ริบอํานาจกมธ.ลาม ‘ศุภชัย-โรม’ฟาดเดือด/‘อนุทิน’ยินดีร่วมมือแต่ต้องยึดกม.
“อนุทิน” เคลียร์ปมร้อน "น้ำเงินกินรวบ-ศึกซักฟอก" ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เสาร์นี้ “มท.1” แจงข้อครหา กมธ.เพิกเฉยไม่สั่ง "อธิบดีปกครอง" แจงสอบท้องถิ่น ยันสั่งตามขั้นตอน ยินดีร่วมมือ แต่ต้องยึดตามระเบียบ-กม. “โฆษก รบ.” เหน็บฝ่ายค้านอย่างอแงเป็นเด็ก “ศุภชัย” นำทีม กมธ.กฎหมาย สัดส่วน "สส.ภท." ค้านมติ ชี้ 7 เสียงเรียก "อนุทิน" แจง ยันไม่ครบองค์ประชุมมติมิชอบ จ่อส่งสอบจริยธรรมเอาผิดรังสิมันต์-กมธ.ซีกฝ่ายค้าน “โรม” โต้ทันทีมติชอบตาม กม. เหน็บฝ่าย ภท.อยู่ไม่จบประชุมเอง “โสภณ” ร่อน จม.เปิดผนึก แจงวางแนวทางการทำงานของ กมธ. แค่ปัดฝุ่น กม.เก่าให้กระชับ ยึดหลักนิติรัฐไม่จำกัดอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหาร “พท.” มีมติส่ง "สรวงศ์" ชิงเลือกตั้งซ่อม สส.สระแก้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 6 พ.ย.2569 มีรายงานว่า ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ในวันเสาร์ที่ 7 พ.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะตอบคำถามแบบเจาะตรงถึงกระแสที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยจะตอบคำถามประเด็นการเมืองร้อน กรณีกระแสน้ำเงินกินรวบความสัมพันธ์กับ สว. และข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลเตะถ่วงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตลอดความพร้อมของรัฐบาลในการรับการตรวจสอบจากทุกฝ่าย
ขณะที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติเชิญนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ตนทำตามระเบียบและข้อกฎหมายทุกอย่าง ถ้าตรงไหนเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย รัฐบาลซึ่งหมายถึงตนและรัฐมนตรีก็พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย
ถามว่าหนังสือเชิญชี้แจงมาถึงนายกฯ แล้วหรือยัง นายอนุทินถามกลับว่า หนังสืออะไร งานไหน เมื่อไหร่ ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เป็นหนังสือของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ นายกฯ ตอบว่า ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าหนังสือยังมาไม่ถึง เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการพุ่งเป้ามาที่ตัวนายกฯ ที่อยากจะให้เข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนยินดีให้ความร่วมมือ แต่ต้องอยู่ในกรอบของระเบียบและกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า มองเป็นการเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เอาคืนเรื่องอะไร ก่อนผู้สื่อข่าวบอกว่า ที่บอกว่าให้นายกฯ ไปชี้แจงในที่ประชุมสภาฯ ทั้งที่ไม่เคยมีบรรทัดฐานมาก่อน นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้ติดหนี้อะไรใคร ไม่ต้องมาเอาคืนกับตน
ซักถึงกรณีมีการอ้างนายกฯ ไม่ได้สั่งให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปชี้แจงกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นต่อที่ประชุม กมธ.กฎหมาย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า สั่งครับ โดยหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนเลขานุการรัฐมนตรี ได้มีหนังสือออกไปให้ทางอธิบดีกรมการปกครองรับทราบ ซึ่งเรื่องเส้นทางของหนังสือในแต่ละหน่วยงาน แผนกรับ แผนกเกษียณหนังสือ และมีการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่จำเป็นว่าหนังสือทุกฉบับจะต้องถึงตนหมด
พอถามว่าที่มีการให้ข่าวเหมือนลักษณะว่านายกฯ ไม่ได้สั่งการให้ไปชี้แจง นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นการให้ข่าวโดยปราศจากข้อเท็จจริง และไม่รู้ว่าตั้งใจให้ข่าวเท็จหรือไม่ ซึ่งเขาก็ถนัดอยู่แล้ว เมื่อถามว่าการที่ กมธ.ใช้มติ 7 ต่อ 0 ได้ศึกษาข้อกฎหมายหรือไม่ว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ต้องศึกษาข้อกฎหมายใดๆ เพราะถ้าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือตามกฎหมาย ยินดีปฏิบัติอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มองว่า กมธ.ทำหน้าที่ลุแก่อำนาจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด
หนูยันร่วมมือตามกรอบกม.
