IMF เตือนรัฐบาลไทย เร่งปฏิรูปการคลัง จับตาเอกนิติเดินหน้าภาษีบุหรี่อัตราเดียว
การประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากไปกว่าสองสัปดาห์แล้ว คำถามต่อจากนี้คือรัฐบาลไทยจะนำข้อหารือบนเวทีโลกมาขับเคลื่อนนโยบายในประเทศอย่างไร โดยเฉพาะการปฏิรูปการคลัง ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจะมีความหมายก็ต่อเมื่อต่อยอดเป็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจับต้องได้
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยระหว่างการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า สิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลต่างๆ คือ การเร่งซ่อมแซมพื้นฐานด้านการคลังก่อนรอยร้าวจะขยายกว้าง
รวมถึงย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ ทบทวนรายจ่าย และปรับปรุงการบริหารการเงินภาครัฐและเตือนว่าความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกกำลังถึงขีดจำกัด เพราะพื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศกำลังลดน้อยลง
"โจทย์การคลังของไทยวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาเกือบสองทศวรรษ และขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อรองรับวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ช่องว่างทางการคลังที่จะใช้รับมือวิกฤตครั้งต่อไปจึงแคบลงเรื่อยๆ ในขณะที่สังคมสูงวัยมีแต่จะเพิ่มภาระด้านสวัสดิการและสาธารณสุข ต้นทุนดอกเบี้ยของหนี้ที่สะสมมากขึ้นจะเบียดบังงบลงทุน"
รายได้ภาษีต่อ GDP ไทยยังต่ำ
สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน หากไม่เริ่มปรับโครงสร้างรายได้ตั้งแต่วันนี้ ความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพการคลังมีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลพร้อมนำผลการหารือและบทเรียนจากเวทีการเงินโลกมาสู่การปฏิบัติ ทั้งการปรับโครงสร้างการคลัง การลดรายจ่ายซ้ำซ้อน และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอของ IMF ในงานที่ผ่านมา
การปฏิรูปรายได้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขึ้นภาษีในวงกว้างซึ่งมีต้นทุนทางการเมืองสูง แนวทางที่ทำได้ทันทีคือการอุดช่องรั่วไหลและแก้โครงสร้างภาษีที่บิดเบือน ซึ่งเพิ่มรายได้รัฐได้โดยไม่สร้างภาระใหม่แก่ประชาชนส่วนใหญ่ ข้อเสนอปรับภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอัตราเดียวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะผ่านการศึกษามาหลายรอบแล้วและพร้อมสำหรับการตัดสินใจเดินหน้าได้
ก่อนหน้านี้นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่าข้อเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างภาษียาสูบของกรมสรรพสามิตได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในระดับกรมแล้ว แต่กระทรวงการคลังยังต้องการผลประเมินจากนักวิชาการอีกรอบเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคม ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านพ้นกรอบเวลาไปแล้ว จึงถึงเวลาที่กระทรวงการคลังควรตัดสินใจ
ปัญหาอยู่ที่ตัวโครงสร้างภาษี ระบบปัจจุบันแบ่งอัตราภาษีตามมูลค่าโดยใช้ราคาขายปลีกแนะนำเป็นเกณฑ์บุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 72 บาทเสียภาษี 25% ส่วนที่เกินเกณฑ์เสีย 42% บวกภาษีตามปริมาณมวนละ 1.25 บาท โครงสร้างนี้จูงใจให้ผู้ประกอบการตั้งราคาให้อยู่ในช่วงภาษีต่ำ รายได้รัฐจึงลดลงเรื่อย ๆ ตามมา
การใช้อัตราเดียวกับบุหรี่ทุกช่วงราคาจะขจัดแรงจูงใจดังกล่าว ทำให้สินค้าประเภทเดียวกันถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และทำให้ฐานรายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการยังแข่งขันด้านราคาได้ แต่ราคาจะไม่เป็นตัวกำหนดอัตราภาษีอีกต่อไป แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อแนะนำของ World Bank, WHO และ IMF และกับการยกระดับระบบภาษีให้ได้มาตรฐานสากลในช่วงที่ไทยเร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD
จี้ปราบบุหรี่ผิดกฏหมายเข้มข้น
ขณะเดียวกัน การปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการขายออนไลน์ต้องเข้มข้นขึ้น เพราะทุกซองที่หลุดไปสู่ตลาดเถื่อนคือรายได้ที่รัฐสูญเสียไป และการปรับโครงสร้างภาษีเพียงอย่างเดียวไม่อาจทดแทนการบังคับใช้กฎหมายได้ กระทรวงการคลังควรประกาศทิศทางการเดินหน้าโครงสร้างอัตราเดียว และกำหนดขั้นตอนพร้อมกรอบเวลาให้ผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัว เมื่อเริ่มใช้แล้วควรติดตามผล เพื่อปรับปรุงนโยบายจากผลที่เกิดขึ้นจริง
หลังเวที IMF–World Bank นายเอกนิติฯ มีโอกาสเปลี่ยนแผนการปฏิรูปให้เป็นผลงานที่จับต้องได้ ในภาวะที่ IMF เตือนให้เร่งสร้างความแข็งแกร่งทางการคลัง การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวจะเป็นสัญญาณแรกที่ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดบนเวทีโลกกำลังกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในระบบการคลังไทย