โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นลูกสาวตัวประกอบสุดแกร่ง!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 ต.ค. 2566 เวลา 00.30 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2566 เวลา 00.30 น. • รุ่งอรุณ(อ๊บ)
'ข้าวหอม' หญิงสาวผู้น่าสงสาร เธอตายเพราะถูกคนคลั่งแทงดับอนาถ ใครจะคิดว่าเธอจะได้รับโอกาสเป็นครั้งที่สองจากพระผู้สะดับฟังเสียงของสรรพสัตว์ ด้วยพร 3 ประการ และการเกิดใหม่เป็นลูกสาวของตัวประกอบสุดแกร่ง!

ข้อมูลเบื้องต้น

“ทำไมถึงไม่ลดน้ำหนัก หาเสื้อผ้าก็ยาก ดูพี่สาวข้างบ้านสิทุกวันแต่งตัวสวย ลูกไม่ชอบหรือไง” ไม่…..ไม่เลยค่ะแม่ หนูไม่ได้อยากเหมือนใครและไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

.

.

อยากออกไป ฮึก อยากหนี

ทรมาน……น่าอึดอัด อยากหลุดพ้น

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานเหล่านั้น ร่างกายอันอ้วนอุตุผู้ถูกมองราวกับตัวตลกกำลังอดทนอย่างเจ็บปวด อดทน เดี๋ยวก็จบแล้ว…….

.

.

“ฮ่าฮ่าฮ่า ฮิ ฮ่าฮ่า ตายแล้ว….คึฮ่าฮ่า ตายแล้วล่ะ ถูกแทงตายแล้วล่ะ” เสียงหัวเราอย่างจิต ๆ เงาอันเลือนราง ที่แท้ก็เป็นคุณลุงแถวนี้ ได้ข่าวว่าแกติดยา อา……ดูท่าเธอจะถูกแทงตายเพราะแกคลั่งเข้าแล้ว เข้ามาทางไหนนะ

.

.

“เช่นนั้นพรสามประการ ประการแรกเจ้าคือผู้จุติปางของเราทั้ง 3 ปาง หนึ่งปางประทานพรเมื่อเจ้าประทานพรให้ผู้ใดแล้วเขาย่อมประสบผลสำเร็จ สองปางพันกร ในมือทั้งพันของเรานั้นมีสมบัติล้ำค่ามากมายเจ้าสามารถใช้ได้ และสามปางเหยียบมังกร มังกรตัวนั้นคือเทพอสูรสูงสุด เขาจักปกป้องคุ้มครองเจ้า นี่จึงเป็นพรข้อที่หนึ่งที่เราจักประทานให้ ยินดีหรือไม่”

“เช่นนั้นไม่สู้ให้เราเป็นผู้ประทานพรอีกสองข้อ ข้อสองนั้นให้เจ้ามีปัญญาปราดเปรื่องประสบพบเพียงหนึ่งติดตรึงมิรู้ลืม ข้อสามขอประทานพลังที่ก่อเกิดจากธาตุทั้ง 7 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ความมืด แสงสว่าง และชีวิต จงก่อเกิดติดตัวเจ้าไป”

.

.

“อย่าร้องไห้ไปเลย ไปเถิด ไปทำในสิ่งที่เจ้าต้องการวิญญาณอันบริสุทธิ์เอ๋ย”

***********************************************

ข้อมูลนิยายเบื้องต้น

**********************************************************

แนะนำตัวละคร

ข้าวหอม : เงียบ ไม่กล้าพูด ยอมอดทน เพราะปมที่ถูกล้อเลียนตั้งแต่เด็ก ทำให้เจ้าตัวไม่มีความกล้า

ฉินไป๋อ้าย : นางผู้ได้รับพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิม ได้เกิดใหม่เป็นบุตรีของท่านอ๋องฉินซูและหวางเฟยมู่หรง ชีวิตนี้นางจะอยู่เฉย ๆ เรียบ ๆ เงียบ ๆ กับครอบครัวให้ได้

ความสามารถ : ใช้ปางของพระโพธิสัตว์กวนอิมได้ 3 ปาง ได้แก่ ปางประทานพร ปางพันกร และปางเหยียบมังกร

ใช้พลังจากธาตุทั้ง 7 ได้

ระดับพลัง : (ความลับ)

อ๋องฉินซู : โหดร้ายและแข็งแกร่ง เขาที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดทว่ากลับไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ยกเว้นครอบครัวที่เขาหวงแหน

ความสามารถ : ธาตุดิน / ธาตุน้ำ / ธาตุไฟ

ระดับพลัง : เซียนขั้นสูง

หวางเฟยมู่หรง : นิสัยเหมือนสามี แต่จะสงบยิ่งกว่า

ความสามารถ : ธาตุลม

ระดับพลัง : ราชาขั้นกลาง

*******************************************************************

เปิดเรื่อง : 17/07/2566

ลงทั้งสิ้น 3 เว็บค่ะ สามารถอ่านล่วงหน้าได้หลังจากตอนที่ 10 เป็นต้นไปที่ Dek-D

ฝากเรื่องใหม่นี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ

เรื่องของข้าวหอม

ร่างกายที่เหมือนกับถูกสาบ คำสาบที่ไม่มีอยู่จริงแต่กลับทรมาน ทรมาน ทรมานมากจริงๆ

“ทำไมถึงไม่ลดน้ำหนัก หาเสื้อผ้าก็ยาก ดูพี่สาวข้างบ้านสิทุกวันแต่งตัวสวย ไม่อยากเป็นอย่างนั้นบ้างหรือไง” ไม่เลยค่ะแม่ หนูไม่เคยมีความคิดแบบนั้นหนูไม่ได้อยากเหมือนใครและไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

แต่การตอบออกไปตามใจของตน…ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ข้าวหอม’ เลือกที่จะทำ รอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยสิวเขรอะพร้อมด้วยกรอบแว่นอันหนาเตอะคู่ใจ รอยยิ้มประดับดวงหน้าที่ราวกับคนโง่เขลาและไร้เดียงสา

“ชอบสิคะ หนูจะลดแน่นอน”

“อีกแล้ว ครั้งก่อนก็พูดแบบนี้ ผลการสมัครสอบเป็นยังไงบ้าง” ภาพของคุณแม่ที่กำลังพับเสื้อผ้าอยู่บนพื้น ครอบครัวของเธอมีฐานะปานกลางค่อนไปทางยากจนเล็กน้อย คุณพ่อต้องดิ้นรนเพราะต้องส่งเสียเลี้ยงดูเธอและน้องสาว

“ได้ค่ะ”

“โอ้ ลูกสาวฉันเก่งจริง ๆ ต้องไปเล่าให้ข้างบ้านฟังไว้บ้างแล้ว ลูกสาวฉันนี่เก่งที่สุด ลูกไม่ทำให้พ่อและแม่ต้องผิดหวัง” ภาพแผ่นหลังของคุณแม่ที่เดินหัวเราะออกไปจากบ้าน พร้อมด้วยเสียงพูดคุยอันดังเล่าถึงผลการเรียนของตัวเธอเอง

“………อายจัง” เป็นความอับอายและอึดอัดใจทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เธอเฝ้ากดดันมาตลอด แต่ไม่กล้าเลย…ไม่กล้าบอกออกไปเลยว่าหยุดพูดเรื่องของเธอแบบนี้สักที หยุดพูดเรื่องราวของเราออกไปด้านนอก คุณแม่รู้บ้างหรือไม่ว่าคนพวกนั้นไม่มีใครจริงใจกับเรา ไม่มีเลยแม้แต่น้อย

พวกคุณป้าเหล่านั้นต่อหน้าก็ชื่นชมยินดีด้วยเหลือเกิน แต่ลับหลังพวกเขากลับนินทาพวกเราอย่างสนุกปาก และวันนี้ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนดังเช่นทุกที

“ดูเถอะ ก็แค่สอบติดไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องมาอวดอ้างด้วยก็ไม่รู้” ข้าวหอมจำได้ว่าป้าคนนั้นเมื่อครู่พึ่งเอ่ยชมเชยเธออยู่ไม่ใช่หรือ

“ฮ้าย˜ ก็มีดีแค่นี้นี่นา หน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่ ตัวดำแถมอ้วนออกขนาดนั้น จะให้ไปชมเรื่องอะไรอีกล่ะ”

“แรงจริง ๆ แต่ก็นะ มันเป็นเรื่องจริงนี่นา คิก! ฮ่าฮ่าฮ่า”

ข้าวหอมหลุดแสดงสีหน้าเหยเกเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจ ทำไมต้องมาพูดให้ได้ยินด้วยนะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้ามาใกล้ขนาดนี้แท้ ๆ เป็นพวกคุณป้าที่แปลกจริง ๆ

“พี่ เอาหนังสือมาให้ เอาไปสิ” หนังสือเล่มหนึ่งมีขนาดความหนาเท่ากับฝ่ามือหนึ่งฝ่ามือในแนวนอน หน้าปกแสดงภาพของชายและหญิงในชุดจีนโบราณ แค่มองก็รู้สึกว่าน่าอ่านมากแล้ว

“ขอบคุณ” ยิ้มที่มีความสุขโดยไม่ต้องพยายามถูกส่งไปให้กับ ‘ข้าวสวย’ น้องสาวที่มีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เธอที่ไม่ค่อยกล้าพูด กับน้องสาวที่พูดทุกอย่างตามใจอยาก เธอที่อ้วนท้วน กับน้องสาวที่หุ่นดี เธอที่มีสีผิวดำคล้ำ กับน้องสาวที่ผิวเหลืองออกขาวนวลสวยงาม แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นรูปลักษณ์ที่แตกต่างเหล่านี้ไม่สามารถทำให้สายสัมพันธ์พี่น้องต้องเปราะบางลงแต่อย่างใด

“ไปเถอะ ก่อนที่แม่จะมาก่อน” น้องสาวยังคงดันร่างที่อ้วนทั้งยังอืดอาดนั้นยัดเข้าไปในประตูห้องนอนของพี่สาว ก่อนที่จะหันหน้าออกไปที่ประตูบ้าน

“เฮ้ยป้า! ปากอยู่เฉย ๆ ไม่เป็นหรือไง” เสียงที่แข็งทั้งยังห้าวไม่สมกับหน้าตาเอ่ยข้ามประตูออกไปพร้อมกับการเผชิญหน้ากับเหล่าป้า ๆ ปากปีจอที่ไม่มีหูรูด

“ตายจริง เด็กคนนี้เป็นคนไม่มีมารยาทเอาเสียเลย” เหล่าคุณป้าที่หัวร่อต่อกระซิกกันก่อนหน้าหยุดค้างไป ก่อนที่จะหันมาเพื่อดุว่าเด็กปากไม่ดีคนนี้ในบ้านของเจ้าตัว

“ฝันอยู่หรือไง ตื่นเถอะ มารยาทต้องถูกใช้กับคนที่คู่ควร เอ๋…จุ๊จุ๊ นี่มันป้าสุใจแม่ไอ้สุทัชห้องสองนี่นา ได้ข่าวว่าติด “ร” ติดศูนย์เกือบทุกวิชาเลยนิ ป้าเอาเวลาที่พูดอยู่ตอนนี้ไปช่วยลูกแก้ศูนย์แก้ “ร” ไม่ดีกว่าเหรอ? ครูเชิญแล้วนะ”

“จริงเหรอเนี่ยสุดใจ ตายแล้วมีลูกแบบนี้ลำบากน่าดูเลย”

“มัน…ไม่จริงหรอกนะ เด็กคนนั้นขยันจะตายไป ลูกชายฉันตั้งใจเรียนแค่ไหนเธอก็รู้” ป้าสุดใจเผยใบหน้าที่ซีดเล็กน้อยก่อนหัวเราะออกมาอย่างฝืดเคือง เหลือบสายตามองไปยังคนข้าง ๆ ด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย

“อื้ม? แต่ครูประกาศหน้าเสาธงเลยนะ ฉันเห็นมันวิ่งร้องไห้หนีออกจากแถวด้วย ไม่รีบกลับไปดูเหรอป้า”

“อะไรนะ! หนอยครูพวกนี้ไม่มีจรรยาบันเอาซะเลย! กล้าทำให้ลูกฉันอาย จะต้องไปเอาเรื่องครูคนนั้นให้สาสม ฉันต้องไปโรงเรียนแล้ว!” ป้าสุดใจเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาแล้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“แสดงว่าเป็นเรื่องจริงเหระเนี่ย”

“หึ! ทำเป็นตกใจ ได้ข่าวว่าลูกบ้านหล่อนเองก็หนีตามผู้ชายไปสองวันแล้วหนิ!”

“เธอจะหาเรื่องฉันหรือไง ลูกสาวแค่ออกไปทำงานกลุ่มเฉย ๆ”

“ใครเขาจะเชื่อกัน…” การถกเถียงกันของเหล่าป้า ๆ เริ่มต้นขึ้นในทันที ก่อนหน้านั้นเด็กสาวผู้สร้างเรื่องก็ได้ถอยหลังออกมาอย่างเงียบเชียบพร้อมรอยยิ้มเหยียดหยันตรงมุมปากถูกยกขึ้นมา

“ไม่ดีเลยนะ” กรอบแว่นถูกดันขึ้นจากจมูกที่ไม่ได้มีดั้งสวยงามของผู้ที่ออกมาอีกครั้ง ขณะที่พูดในมือก็ยังเปิดอ่านนิยายเรื่องใหม่ที่หยิบยืมมาจากเพื่อนของน้องสาวตาไม่ละออกจากตัวหนังสือแม้แต่อักษรเดียว บางครั้งใบหน้าอวบอ้วนมักแสดงรอยยิ้มหรือขมวดคิ้วโดยไม่รู้สึกตัว

“ไม่ดีอะไร ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ป้าพวกนั้นเป็นประสาทกันเองทั้งนั้น” หญิงสาวยกไหล่ขึ้นทั้งสองข้างไม่ถือสาสิ่งที่ตนกระทำไป

“หิวข้าวแล้วล่ะ”

“จะกินอะไรล่ะ เมื่อวานเหลือหมูอยู่ชิ้นหนึ่ง” ข้าวหอมละสายตาออกจากหนังสือเป็นครั้งแรก ก่อนนำที่ขั้นที่ทำจากดอกหญ้าแห้งมาวางไว้และพับเก็บอย่างบรรจง ใช้หมอนปิดเอาไว้อีกชั้นและหันกลับมาตอบด้วยใบหน้าซังกะตาย

“ผัดกะเพรา”

“รู้แล้ว ๆ ผัดกะเพราเหมือนทุกที รอสักครู่นะคะคุณพี่สาว ปล่อยให้เชฟข้าวสวยคนนี้ทำมัน” ร่างอ้วนท้วนในชุดเสื้อยืดกางเกงยางย้วยเดินตามหลังข้าวสวยเข้าไปในครัว มืออวบนั้นพยายามหยิบจับช่วยในส่วนที่ช่วยได้ เช่นเตรียมจาน นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ดี

“พี่นี่นะ เมื่อไหร่จะทำกับข้าวเป็นสักที หยุดเลย ๆ วางมีดไว้และกลับไปรอในห้อง ท่าทางการถือมีดที่น่าหวาดเสียวนั่น จะหั่นนิ้วตัวเองแทนเนื้อหรือยังไง…” เสียงบ่นของข้าวสวยยังดังไม่หยุดแม้ว่าตัวของข้าวหอมจะถูกดันกลับออกมาจากห้องครัวแล้วก็ตาม

สาเหตุที่ข้าวหอมไม่มีความสามารถในการทำอาหารนั้นไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เธอจะทำอะไรก็เงอะงะไปหมดด้วยร่างกายอันใหญ่โตเทอะทะนี้ โดยเฉพาะการทำอาหาร เพียงแค่เมนูง่าย ๆ อย่างเช่นการทอดไข่…ถ้าไม่ไหม้ก็ไม่สุกหรือกินไม่ได้ อย่าได้เอ่ยถึงเมนูอื่น ๆ ที่มีระดับสูงไปกว่านี้เลย

เป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่ก่อนแล้วว่าเธอทำไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ทำอาหารจึงตกไปที่น้องสาวโดยปริยาย และเพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้ง หรือเปล่านะมันจึงทำให้เธอทำกับข้าวไม่เป็นสักที

ปีบปี๊บ˜

เสียงบีบแตรรถยนต์คันเก่าหน้าประตูรั้วบ้านพร้อมเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเพราะเป็นตัวเครื่องหลายสิบปีแล้ว ร่างอ้วนตุ๊ต๊ะที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม ได้วิ่งออกไปอย่างเต็มกำลังหวังรีบเปิดประตูให้เร็วที่สุด ทว่ามันก็ยังคงเชื่องช้ามากอยู่ดี

“พ่อ สวัสดีค่ะ”

“หวัดดี ๆ เฮ้อ เหนื่อยจริง ๆ เลยวันนี้” รถถูกขับเข้ามาจอดถึงในลานหน้าบ้านพร้อมกับคุณพ่อที่หน้าตาไปเร็วกว่าอายุจริงเพราะท่านทำงานหนักมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ ก้าวลงมาจากรถกระบะคันเก่าซึ่งถูกต่อโครงขึ้นไป

“เดี๋ยวหนูไปตักน้ำให้ค่ะ” น้ำในกระติกน้ำแข็งที่ถูกเติมน้ำจนเต็มมีน้ำแข็งก้อนเล็กซื้อมาจากร้านค้าในหมู่บ้านลอยอยู่ในนั้นเต็มไปหมดเพื่อให้ความเย็น แก้วพลาสติกธรรมดาที่ดูเก่าซีดแต่สะอาดดีถูกเธอตักน้ำใส่จนแทบล้น ก่อนนำไปให้กับคุณพ่อที่ท่าทางเหนื่อยล้าทว่าใบหน้าแฝงไว้ซึ่งความใจดี

“อ้า!!!เย็นชื่นใจดีจริง ๆ วันนี้ข้าวหอมของพ่อเป็นยังไงบ้าง จะจบ ม.6แล้วนี่นะ” ฝ่ามือหยาบกร้านของพ่อลูบไล้บนกลุ่มผมของเธอ ข้าวหอมอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนหัวเข้าหาฝ่ามือนั้นโดยไม่รู้ตัว

“ก็ดีค่ะ แต่…หนู หนูไม่อยากย้ายไปเรียนที่อื่นเลยค่ะ ไม่อยาก…จากบ้านของเรา” ต่อหน้าคุณพ่อข้าวหอมแต่เดิมที่ไม่ค่อยกล้าพูดอะไรมากมักจะพูดออกมาเสมอ เธอไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังไม่โต

“ไม่ได้หรอก อดทนนะลูก พ่อแก่มากแล้วต่อไปพอหนูเรียนจบก็จะได้ส่งน้องเรียนด้วย ด้วยกำลังของพ่อและแม่ไม่มีกำลังจะส่งน้องได้แล้ว เพราะงั้นข้าวหอมต้องอดทนนะลูก”

เพราะคำว่าอดทนของพ่อ เธอจดจำมันฝังใจมาตลอดจนถึงตอนนี้ ชีวิตมหาลัยของเธอไม่ได้ดีอย่างที่คิด สังคมของที่นี่ไม่ได้รวบรวมเฉพาะเหล่าบัณฑิตที่มีความรู้และพึงกระทำอย่างผู้มีปัญญาชลเอาไว้เท่านั้น มันยังมีสังคมที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง หยามเหยียด อยู่ในนั้นด้วย

“น้องตรงนั้นน่ะ ต้องเต้นซุมบ้าเป็นการลงโทษ” ปลายนิ้วของพี่ว้ากประจำคณะวิศวะตกลงมาตรงจุดที่เธอนั่งอยู่พอดิบพอดี ผิดอะไร เธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ

“นะ…หนู หนูทำอะไรผิดคะ” เสียงขาด ๆ หาย ๆ ถามออกไปอย่างแผ่วเบา

“น้องปรบมือไม่ดัง ทั้งที่เนื้อเยอะขนาดนี้แทนที่จะทำให้มันเสียงดังได้มากกว่าใครเพื่อน แบบนี้ไม่ใช่ว่าเอาเปรียบเพื่อนหรือไง ลุกขึ้นมาเต้นครับ ไม่อย่างนั้นเพื่อน ๆ จะถูกลงโทษ” รอยยิ้มจากใบหน้าที่ดูดีของพี่ ‘ภูผา’นั้นราวกับปีศาจร้ายในมุมมองของเธอ

“…ค่ะ” เธอลุกขึ้นเต้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ริมฝีปากใต้หน้ากากอนามัยถูกขบกัดจนเกิดเลือด ความเค็มปร่าหลั่งออกมาเต็มไปทั้งปาก พร้อมท่าเต้นเก้กังเพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ดวงตาที่เอ่อคลอทว่าไม่มีใครสนใจมันเพราะพวกเขากำลังเปิดปากหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

‘อยากออกไป ฮึก…อยากหนี’

‘ทรมาน…น่าอึดอัด อยากหลุดพ้น’

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานเหล่านั้น ร่างกายอันอ้วนท้วนเก้กังผู้ถูกมองราวกับตัวตลกกำลังอดทนอย่างเจ็บปวด อดทน เดี๋ยวก็จบแล้ว

.

.

ระยะเวลา 4 ปีกับการเรียนในรั้วของมหาลัยที่ไร้เพื่อน คบกันเพื่อทำงานกลุ่ม เมื่อจบแล้วก็เลิกรา หวังเพียงว่าชีวิตต่อจากนี้เธอจะสามารถเจอสังคมดี ๆ ได้บ้าง

แต่คงเป็นความหวังที่มากเกินไป

“อะไรกัน ตัวก็ใหญ่กินให้มากกว่านี้หน่อย ถ้าเหลือมันน่าเสียดายนะ” พี่ที่ทำงานเอ่ยขึ้น ไม่รู้ว่าโชคชะตาชักนำหรือเวรกรรมตามก่อ พี่ว้ากคนนั้นเราได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง เอ่ยบอกกับเธอท่ามกลางโต๊ะที่ทุกคนวางช้อนกันไปหมดแล้วด้วยความอิ่ม และตัวเธอเองก็อิ่มแล้วเช่นเดียวกัน

“หนูอิ่มแล้วค่ะ”

“เหอะ! ทำเป็นเกรงใจไปได้ กินเข้าไป ๆ ความจุเราเยอะกว่าใครเขาอยู่แล้ว ก็เราตัวใหญ่นี่เนอะ” เสียงหัวเราะครืนใหญ่จากสมาชิกที่ทำงานในกิจการเดียวกัน พวกเขาหัวเราะออกมาจนเต็มเสียง

“ค่ะ” คำแล้วคำเล่าที่ถูกกินเข้าไป ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก กินเข้าไปให้หมดแล้วรีบกลับห้อง กลับห้องของตัวเราเอง

“เรากลับเองได้ใช่ไหม รถพี่เต็มแล้ว ครั้งหน้าค่อยกลับด้วยกันกับพี่ก็แล้วกัน” เพราะดึกแล้วรถเธอก็ไม่ได้ขับมา เพราะพวกเขาบอกว่าจะไปส่ง

‘อา… ถูกทิ้งอีกแล้ว’

“ค่ะ” ทั้งที่ในใจกลัวมากเลยแท้ ๆ การกลั่นแกล้งเล็กน้อยเหล่านี้…ไม่เป็นไรหรอก เราชินแล้ว…ชินแล้วล่ะ

ข้าวหอมเดินออกจากซอยเพื่อไปโบกรถ โชคดีที่คุณลุงแท็กซี่ยอมไปส่งแม้จะต้องจ่ายแบบเหมาก็ตามที ท้ายที่สุดเธอก็ถึงห้องสักที ห้องพักขนาดเล็กที่ถูกคนที่ทำงานดูถูกเพราะเป็นห้องธรรมดาไม่มีแอร์ แต่สำหรับเธอแล้วกลับเป็นสถานที่ซึ่งอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยเหลือมากเกิน

อุก! อ๊วก! แหวะ!

อาหารที่ถูกยัดเข้ามาเกินขนาดความต้องการของร่างกายถูกกำจัดออกเองโดยธรรมชาติ เพียงเพราะมีร่างกายอันใหญ่โตแต่ใช่ว่าเธอจะทานได้มากกว่าคนอื่น ไม่เลย ไม่เคยทานได้มากกว่าคนปกติธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ทรมานจริง ๆ กับการฝืนยัดบางสิ่งบางอย่างที่เต็มแล้วลงไป

“พ่อคะ หนูอดทนได้ดีใช่ไหมคะ” ดวงหน้ากลมเอ่ยออกไปกับอากาศอันว่างเปล่า ความเหงาเริ่มคลืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจ แต่ร้องไห้ไม่ได้ เดี๋ยวพ่อต้องโทรมาแล้ว จะอ่อนแอต่อหน้าพวกเขาไม่ได้ ร้องไห้ไม่ได้หรอก

“สบายดีไหม” เสียงที่ดูแก่ชรามากกว่าวันวานดังลอดผ่านคลื่นเสียงของโทรศัพท์เครื่องเก่า

“สบายดีค่ะพ่อ ทางนั้นทุกคนเป็นยังไงบ้างคะ”

“สบายดีกันทุกคน ทำงานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม”

“ไม่…ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” เหนื่อย…เหนื่อยมาก

‘หนูต้องการบอกเหลือเกินว่ามันเหนื่อย เหนื่อยที่ใจ’

โกหกอีกแล้ว เธอโกหกอีกแล้ว

“อดทนนะลูก ทางนี้ก็สู้อยู่เหมือนกัน พ่อออกไปวิ่งเก็บของเก่าทุกวัน รายได้ดีอยู่นะ”

“ค่ะ…” ข้าวหอมไม่สามารถพูดออกมาได้อีกแล้ว น้ำตารื้นขึ้นเต็มกระบอกตาทั้งสองข้างจนบดบังทัศนียภาพเบี้ยงหน้า มันบิดเบี้ยวไปหมด พ่อแม่ที่แก่เฒ่ากลับยังต้องดิ้นรนเพื่อหาเงิน เธอที่โตจนทำงานแล้วกลับเลี้ยงดูพวกท่านได้ไม่ดี

เงินของข้าวหอมในแต่ละเดือนถูกแบ่งออกเป็น 10 ส่วน สองส่วนเป็นค่าห้องค่าน้ำและค่ากินอยู่ของเธอเอง 2 ส่วนต่อมาถูกโอนให้น้องสาวเป็นค่าใช้จ่ายในมหาลัย 3 ส่วนถูกเก็บไว้เป็นค่าเทอมของน้อง อีก 3 ส่วนถูกส่งให้พ่อกับแม่ ทว่าเงินเดือนเธอก็เท่านี้ ไม่ได้มากมายอะไรแม้จะพอกินพอใช้แต่ไม่พอให้ได้เก็บ

ดังนั้นทุกวันหลังเลิกงานทุกคนจะไปสังสรร ส่วนเธอนั้นจะเลือกกลับห้อง ถูกตีตัวออกห่างโดยสมบูรณ์แบบ ถูกนินทาทุกครั้งที่ลุกออกจากโต๊ะ แต่ไม่เป็นไรเพราะเธออดทนเก่ง

“ยังเป็นนิยายเล่มนี้ที่ช่วยปลอบใจ ผู้คนในโลกนั้นคงใช้ชีวิตกันได้อย่างอิสระ ท่องเที่ยวพเนจรไปทั่วได้ ปล่อยพลัง ฝึกตนตามวิถีเซียน ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเพราะไม่จำเป็นต้องกินก็อยู่ได้ น่าอิจฉาจริง ๆ นะ” มืออวบหยิบนิยายเล่มเก่าเล่มเดิมที่ถูกเปิดอ่านจนกระดาษเริ่มยุ่ยแม้จะได้รับการดูแลดีเท่าใดก็ไม่อาจฝืนยื้อเอาไว้เมื่อกาลเวลาได้หมุนเวียนผ่านไปหลายปี

“ยังเป็นตัวละครที่น่าอิจฉา…”

ทว่า โลกทั้งใบกลับถูกอาบไปด้วยสีแดงเลือด เป็นอะไรไป

‘อา… เริ่มเจ็บขึ้นมาแล้วล่ะ’

ฉึบ!ฉึบ!ฉึบ!

“ฮ่าฮ่าฮ่า ฮิ ฮ่าฮ่า ตายแล้ว…คึฮ่าฮ่า ตายแล้วล่ะ ถูกแทงตายแล้วล่ะ” เสียงหัวเราอย่างจิต ๆ เงาอันเลือนราง ที่แท้ก็เป็นคุณลุงแถวนี้ ได้ข่าวว่าแกติดยา อา… ดูท่าเธอจะถูกแทงตายเพราะแกคลั่งเข้าแล้ว เข้ามาทางไหนนะ

ร่างกายที่ถูกแทงจนพรุนไม่ม่ความสามารถแม้แต่จะเคลื่อนไหวได้อีกแล้ว มีเพียงลูกตาเท่านั้นที่ยังกวาดไปได้ถ้วนทั่ว และแล้วก็พบ ที่จริงแล้วมันเป็นหน้าต่างที่ถูกทุบพังเข้ามานี่เอง เธอนี่ประมาทมากเกินไป

“คึคึ ๆ ตายแล้วล่ะ ๆ แต่ตายังกระพริบอยู่นะ? แทงอีกครั้งเถอะ”

มีดอันแหลมคมถูกแทงลงมาที่หน้าท้องอันกลมของเธออีกครั้ง ไม่เจ็บแล้ว มันไม่มีความรู้สึกแล้วล่ะ แค่เสียดาย ยังมีหลายอย่างที่เธอยังไม่ได้ทำ น้องสาวก็ยังเรียนไม่จบ

แต่ไม่เป็นไรหรอก ก็เธอยังมีประกันอยู่ คงเพียงพอที่จะส่งน้องให้เรียนจบได้ บางทีการตายของเธอในครั้งนี้อาจเป็นผลดีต่อเธอก็ได้นะ อา ร้องไห้ไม่ออกเลยแฮะ

“แทงอีก ๆ” ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเธอไม่รับรู้อะไรอีกแล้วไม่แน่ว่าเขายังคงใช้มีดอันเดิมทิ่มแทงเนื้อเธออย่างไม่หยุดหย่อนต่อไปอยู่

‘คุณตำรวจช่วยจับเขาทีนะ…คุณกู้ชีพคงต้องทำงานหนักน่าดู เพราะน้ำหนักตัวของฉันไม่น้อยเลย’

‘คุณหมอคงต้องทำความสะอาดยาก เพราะถูกทำจนเละเทะแบบนี้ แต่ช่วยทำให้อยู่ในสภาพที่ดีก่อนให้คนในครอบครัวเห็นทีนะคะ เดี๋ยวพวกเขาจะเจ็บปวดมากเกินไป’

