โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ไป๋ซิงเยียน สตรีที่ถูกลืม

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ต.ค. 2566 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2566 เวลา 08.59 น. • -Black Roses-
ไป๋ซิงเยียน นางเป็นน้องสาวฝาแฝดของข้า…

ข้อมูลเบื้องต้น

ไป๋ซิงเยียน สตรีที่ถูกลืม

ไป๋ซิงเยียน สตรีผู้เกิดมาพร้อมความตราบาป นางคือคุณหนูรองแห่งสกุลไป๋ ที่ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงทาสมาโดยตลอด ชีวิตในวัยเด็กของเหลียนถิงช่างน่าสงสาร นางไม่เคยได้รับความเมตตาจากผู้เป็นย่า อีกทั้งนางยังถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ราวกับว่านางเป็นทาสคนหนึ่งของสกุลไป๋ แต่กระนั้นนางก็ยังคงมีพี่สาว ที่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจนางเสมอมา

ซิงเยียนเติบใหญ่ขึ้นมาจากการถูกกดขี่ของทาสในจวน ตามคำสั่งของผู้เป็นย่า แต่กระนั้นนางก็ยังอดทนเพื่อเฝ้ารอการกลับมาของพี่สาวนาง เพื่อที่จะทำตามสัญญาที่เคยให้กับนางไว้ นั่นก็คือ พานางออกไปจากจวนสกุลไป๋ ที่เป็นเหมือนขุมนรก

แต่ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกกับซิงเยียน เพราะผู้เป็นพี่ที่นางรักจนสุดหัวใจ กลับต้องมาตายจาก และนางเองก็เป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดนี้ ซิงเยียนนางได้แต่โทษตัวเองเรื่อยมา และหากเป็นไปได้ นางก็อยากจากโลกนี้ไปแทนผู้เป็นพี่ แต่ทว่านางกลับทำไม่ได้

หลังจากที่พี่สาวของซิงเยียนจากไป ผู้เป็นย่าก็เอาแต่กล่าวโทษนางที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้หลานรักของตนต้องตาย ซิงเยียนที่เดิมทีนางก็ไม่ได้รับการโปรดปรานจากผู้เป็นย่าอยู่แล้ว ตอนนี้นางก็ยิ่งได้รับความเกลียดชังจากผู้เป็นย่ามากขึ้นไปอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ซิงเยียนถูกเฆี่ยนตีอย่างไร้ความปรานี และนางก็น้อมรับโทษทัณฑ์นี้ หากมันจะชดใช้ความผิด ที่ว่านางเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่สาวของตนต้องตาย…

-Black Roses-

เขตชายแดนหนานฉี

ไป๋ซิงเยียน สตรีที่ถูกลืม

ณ เขตชายแดนหนานฉี

“ท่านแม่ทัพขอรับ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าเราจะต้านกองทัพของแคว้นหนานเยว่ไม่ไหวนะขอรับ”

“ถึงอย่างไร พวกเราก็ต้องยืนหยัดต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย ต่อให้โลหิตแดงฉานต้องไหลหลั่งลงสู่พื้นพสุธา ตัวข้าก็มิอาจคิดท้อถอย”

“แต่กำลังทหารของแคว้นหนานเยว่ช่างมากมายเหนือนับคณา พวกมันหลั่งไหลประโคมโจมตีพวกเรายังกับห่าฝน ข้าเกรงว่าพวกเราจะยืนหยัด รอทัพเสริมจากท่านแม่ทัพไม่ไหวเป็นแน่แท้”

“ใจเย็นไว้เถิดสหายข้า ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานทัพใหญ่แห่งหนานฉีต้องมาช่วยพวกเราเป็นแน่ ข้าเชื่อว่าจื่อซ่านเขาต้องมาแน่”

สตรีในชุดเกราะนักรบแห่งแคว้นหนานฉี นางคือแม่ทัพรองแห่งแคว้นที่ยิ่งใหญ่ และนามของนางคือ ไป๋เหลียนถิง แม่ทัพสาวผู้มิเกรงกลัวความตายที่อยู่เบื้องหน้า

แต่ทว่าบัดนี้นางจนหนทางที่จะหลีกหนี เหตุเพราะข้าศึกเข้ามาประชิดรอบด้าน ความหวังเดียวที่นางมีในตอนนี้คือ นางต้องยืนหยัดต่อสู้กับข้าศึกไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อรอทัพใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

และในขณะที่ขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร ที่เหลือเพียงน้อยนิด จะด้วยสายหมอกที่ปกคลุมไปทั่วสนามรบที่อาบด้วยโลหิต สายตาแหลมคมคู่นั้นของเหลียนถิง กลับมองเห็นปลายยอดธงของหนานฉีอยู่ไม่ไกล ก่อนที่เสียงโห่ร้องของเหล่าทหาร เพื่อข่มขวัญข้าศึกให้ยำเกรงต่อกองทัพมัจจุราชไร้เงาของจื่อซ่าน

“ในที่สุดท่านก็มาช่วยข้า ลู่จื่อซ่าน” น้ำเสียงที่แหบพร่าจากความเหน็บเหนื่อย ลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบจะนับครั้งได้ ดวงตากลมโตมองไปยังบุรุษในชุดเกราะ ที่กำลังมุ่งหน้ามาหานางอย่างมีความหวัง เขาคือ ลู่จื่อซ่าน คือเขาจริงๆ

“เฮๆๆๆ ท่านแม่ทัพมาช่วยพวกเราแล้ว ท่านแม่ทัพมาช่วยพวกเราแล้ว” เหล่าทหารหาญทั้งหลายต่างเฮลั่นสนามรบ เมื่อความหวังแห่งชัยชนะมาเยือน และฉายานามของเขามันไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่หากเป็นเพราะความเก่งกาจของเขา มันจึงทำให้เหล่าทหารทั้งหลายตั้งสมญานามให้เขาว่า มัจจุราชไร้เงา

“เหลียนถิง เจ้ายังพอทนไหวหรือไม่?” บุรุษในชุดเกราะรีบเอื้อมมือใหญ่ของเขามา เพียงหวังจะพยุงหญิงสาวให้รอดพ้นจากสมรภูมิเดือดแห่งนี้

“ไหวเจ้าค่ะ” มือเล็กเอื้อมไปสัมผัสฝ่ามือสากของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ลังเล ก่อนที่กองทัพของจื่อซ่านจะเข้าปะทะและต่อสู้กับข้าศึก จนได้รับชัยชนะในสุด

“ข้าขอโทษเจ้า ที่ข้าไม่อาจอยู่ดูแลข้างๆ กายเจ้าได้” สีหน้าท่าทางที่ดูรู้สึกผิดนั้น เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจื่อซ่าน พร้อมๆ กับสายตาที่มองมายังสตรีตรงหน้าด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ในสนามรบมันก็เป็นเช่นนี้ จะตายวันพรุ่งกำไม่มีผู้ใดล่วงรู้” สิ่งที่เหลียนถิงกล่าวมานั้น มันล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น สตรีผู้นี้นางไม่เคยเกรงกลัวความตายเลยสักนิด

“ต่อไปนี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายเช่นนั้นอีกแล้ว ข้าจะดูแลปกป้องเจ้าด้วยชีวิตของข้า ข้าสัญญากับเจ้า เหลียนถิง” แววตามุ่งมั่นของจื่อซ่าน ทำให้เหลียนถิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ทว่านางเองก็เป็นถึงรองแม่ทัพแห่งหนานฉี คงไม่อาจละทิ้งหน้าที่ที่ต้องปกป้องบ้านเมืองไปได้

“เขตชายแดนแห่งนี้อันตรายยิ่งนัก หากว่าข้าที่เป็นรองแม่ทัพแห่งหนานฉี มัวแต่หดหัวอยู่ด้านหลัง แล้วเหล่าทหารหาญนับหมื่นนับแสนจะเป็นอย่างไรเล่าเจ้าค่ะ” เหลียนถิงเอ่ยทั้งน้ำตา นางไม่อยากให้จื่อซ่านคิดเช่นนั้นเลย

นางรู้ดีว่าจื่อซ่านรักและเป็นห่วงนางมาก แต่ทว่าเวลานี้ เรื่องบ้านเมืองต้องสำคัญที่สุด

“แต่ข้าเป็นห่วงเจ้านะเหลียนถิง”

“ในเมื่อเราเลือกที่จะทำหน้าที่นี้แล้ว เราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ เราไม่ควรเห็นประโยชน์ส่วนตัวดีไปกว่าประโยชน์ส่วนรวมนะเจ้าค่ะ”

สองเดือนต่อมา….

“ท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาแล้ว รองแม่ทัพกลับมาแล้ว พวกเขานำชัยชนะมาให้หนานฉีอีกครั้ง”

“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่ที่ช่วยปกป้องชาวเมือง ขอบคุณรองแม่ทัพที่ช่วยปกป้องหนานฉี”

นี่คงเป็นอีกครั้ง ที่กองทัพของพวกเราได้รับการยกย่องจากชาวเมืองหนานฉี ซึ่งเหลียนถิงยอมรับว่านางรู้สึกดีไม่น้อย ที่นางได้กลับมายังบ้านเกิดของตน หลังจากต้องห่างไกลบ้านมานานนับสามปี

จวนสกุลไป๋…

“เหล่าฮูหยินเจ้าคะ ท่านรองแม่ทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังผ่านประตูเมืองเข้ามาแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะมาถึงจวนของเราในไม่ช้า”

“ไปเร็ว พวกเจ้าจงรีบพาข้าไปต้อนรับถิงถิง ข้าคิดถึงนางเหลือเกิน”

เหล่าฮูหยิน นางคือผู้ที่ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดภายในจวนสกุลไป๋ เพราะตั้งแต่ที่ฮูหยินตายไป อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดก็ล้วนขึ้นอยู่กับนาง หรือแม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูหลานสาว นั่นก็คือ ไป๋เหลียนถิง หลานสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เหล่าฮูหยินรักและเอ็นดูที่สุด

“พวกเจ้ารีบไปเรือนเล็ก และเฝ้านางไว้ให้ดีๆ อย่างให้นางออกมาเดินเพ่นพ่านจนรกหูรกตาหลานสาวของข้า” ทุกครั้งที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนภายในจวน เหล่าฮูหยินก็จะกำชับคำนี้กับพวกบ่าวทุกครั้ง เพราะนางไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับของสกุลไป๋ ที่ว่าเหลียนถิงมีน้องสาวฝาแฝด ซึ่งถูกขังไว้ในเรือนเล็กท้ายจวน

“ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะจับตามองคุณหนูรอง ไม่ให้คาดสายตาเลยเจ้าค่ะ”

“ดี! วันนี้เป็นวันดี ก็ควรไม่มีสิ่งอัปมงคลมาเดินเพ่นพ่านให้รกสายตา”

จากนั้นเหล่าฮูหยินก็ได้เดินออกไปรอต้อนรับหลานสาวสุดที่รักของตน ด้วยตัวของนางเอง รอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติยินดีนั้น บ่งบอกได้ถึงความภาคภูมิใจที่มีต่อหลานสาวผู้นี้มาก แต่กลับหลานสาวอีกคนนั้นเหล่าฮูหยินกลับปฏิบัติกับนางราวฟ้ากับเหว

“พวกเจ้าลงกลอนไว้ให้แน่นหนา อย่างให้คุณหนูรองออกมาได้ หน้าต่างทุกบานก็เอาผ้าสีดำมาคลุมไว้ให้หมด อย่าได้ให้สายตาคู่นั้นของนาง ได้สอดส่องออกมานอกเรือนเด็ดขาด”

และนี่คือการกระทำของบ่าวรับใช้ในจวนสกุลไป๋ ที่ปฏิบัติของ ไป๋ซิงเยียน คุณหนูรองผู้เกิดมาพร้อมตราบาป และคำครหาของผู้เป็นย่าแท้ๆ ของตน

15 ปีก่อน…

“หากจวนใดให้กำเนิดบุตรฝาแฝดในคืนพระจันทร์สีเลือด นับว่าดวงอัปมงคล และทุกคนในสกุลนั้นจะต้องถูกขับไล่ออกจากเมือง”

“เป็นอย่างไรบ้าง หลานของข้าคลอดออกมารึยัง” เหล่าฮูหยินเอ่ยถามบรรดาเหล่ารับใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนใหญ่ เพื่อรอต้อนรับหลานคนแรกของจวนสกุลไป๋

“ท่านแม่ร่างกายไม่แข็งแรง เหตุใดถึงมาที่นี่ได้”

“นี่ใจคอเจ้าจะไม่ให้ข้ามารับหลานคนแรกของข้าเลยรึจั่นเอ้อร์” เหล่าฮูหยินตวาดลูกชายของตนที่ไม่รู้ความเอาเสียเลย

“ช่างนี้ท่านแม่ไม่ค่อยสบาย ลูกก็แค่เป็นห่วง”

ไป๋จั่นหลง ขุนนางผู้ปราดเปรื่องแต่ทว่าไม่ค่อยมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองสักเท่าไหร่ แม้นว่านอกจวนเขาจะเป็นขุนนางใหญ่ที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ แต่ทว่าเรื่องในจวนนั้น เขากลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ

เหตุเพราะใต้เท้าไป๋ผู้นี้ เป็นลูกกตัญญูรู้คุณต่อมารดาอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจภายในจวนทั้งหมด ให้ขึ้นอยู่กับเหล่าฮูหยินผู้เป็นมารดาแต่เพียงผู้เดียว

“เลิกพูดได้แล้ว ถึงอย่างไรข้าก็ไม่อาจทนรอฟังข่าวที่เรือนได้ ข้าอยากมารับหลานของข้าด้วยตัวของข้าเอง” คำพูดเด็ดขาดของเหล่าฮูหยิน ทำให้ใต้เท้าไป๋ไม่กล้าปริปากใดๆ

อุแว้ อุแว้~

เสียงร้องของเด็กน้อยดังลั่นไปทั่วทั้งจวน ท่ามกลางความปีติยินดีของเหล่าฮูหยินและใต้เท้าไป๋ ทุกคนต่างร่วมแสดงความยินดีกับทารกน้อยที่พึ่งถือกำเนิด แต่ทว่าไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของทารกน้อยอีกคน ที่อยู่ภายในครรภ์ของฮูหยิน และกำลังรอเวลาลืมตามาดูโลกใบนี้

“โอ้ยยยยย ข้าเจ็บ!” เสียงของฮูหยินดังขึ้น ก่อนที่ท่านหมอจะรีบเข้าดูอาการของฮูหยินอย่างใกล้ชิด

ข้าอยากพบท่านพี่

“ฮูหยินข้าเป็นอะไร ท่านหมอบอกข้ามาสิ” ใต้เท้าไป๋หัวใจแทบสลาย เมื่อได้ยินเสียงร้องที่แสนเจ็บปวดของฮูหยิน เขาพยายามจะเข้าไปหาฮูหยินของเขา แต่ทว่าพวกบ่าวกับช่วยกันห้ามเอาไว้

“มะมะ…มีทารกน้อยอีกคนอยู่ในครรภ์ของฮูหยินเจ้าคะ” ท่านหมอตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก

“เจ้าว่าอย่างไรนะ ยังมีเด็กอีกคนอยู่ในครรภ์ของฮูหยิน”

“ทารกกำเนิด คาบเกี่ยวพัวพัน เลวร้ายเพียงสั้น พลันแปรเปลี่ยนชะตา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าฮูหยินถึงกับครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ พลางชำเลืองมองทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของตน ดวงตาสุกใสฉายแววความหาญกล้า หากทารกน้อยผู้นี้ได้เติบโตมา คงทำคุณอนันต์ให้ชาติบ้านเมืองไม่น้อย

“ในเมื่อสวรรค์ให้เจ้าเกิดมาเป็นผู้ชนะ ย่าก็จะรับเจ้าเป็นหลานคนแรกและคนเดียวของสกุลไป๋”

“ท่านพี่กลับมาแล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเล็ดลอดออกมาจากรูหน้าต่างเล็กๆ ก่อนที่ใบหน้าของนางจะค่อยๆ โน้นลงมาแนบติดกับผนัง เพื่อฟังคำตอบจากบ่าวรับใช้

“จะมาหรือไม่มา คุณหนูรองก็ไม่มีสิทธิ์เอ่ยถาม เพราะนี้คือคำสั่งของเหล่าฮูหยิน” สาวใช้ผู้โอหัง ตวาดเสียงขึ้นอย่างไม่พอใจ

“อิงหรู เจ้าช่วยเปิดประตูให้ข้าทีเถอะนะ ข้าอยากจะไปเจอท่านพี่”

“หึ! เป็นแค่คุณหนูเพียงในนาม อย่าริอ่านมาเสนอหน้าไปให้ท่านรองแม่ทัพพบเห็นเด็ดขาด”

นี่คงเป็นการกระทำที่เคยชินของพวกนาง เพราะตำแหน่งคุณหนูรองแห่งจวนสกุลไป๋ ก็คงเป็นตำแหน่งแค่ในนามเพียงเท่านั้น เพราะทุกคนในจวนแห่งนี้ ย่อมปฏิบัติกับนางเยี่ยงทาสรับใช้ผู้หนึ่ง ไม่สิ! สาวใช้ที่จวนแห่งนี้ยังกินดีอยู่ดีกว่าคุณหนูรองผู้นี้เสียด้วยซ้ำ

ไป๋ซิงเยียน คุณหนูรองผู้ถูกคนสกุลไป๋ทอดทิ้ง คำนี้คงไม่เกินจริงสำหรับนาง เพราะตั้งแต่นางเกิดมาและจำความได้ นางก็อาศัยอยู่ในเรือนเล็กเก่าๆ ท้ายจวนแห่งนี้แล้ว เด็กน้อยที่ต้องดิ้นรนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ตั้งแต่ที่ท่านแม่ของนางเสียไปก็ไม่มีผู้ใดคอยดูแลและปกป้องนางยกเว้นเหลียนถิง พี่สาวแท้ๆของซิงเยียน

คำสั่งจากผู้เป็นย่าให้นางย้ายไปอยู่ ณ เรือนเล็กท้ายจวนที่ทั้งเล็กและแคบ ในยามค่ำคืนก็ช่างเงียบสงบไร้ซึ่งผู้คน ไม่ใช่แค่ความเป็นอยู่ที่ลำบากแร้นแค้น แต่ทว่าอาหารการกินทุกอย่างของนางก็ล้วนแล้วแต่เป็นเศษอาหาร ที่เหลือกินจากพวกบ่าวรับใช้ทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นถึงคุณหนูรองของสกุลไป๋ แต่กลับเลือกปฏิบัติกับนางอย่างไม่เท่าเทียมกัน คุณหนูใหญ่ผู้มากความสามารถ อยากได้อะไรก็ย่อมได้ สมดั่งปรารถนาไปเสียทุกสิ่งอย่าง แต่ในทางกลับกันซิงเยียนคุณหนูรองผู้อาภัพ กลับต้องนั่งเย็บเสื้อผ้าเก่าๆ ของตน เพื่อใช้ห่มคลุมกายในยามที่เหน็บหนาว

ซิงเยียนนางดิ้นรนทุกอย่างเพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป เพียงเพราะคำสัญญาที่พี่สาวของนางให้เอาไว้ เหลียนถิงย้ำเสมอว่าหากนางโตขึ้นนางอยากจะพาซิงเหยียนออกไปจากที่นี่ ออกไปจากจวนแห่งนี้ ออกไปพบเจอโลกกว้างใหญ่ ซึ่งซิงเยียนนางก็เชื่อมั่นในตัวของพี่สาวของนางเสมอ

และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ซิงเยียนเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ เพื่อเฝ้าดูความสำเร็จของเหลียนถิง เพราะนางเชื่อเสมอว่าสักวันพี่สาวของนางจะพานางออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้

“อิงหรูเจ้าปล่อยข้าออกไปที ข้าอยากไปเจอหน้าท่านพี่”

สตรีร่างผอมร่ำไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตา สามปีแล้วที่เหลียนถิงต้องออกไปทำหน้าที่ปกป้องแคว้นหนานฉี จากพวกศัตรูที่มารุกราน

สามปีก่อน…

“เยียนเยียนเด็กดีของพี่ เจ้าจงรักษาตัวเองให้ดี เพราะพี่ไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พี่จะได้กลับมา” เหลียนถิงโอบกอดแฝดผู้น้องไว้แน่น นางอยากจะปกป้องซิงเยียนให้มากกว่านี้ แต่ทว่านางเองก็มีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่ต้องไปทำ

“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าค่ะ เยียนเยียนจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี” เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนหวานของซิงเยียนแล้ว เหลียนถิงก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา น้องสาวคนนี้มีนิสัยชอบทำดีกับทุกคน นางเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา แต่ทว่าท่านย่ากับไม่เคยเห็นความดีของนางเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าก็พูดเช่นนี้ทุกครั้ง ข้าเองก็อดเป็นห่วงเจ้าไม่ได้ทุกที” เหลียนถิงรู้ดี ว่าที่ซิงเยียนพูดเช่นนี้ก็เพื่อทำให้นางรู้สึกสบายใจ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะตลอดเวลาที่นางเติบโตมานั้น นางเห็นท่านย่าเอาแต่ดุด่า และทำร้ายซิงเยียนมาสารพัด นางรู้สึกเจ็บใจทุกครั้งที่นางไม่สามารถช่วยน้องสาวของตนเองให้รอดพ้น จากเงื้อมมือของท่านย่าได้

ถึงแม้ว่าต่อหน้าของเหลียนถิง ท่านย่าจะพูดจาดีและทำดีกับซิงเยียนอยู่บ้าง แต่ทว่าลับหลังนาง ท่านย่าก็ยังชิงชังซิงเยียนไม่เปลี่ยนแปลง

ทุกครั้งที่เหลียนถิงออกไปลาดตระเวนพอกลับมา ก็ต้องพบกับรอยฟกช้ำตามตัวของน้องสาว หากจะว่ากล่าวเอาความกับผู้เป็นย่า ท่านก็แสดงท่าทีเฉไฉไม่รู้เรื่องรู้ราว นั่นจึงทำให้เหลียนถิงจนปัญญายิ่งนัก

“พี่ไปครั้งนี้ไม่รู้เมื่อใดจะได้กลับ เจ้าจงจำคำพี่ไว้ให้ดีนะซิงเยียน หากผู้ใดกล้ารังแกเจ้า เจ้าก็ควรตอบโต้พวกมันบ้างเอาให้มันตายกันไปข้างหนึ่งเลย เห็นเจ้าไม่สู้คนเช่นนี้พี่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ”

“เยียนเยียนเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของซิงเยียน มันทำให้เหลียนถิงอดห่วงไม่ได้เลยจริงๆ ในตอนนี้เหลียนถิงหวังเพียงว่าซิงเยียนจะอดทนรอนางกลับมา และพานางออกไปจากจวนแห่งนี้

“หนานฉียังคงคึกคักเช่นเคยเลยนะเจ้าค่ะ” สตรีในชุดเกราะเผยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ สามปีแล้วสินะที่นางจากหนานฉีไป ป่านนี้ซิงเยียนน้องสาวของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง

“เจ้าคงดีใจมากสินะ ที่ได้กลับบ้านหลังจากที่พวกเราจากหนานฉีไปตั้งสามปีเต็มๆ” บุรุษรูปงามในชุดเกราะนักรบ เอ่ยถามเหลียนถิงที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ตอนนี้ขบวนแม่ทัพได้เคลื่อนพลเข้ามาในเมืองหลวง พร้อมๆ กับการต้อนรับที่อบอุ่นของชาวเมือง เสียงโห่ร้องสรรเสริญเหล่าทหารกล้า ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง มันทำให้เหล่าทหารรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก

“ข้าดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ ในที่สุดเราก็ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของหนานฉี”

“พี่ก็นึกว่าเจ้าจะดีใจที่เราจะได้แต่งงานกันเร็วๆ นี้เสียอีก”

ใช่สินะ! เหลียนถิงลืมไปเสียสนิทเลย ว่าก่อนที่ข้าศึกจะประชิดดินแดนนั้น จื่อซ่านได้ขอพระราชทานงานแต่งระหว่างเขากับเหลียนถิง และอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ พวกเขาทั้งสองก็จะเข้าพิธีวิวาห์กันแล้ว แต่ทว่าในใจของเหลียนถิงกับยังมีเรื่องค้างคาใจบางอย่าง ที่นางยังไม่ได้บอกจื่อซ่าน

หลานรักของย่า

นั่นก็คือ เรื่องที่นางมีน้องสาวฝาแฝด มันเป็นความลับที่นางเก็บงำเอาไว้ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่านางอยากจะป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ผู้คนทั่วทั้งหนานฉีได้รับรู้ แต่ทว่านางกลับทำไม่ได้ เพราะเห็นแก่หน้าของท่านย่าและสกุลไป๋

“ท่านพี่จะรีบร้อนไปไยเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราก็เหลืออีกตั้งเดือนกว่า”

“แต่พี่อยากอยู่กับเจ้าแล้ว การศึกครั้งนี้มันทำให้พี่ได้รู้ว่าเจ้าสำคัญเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่กลัวเพียงใด กลัวว่าพี่จะไปช่วยเจ้าไม่ทัน กลัวว่าเราสองคนจะพรากจากกันไปตลอดกาล”

“ท่านพี่กังวลมากไปแล้ว ข้าก็อยู่ตรงนี้อย่างไรเล่าเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะ ข้าไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะอีกไม่นานเราทั้งสองคนก็จะได้แต่งงานกัน” แววตาแห่งความสุขของจื่อซ่านในตอนนี้ บ่งบอกว่าจื่อซ่านมีความสุขแค่ไหน ที่เขากำลังจะได้แต่งงานกับสตรีที่เขารักมากที่สุด

จวนสกุลไป๋…

“ถิงถิง! ถิงถิงหลานรักของย่า ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาย่าสักที” ผู้เป็นย่ารีบเดินเข้าไปสวมกอดหลานรักด้วยความคิดถึง

“ถิงถิงเองคิดถึงท่านย่าเหลือเกินเจ้าค่ะ” ย่าหลานรักใคร่กลมเกลียว ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมาด้วยความยินดี แต่ทว่าในใจของเหลียนถิง กลับห่วงหาเพียงแต่น้องสาวของตน ป่านนี้ซิงเยียนจะเป็นอย่างไรบ้าง

“จื่อซ่านคารวะเหล่าฮูหยิน” จื่อซ่านที่อาสามาส่งเหลียนถิงถึงหน้าจวน เพราะเขาตั้งใจจะมาคารวะเหล่าฮูหยิน หลังจากที่ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนท่านนานถึงสามปี

“ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี มาๆ เชิญเข้าไปดื่มน้ำชาด้านในจวนก่อนเถิด” เหล่าฮูหยินยิ้มต้อนรับท่านแม่ทัพอย่างเป็นกันเอง เพราะนางรู้ดีว่าอีกไม่นานสองตระกูลก็ต้องเกี่ยวดองกัน ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จื่นซ่านจะไปมาหาสู่เหลียนถิงบ่อยครั้ง เพราะก่อนหน้านี้เด็กทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน ไม่นึกเลยว่าความผูกพันนี้ มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความรักระหว่างคนทั้งสอง

“เกรงใจเหล่าฮูหยินแล้ว”

“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเกรงใจ เพราะถึงอย่างไรเราสองตระกูลก็จะเกี่ยวดองกันอยู่แล้ว”

“ท่านย่าไม่ต้องรีบร้อนก็ได้เจ้าค่ะ” เหลียนถิงเอ่ยทัดทานผู้เป็นย่า เพราะตอนนี้นางอยากจะไปหาซิงเยียนเต็มทนแล้ว

“เจ้าเด็กคนนี้ นิสัยเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด ท่านแม่ทัพอย่างถือสาถิงถิงเลยนะเจ้าค่ะ”

“หามิได้ จื่อซ่านไม่ถือโทษโกรธถิงถิงเพียงเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกขอรับ” เดิมทีแล้วจื่อซ่านผู้นี้ไม่เคยอ่อนโยนให้กับผู้ใด อาจเป็นเพราะสกุลลู่ของเขาเป็นทหารมาหลายชั่วอายุคน นั่นจึงทำให้เขาซึมซับความแข็งกระด้าง และกฎเกณฑ์ของทหารจนกลายเป็นนิสัยติดตัว

นั่นจึงทำให้เขาไม่เคยโอนอ่อนให้กับผู้ใดมาก่อน จะมีก็แต่เหลียนถิงเท่านั้น ที่ทำให้บุรุษที่แข็งกระด้างผู้นี้อ่อนโยนลงได้บ้าง

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ นี่คือชายดอกท้อที่เจ้าชอบ ย่าให้คนเก็บมาจากท้ายจวน หวังว่าจะถูกปากท่านแม่ทัพ”

“ซิงเยียน!” เหลียนถิงเผลอเรียกชื่อของซิงเยียน เพราะนางรู้ดีว่าชานี่ต้องเป็นชาที่ซิงเยียนทำแน่นอน เพราะตอนที่เหลียนซิงยังอยู่ที่จวน นางก็ได้ยินซิงเยียนบ่นอยู่บ่อยๆ ว่านางอยากลองทำชาดอกท้อดู เหตุเพราะนางเองไม่มีเงินมาพอที่จะไปซื้อใบชาดีๆ จะมีเพียงแค่ดอกท้อท้ายจวน ที่ร่วงหล่นลงมามากมาย

“ซิงเยียนคือผู้ใดกัน?” จื่อซ่านเอ่ยถามขึ้น

“บ่าวในจวนนะ บ่าวผู้นี้นางไม่ชอบอยู่เฉย นางชอบทำนู่นทำนี้จนเลอะเทอะจวนไปหมด ถึงย่าบอกอย่างไรนางก็ไม่ยักจะฟัง” เหล่าฮูหยินพูดแทรกขึ้น เพราะท่านเกรงว่าเหลียนถิงจะหลุดปากบอกเรื่องที่ซิงเยียนผู้นี้ คือน้องสาวฝาแฝดของนาง

“เป็นเพียงบ่าว ไยถึงบังอาจมิฟังความนาย หากเป็นเช่นนี้เหล่าฮูหยินก็อย่าเลี้ยงให้เสียข้าวสุกเถิดขอรับ” จื่อซ่านผู้ไม่รู้ความ เขาไม่รู้เลยว่าบ่าวที่เขาพูดถึงนั้น ก็คือคุณหนูรองของจวนสกุลไป๋

“เลิกพูดเรื่องนี้เถิดเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ทัพเดินจากมาเหน็บเหนื่อย ข้าว่าท่านแม่ทัพควรรีบกลับไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยกายเถิด” ดูเหมือนว่าเหลียนถิงจะไม่พอใจคำพูดของผู้เป็นย่า เพราะนางย่อมรู้ดี ว่าบ่าวที่ท่านย่าหมายถึงก็คือซิงเยียน น้องสาวแท้ๆ ของนาง น้องสาวที่นางไม่อาจปกป้องได้

“ไยเจ้าถึงได้พูดจากล่วงเกินท่านแม่ทัพเช่นนั้น” เหล่าฮูหยินตวาดขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหลียนถิงพยายามปกป้องซิงเยียนต่อหน้าต่อตาผู้เป็นย่า เพราะหลังๆ มานี้เหลียนถิงเริ่มมีปากเสียงกับท่านย่าของนางอยู่บ่อยครั้ง เหตุก็เพราะหลานรักของตนมักจะเข้าข้างซิงเยียนอยู่บ่อยครั้ง จนผู้เป็นย่าไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่ดีของสองพี่น้อง

