีกทั้งไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์แก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ให้ประชาชนทั่วไป แต่ใช้วิธีปลูกผ่านเกษตรกรในเครือข่าย เพื่อส่งผลผลิตเป็นวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานของบริษัทโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงจากทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะแกนหลักของเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงการอธิบายว่าประชาชนยังปลูกกะเพราได้หรือไม่ แต่ยังมีคำถามถึงกระบวนการได้มาซึ่งสิทธิ ความสัมพันธ์ระหว่างงานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัฐกับภาคเอกชน และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงธุรกิจ

ส่วนข้อกังวลเรื่องกะเพราสายพันธุ์ใหม่อาจผสมข้ามกับกะเพราพื้นเมืองนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก เนื่องจากการทดลองผสมพันธุ์ทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง ยังไม่สามารถทำให้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ดังกล่าวได้ อีกทั้งกะเพรากลุ่มนี้ยังติดเมล็ดได้ยาก จึงยังไม่พบปรากฏการณ์ตามข้อกังวล

ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยฯ กำลังพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์กะเพรา KU 034-C8-24 แบบไม่อาศัยเพศด้วยวิธีปักชำ เพื่อเตรียมขยายต้นพันธุ์ให้เกษตรกรและประชาชนได้ทดลองปลูก

ผศ.ดร.ชัชมาศยืนยันว่า งานของศูนย์วิจัยฯ ไม่ได้มุ่งสนับสนุนภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยปัจจุบันศูนย์ฯ รวบรวมและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์กะเพราไว้ถึง 135 สายพันธุ์ แบ่งเป็นการเก็บรักษาในห้องเย็นระยะสั้น 5-10 ปี และระยะกลาง 15-20 ปี

นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดพันธุ์พืชผักอีกกว่า 40 ชนิด อาทิ พริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และฟักทอง รวมแล้วมีเมล็ดพันธุ์พืชผักที่เก็บรักษาไว้มากกว่า 14,000 รายการ สะท้อนบทบาทของศูนย์วิจัยฯ ในการรวบรวมและรักษาทรัพยากรพันธุกรรมพืช ซึ่งเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์วิจัยฯ เตรียมเผยแพร่กะเพราสายพันธุ์ใหม่ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช พร้อมจัดทำคู่มือการปลูกกะเพราอย่างละเอียด เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของศูนย์ฯ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

สําหรับความร่วมมือวิจัยกับบริษัท ซีพีแรม ผศ.ดร.ชัชมาศระบุว่า ประโยชน์ที่ศูนย์วิจัยฯ ได้รับอยู่ในรูปขององค์ความรู้และข้อมูลจากการทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีผลตอบแทนเชิงธุรกิจหรือการแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ศูนย์ฯ

ส่วนรายละเอียดงบประมาณการวิจัยไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลความลับทางการค้าระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทเอกชน โดยศูนย์วิจัยฯ มีหน้าที่พัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ให้ตรงตามโจทย์ที่กำหนด ก่อนส่งมอบเมล็ดพันธุ์ตามข้อตกลงความร่วมมือ

กรณี “กะเพราแก้วจุรี” จึงเป็นมากกว่าเรื่องของผักสวนครัว 1 ชนิด แต่เป็นจุดชนวนที่สังคมชวนคิดถึงการจัดการทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศ

ท้ายสุด เรื่องนี้จะจบอย่างไร คงต้องรอความชัดเจนจากผลตรวจสอบ ในเร็ววันนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดราม่า ‘แก้วจุรี 4 สายพันธุ์’ สิทธิใคร ผลประโยชน์ใคร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...