ถามต่อว่า กมธ.การกฎหมายจะเชิญนายกฯ ไปชี้แจงในที่ประชุมสภาฯ จะไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ตามกฎหมาย มีแนวทางแล้วใช่หรือไม่ ไม่ว่าการจะเชิญใครไปชี้แจงในคณะ กมธ. คณะใดก็แล้วแต่ เห็นว่ามีแนวทางปฏิบัติออกมาแล้ว ถ้าอยู่ในขอบข่ายอำนาจและกฎหมาย รัฐบาลก็พร้อมที่จะปฏิบัติและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
“ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการที่จะไปชี้แจงเรื่องต่างๆ ให้เกิดความกระจ่างและให้เกิดความเข้าใจเป็นสิ่งที่พึงกระทำอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้” นายกฯ กล่าว
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เรื่องที่นายรังสิมันต์กล่าวหา รมว.มหาดไทยไม่ยอมสั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองไปชี้แจงในที่ประชุม กมธ. ตนได้ไปเสาะหาข้อเท็จจริงมานั้น มีหนังสือจาก กมธ.การกฎหมาย ลงวันที่ 30 ก.ย.ให้ รมว.มหาดไทยสั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อ กมธ. กรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 67-69 ต่อมาวันที่ 1 ต.ค.69 หัวหน้าสำนักงาน รมว.มหาดไทย ได้แจ้งต่ออธิบดีฯ ให้ทราบ วันที่ 5 ต.ค.69 อธิบดีมีหนังสือแจ้ง กมธ.การกฎหมายว่าไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ เนื่องด้วยติดภารกิจน้ำท่วมที่ จ.ปราจีนบุรี และได้แจ้งไปที่ กมธ.การกฎหมายให้รับทราบ พร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ TOR การสอบเพื่อบรรจุข้าราชท้องถิ่น ตามที่ กมธ.ร้องขอแล้ว และหากยังตอบไม่ครบถ้วนก็สามารถเรียกขอเอกสารมาเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ นายเอกภพยังตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็น โดยสรุปประเด็นแรก การใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยการเรียกอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งโดยปกติแล้วในสภาฯ หรือคณะกรรมาธิการ เราจะไม่ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งอำนาจเรียกพร่ำเพรื่อ จะใช้ต่อเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ หรือมีความจำเป็นจริงๆ ประเด็นที่สอง ได้มีการชี้แจงไปแล้ว และ กมธ.ก็มีการละเมิดกฎหมายในการมีมติเรียก ประเด็นสุดท้าย พอเห็นรัฐบาลเริ่มมีผลงานก็เลยคิดอยากจะหาซีนอะไรมากลบผลงานของรัฐบาลหรือไม่
“ตรงนี้หรือไม่ที่ฝ่ายค้านอดรนทนไม่ได้ อิจฉาตาร้อน จึงออกมาโวยวายนิดหน่อยตามประสางอแงของเด็กๆ และยังปล่อย Fake News และยังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ หรือใช้กฎระเบียบที่บิดเบือนเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง” นายเอกภพระบุ
ถามกรณีฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นระบอบสีน้ำเงินกินรวบสภาฯ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ใครกินรวบใคร เป็นการกล่าวหากันไป การทำงานของรัฐสภาในห้องประชุมใหญ่มี กมธ. แต่ละ กมธ.ก็ทำงานกันไป ซึ่ง กมธ.ที่มาจากตัวแทนสัดส่วนพรรคการเมืองต่างๆ ก็มานั่งเป็น กมธ.ทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร พรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลทุกเรื่องเป็นการทำงานร่วมกัน