“วันนี้ถิงถิงเหนื่อยมาก โปรดท่านย่าให้อภัยถิงถิงด้วย” สิ้นเสียงนั้นเหลียนถิงก็รีบเดินออกไปจากเรือนรับรอง นางเบื่อที่ต้องทนเห็นท่านย่าต่อว่าซิงเยียนต่อหน้าผู้อื่น อีกทั้งท่านยังพยายามใส่ความซิงเยียนให้คนอื่นมองนางอย่างเสียๆ หายๆ ทั้งๆ ที่คนอื่นไม่เคยรู้นิสัยที่แท้จริงของซิงเยียนด้วยซ้ำ

“ท่านย่านะท่านย่า จะผ่านไปกี่ปี ท่านก็ยังจงเกลียดจงชังซิงเยียนไม่แปรเปลี่ยน”

ในตอนนี้เหลียนถิงละทิ้งความโกรธเคืองทั้งหมด เพราะนางอยากให้ซิงเยียนได้เห็นรอยยิ้มของนางมากกว่า สามปีแล้วสินะที่นางจากจวนสกุลไป๋ไป แต่ทว่าเรือนเล็กที่ทั้งเก่าทั้งทรุดโทรมแห่งนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“เยียนเยียนน้องพี่ ป่านนี้เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง” สตรีในท่าทีเกรงขาม เร่งมุ่งหน้าไปยังเรือนเล็กท้ายจวน เพียงหวังจะได้พานพบน้องสาวที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานานหลายปี

“มีผู้ใดอยู่ข้างนอกหรือไม่ พวกเจ้าช่วยมาเปิดประตูให้ข้าที ข้าจะไปหาท่านพี่ของข้า” เสียงเล็กเล็ดลอดออกมาจากหน้าต่างของเรือนที่ถูกปิดตาย

ปัง ปัง ปัง!

“มีผู้ใดอยู่ด้านนอกหรือไม่ ช่วยเปิดประตูให้ข้าที” เสียงทุบประตูจากด้านในยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่ก็ผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้ว ที่ซิงเยียนถูกขังอยู่ในเรือนปิดตายหลังนี้

แม้แต่น้ำสักหยดนางก็ยังไม่ได้ดื่ม แต่หากจะขอร้องอ้อนวอนพวกบ่าวรับใช้ ก็มีแต่เสียแรงเปล่า เพราะหากพวกเขาไม่ได้รับคำสั่งจากเหล่าฮูหยินพวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยซิงเยียนเป็นแน่

“เยียนเยียน!” เหลียนถิงตะโกนเรียกน้องสาวของตนด้วยความร้อนใจ

“มันผู้ใดกล้ากระทำกับเจ้าเช่นนี้”

ตึก ตึก ตึก !

เท้าหนักถีบประตูที่ถูกปิดตายให้พังทลายลง ก่อนที่เหลียนถิงจะเข้าไปประคองร่างผอมบางของซิงเยียน ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น

“เยียนเยียน! เจ้าได้ยินพี่หรือไม่ เยียนเยียน” ร่างเล็กในอ้อมแขนของเหลียนถิงนางค่อยๆ ลืมตามามองเจ้าของเสียงนั้น ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง

“ท่านพี่ ท่านมาแล้วรึเจ้าค่ะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามพี่สาวของตน ก่อนที่มือเรียวเล็กที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด จะเอื้อมมาสัมผัสตัวของเหลียนถิง

“เจ้าอย่าพึ่งพูดอันใดเลย พี่จะพาเจ้าไปพักที่เรือนของพี่” ร่างเล็กถูกพาไปยังเรือนของเหลียนถิง ท่ามกลางความหวาดกลัวของพวกบ่าวทั้งหลาย

เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ในยามที่เหลียนถิงโกรธนั้น นางไม่มีความปรานีให้แก่ผู้ใดทั้งนั้น

“พวกเจ้ารีบไปตามหมอมาดูอาการซิงเยียนเดี๋ยวนี้”

เสียงหนักตวาดขึ้นอย่างไม่พอใจ ตอนนี้เหลียนถิงรู้สึกกระวนกระวายใจมาก อีกใจก็รู้สึกเจ็บแค้นตัวเองที่ปล่อยให้บ่าวพวกนี้มารังแกซิงเยียนได้

“แต่เหล่าฮูหยินสั่งว่า มิให้ผู้ใดช่วยคุณหนูรอง” บ่าวผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

“หึ! คำก็เหล่าฮูหยิน สองคำก็เหล่าฮูหยิน นี่พวกเจ้าเห็นน้องสาวข้าเป็นผักปลาหรืออย่างไร อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าพวกเจ้าทำอะไรไว้กับซิงเยียนบ้าง”

พวกบ่าวต่างพากันสั่นกลัวในความเกรี้ยวกราดของเหลียนถิง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...