“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มีการนำ กมธ.ไปใช้เล่นการเมืองเยอะ มากกว่าจะทำเพื่อผลประโยชน์ ที่ได้ข้อสรุปเชิงประเด็น เป็นที่น่าเสียดาย” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ถามถึง กมธ.การกฎหมายมีมติให้นายกฯ ไปชี้แจง นายเอกภพกล่าวว่า มติไม่ถึงกึ่ง เวลาจะเปิดประชุมต้อง 1 ใน 3 แต่จะลงมติต้องเกินกึ่งหนึ่ง ตนไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาให้ข้อมูลตรงนี้เขาคิดเลขผิดหรือไม่ หรือนายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะรองประธาน กมธ.ไปประท้วงที่ไหนแล้วลืมคิดเลขหรือเปล่า
“เลขที่ต้องคิดอีกอย่างหนึ่งคือเลขที่เขาบริจาคเงินเข้าพรรค อุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอีกเดือนกว่า เพื่อมีเวลารับบริจาค เขาได้ไปเท่าไหร่ไม่รู้” นายเอกภพกล่าว
น.ส.อุบลรัตน์ เถาว์น้อย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ กมธ.มีอำนาจเรียกเอกสารหรือเชิญคนมาให้ข้อมูลได้ ซึ่งต้องขีดเส้นใต้ว่าเป็นอำนาจของ กมธ. ไม่ใช่อำนาจประธานเพียงคนเดียว การจะเรียกใคร ขอข้อมูลอะไร ท่านต้องฟังองค์คณะด้วย เพราะ กมธ.ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่ใครจะทำบันเทิงธิปไตยอย่างไรก็ทำได้
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณี กมธ.การกฎหมายมีมติ 7:0 เสียง ให้เชิญนายกฯ เข้าชี้แจงว่า กมธ.จะเชิญบุคคลใดถือเป็นสิทธิของ กมธ. ซึ่งการจะเชิญบุคคลใดไปชี้แจงจะต้องเป็นมติร่วมกันของ กมธ. ตรงนี้เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นการเชิญไปชี้แจงในห้อง กมธ. ส่วนหากจะเชิญไปชี้แจงในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนไม่แน่ใจว่าใช้อำนาจแบบไหนหรือใช้ข้อบังคับข้อไหน ที่ผ่านมาไม่มีแบบนี้ และตนเชื่อว่าข้อบังคับก็ไม่มี
“ขอถามว่าเวลากล่าวหาคนอื่นว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เผด็จการประเทศ แต่ว่าเวลาตัวเองอยู่ในชั้น กมธ.หรือเป็นประธาน ไม่เห็นถามความเห็นคนอื่นสักคำ แบบนี้ไม่เรียกเผด็จการหรือ” นายภราดรกล่าว
‘ศุภชัย-โรม’ โต้เดือดมติ7:0
ที่รัฐสภา กมธ.การกฎหมาย ฝั่งพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม และ น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงต่อกรณีที่ กมธ.การกฎหมาย ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เรียกให้นายกฯ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หลังจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียก เหตุไม่สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อ กมธ.การกฎหมาย ตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น
นายศุภชัยระบุว่า การลงมติของ กมธ.การกฎหมาย ฝั่งฝ่ายค้านไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เพราะเป็นการลงมติที่ไม่ครบองค์ประชุม ที่ต้องใช้ 8 คน จาก กมธ.ที่มีทั้งหมด 15 คน "การลงมติ 7 คนถือว่าไม่ชอบ และทำผิดข้อบังคับ รวมถึงรัฐธรรมนูญ ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ทักท้วงแล้ว แต่นายรังสิมันต์บอกว่าไม่ได้รับแจ้ง
“พวกผมขอคัดค้าน และยังเตรียมพิจารณาประเด็นที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม ทั้งประธาน กมธ.และ กมธ.ที่พฤติการณ์ร่วมสนับสนุน ที่จะยื่นให้กรรมการจริยธรรมสภาตรวจสอบ เพราะมีเจตนาตั้งใจให้เกิดความเสียหาย โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ในบันทึกชวเลข" นายศุภชัยระบุ
อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายศุภชัยทันที ยืนยันมติ กมธ.การกฎหมายเรียกนายอนุทินมาชี้แจงเป็นมติที่ถูกต้องและชอบด้วยข้อบังคับ เนื่องจากเวลานั้น กมธ.มี 14 คน ก่อนหน้านี้มี กมธ.จากพรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือออกไป การลงมติที่ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 7 คน ดังนั้นมติที่ออกมา 7-0 จึงถูกต้องตามข้อบังคับ
“ที่มาบอกมุบมิบ ลักหลับ เป็นการกล่าวร้ายที่ไม่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การพิจารณาเรื่องนี้อยู่ในวาระเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นวาระที่เปิดให้มีการหารือ การที่ สส.พรรค ภท.บางท่านไม่อยู่ให้จนจบการประชุม แล้วจึงไม่มีโอกาสลงมติ ก็มาจากความหย่อนยานของท่านเอง ท่านต้องเลิกชี้นิ้วด่าคนอื่น แล้วรู้จักโทษตัวเองบ้าง” นายรังสิมันต์ระบุ
ปธ.กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวว่า ประเด็นนายศุภชัยจะไปร้องเรียนก็ยินดีที่จะไปชี้แจงทุกหน่วยงานขององค์กร แต่อยากจะสอบถามกลับไปว่า ใครกันแน่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องชวเลข ตนยินดีให้เปิดได้เลย ไหนๆ จะเปิดแล้วก็เปิดให้หมดด้วยจะได้เห็นกันไปเลย
“การประชุม กมธ.ทุกครั้งมีการออกหนังสือเชิญ หนังสือแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ท่านจะใช้เทคนิคเล่นการเมือง ส่งหนังสือลา ทั้งๆ ที่ตัวก็อยู่ที่สภาฯ แต่ไม่เข้าประชุม พอลงมติแพ้ก็มาแถลงข่าวประชดน้อยใจ กล่าวหาเรื่องต่างๆ ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง อย่าหวังที่จะกินรวบเปลี่ยนสภาฯ เป็นสภาสีน้ำเงิน มันไม่ง่ายเหมือนวุฒิสภาหรอก เพราะพวกเราไม่มีวันยอม" ปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ระบุ
วันเดียวกัน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าววิจารณ์แนวทางการทำงานของ กมธ.เป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเข้าข่ายใช้อำนาจเผด็จการ 5 ประเด็นสำคัญ
ทั้งนี้ สาระสำคัญของ 5 ประเด็นที่นายโสภณชี้แจงนั้น 1.ไม่ใช่การตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ กมธ.ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ของ กมธ.และไม่ใช่การสั่งการของประธานสภาฯ เพียงฝ่ายเดียว เป็นแนวทางตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562
2.อำนาจของ กมธ.คืออำนาจของคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดให้อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่างๆ รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของ กมธ. 3.การทำตามกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 4.การประสานงานเมื่อมีเรื่องซ้ำซ้อน มีไว้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระของหน่วยงานรัฐ 5.การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมาย คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐ ไม่ใช่การที่บุคคลใดจะใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองได้ตามอำเภอใจ
"ที่ผมตัดสินใจชี้แจงผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ก็ด้วยความมุ่งหวังให้พี่น้องประชาชนและวิญญูชนทุกท่านได้ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล เพราะตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมพูดอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือการปรึกษาหารือและการเปิดใจรับฟังกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ” ท้ายหนังสือระบุตอนหนึ่ง
นอกจากนี้ นายโสภณยังได้โพสต์ถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 ว่า "ข้อบังคับก็คือกฎหมายออกเมื่อปี 2562 ขณะนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขจึงมีผลบังคับใช้อยู่"
พท.ส่ง'สรวงศ์'ซ่อมสระแก้ว
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท., นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ ในฐานะที่ปรึกษาพรรค รวมทั้งคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคเพื่อไทยประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เข้าร่วมประชุม
นายจุลพันธ์แถลงผลประชุมว่า การประชุมใหญ่วิสามัญได้กรรมการสรรหาผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง สส.แทนตำแหน่งที่ว่าง และได้ประชุมกรรมการสรรหาแล้ววันนี้ เพื่อหารือการกำหนดวันเวลารับสมัคร โดยวันที่ 7 พ.ย.69 จะเปิดให้ผู้ที่ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 3 สระแก้ว แทนตำแหน่งที่ว่าง มาตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนจะมีมติจากกรรมการสรรหา เพื่อส่งผู้สมัคร สส.เขต 3 สระแก้ว
“ยืนยันชัดเจน 100% พรรคส่งผู้สมัครแน่นอน คือ นายสรวงศ์ เทียนทอง ซึ่งเป็นอดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และอดีต สส.ในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิด และทำงานกับพรรคมาอย่างยาวนาน เพื่อให้ชาวสระแก้วได้ตัดสินใจต่อไป ซึ่งพรรคสามารถส่งผู้สมัครทันตามระยะเวลาในการเปิดรับสมัคร คือ ระหว่างวันที่ 9-13 พ.ย.นี้ และขอเชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันเยอะๆ ในวันที่ 6 ธ.ค.2569 พร้อมทั้งพิจารณาเลือกนายสรวงศ์” นายจุลพันธ์กล่าว
ถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะส่งผู้สมัครด้วยหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ต้องรอพูดคุยกัน แต่โดยปกติแล้วคงต้องไปหารือกัน ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลคงจะมีพรรค พท.เป็นตัวแทน
ส่วนนายสรวงศ์กล่าวว่า พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดูแลมาโดยตลอด แม้ไม่ได้เป็น สส. ก็ดูแลมาตลอด และพรรคเห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่คาดคิดมาก่อน จึงมีเวลาเตรียมตัวไม่เยอะ ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่อยู่แล้วจึงมีความพร้อม และเสนอตัวให้พรรคพิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.สระแก้ว เขต 3 ครั้งนี้
ถามว่าวิเคราะห์ปัจจัยการพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า มีหลายปัจจัย ประเด็นสำคัญคือเรื่องปัญหาชายแดนที่ถูกออกมาโจมตี รวมถึงกลุ่มโคบาลบูรพาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งไม่ได้มีอะไรมาก ทำเหมือนเดิมทุกอย่างในการหาเสียง ครั้งนี้ลงพื้นที่หาเสียงตามปกติ พบปะประชาชน หากสมัครวันแรกจะมีเวลาหาเสียง 20 กว่าวันเท่านั้น ก่อนถึงวันเลือกตั้งซ่อม 6 ธ.ค.69 ถือว่ามีเวลาน้อย แต่ยืนยันว่าทำเต็มที่
“มั่นใจยังมีคนรักอยู่ 32,000 กว่าคน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คะแนนพอกันกับการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งห่าง 6,000-7,000 คะแนน และรู้ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน อย่างที่ทราบตามที่ได้พูดไปคือ เรื่องปัญหาชายแดนเป็นเรื่องหลักที่ถูกโจมตี และกลุ่มโคบาลบูรพา โดยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งการจะเปลี่ยนคะแนนกลับมาคงต้องทำงานเต็มที่” นายสรวงศ์กล่าว.