‘คุณพ่อคุณแม่หนูคงต้องจากไปก่อนแล้วล่ะ ทั้งที่ยังไม่ทันได้ดูแลทั้งคู่เลยนี่นะ ดันมาถูกฆ่าตายเสียแล้ว ขอโทษจริง ๆ นะคะ’

‘ข้าวสวย น้องสาวของพี่ เธอเป็นน้องสาวที่ดีมากเลย พี่รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่กับเธอ รู้สึกเหมือนพี่เป็นน้องสาวแทนเลยล่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาถูกเธอปกป้องตั้งหลายครั้ง ขอบคุณนะพี่ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นพี่สาวของเธอ รักเธอมากจริง ๆ’

แค่นี้ล่ะ คนที่รักมีแค่สามคนเท่านั้นเอง เป็นการบอกลาที่สั้นและไม่มีใครได้ยิน แม้แต่ตอนที่กำลังจะตาย เสียงของข้าวหอมก็ยังคงส่งไปไม่ถึงใครเลยสักคนเดียว

วันที่ 22/12/2022 ข้าวหอมได้จากโลกนี้ไปอย่างสมบูรณ์ในวัย 23 ปี

โอกาส

เย็นวันนั้นข่าวดังครึกโครมไปทั่วบ้านทั่วเมือง ถูกแถลงอยู่บนสื่อโทรทัศน์ ลุงคลั่งยาบุกแทงสาวอ้วนดับอนาจหลายสิบแผล ถูกเผยแพร่ออกอากาศ ภาพครอบครัวเดินทางมารับศพด้วยความเศร้าโศก เสียงร้องไห้ดังระงม พ่อและแม่ที่แก่เฒ่าอยู่แล้วกลับดูมีอายุมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายสิบปี น้องสาวที่เคยสดใสแข็งกร้าวกลับเก็บตัวอย่างเงียบเชียบในห้องของพี่สาวที่ตายจาก

“คุณลุงคุณป้า เรื่องนี้เป็นเพราะผมเองครับ ถ้าผมไปส่งน้องเขาเรื่องคงไม่เกิดขึ้น ขอโทษครับ” ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาร่างสูงใหญ่ที่ตอนนี้ไหล่กำลังงองุ้มด้วยความเศร้าเสียใจ ความรู้สึกที่เฝ้ากล่าวโทษตัวเองของเขามันกำลังสุมอยู่ในอก

“ช่างเถอะ จากนี้…อย่าก่อเวรต่อกรรมกันอีกเลย” เฒ่าสายัญผู้เป็นพ่อของข้าวหอมเอ่ยตัดกรรมออกไป เขาเงยหน้าที่ซูบตอบนั้นขึ้นไปด้านบน มองฝ้าเพดานเพื่อไม่ให้น้ำตาหลั่งรินออกมาอีกครั้ง ภาพของลูกสาวตัวอ้วนกลมตั้งแต่วันคลอด ภาพตอนหกล้มจากการเดินในครั้งแรก ความทรงจำทุกช่วงชีวิตของบุตรีหลั่งไหลอยู่ในสายตาของเขาตลอด

ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่เด็กตัวอ้วนท้วนคนนั้นไม่ร่าเริงดังเดิม อาจเป็นเมื่อหลายปีก่อนเหตุการณ์สมัยเปิดเรียนชั้นมัธยมต้น เขาส่งลูกเข้าโรงเรียน เฝ้าติดตามอยู่ข้างรั้ว เขาเห็นมันทั้งหมดทว่ากับวางเฉยไม่แก้ไขกลับปล่อยมันค้างติดอยู่ในใจ ภาพลูกสาวตัวน้อยของเขาถูกผู้คนรังเกียจเดียดฉันท์ เขาผู้เป็นพ่อกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย หวังเพียงให้ชาติหน้ามีอยู่จริงเขาก็ขอใช้คำพูดเหล่านี้ตัดเวรกรรมของลูก อย่าให้ได้พบเจอเรื่องราวเหล่านี้ ผู้คนเช่นภพชาตินี้อีกเลย

“ฮึก…ผมขอมาเยี่ยมน้องบ่อย ๆ ได้ไหมครับ” ภูผาหลั่งน้ำตาพร้อมเสียงสะอื้นด้วยความเจ็บปวดนั้นไม่ได้ทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองคนเห็นใจแต่อย่างใด หลายครั้งที่ได้ยินลูกสาวเปรยออกมาทางโทรศัพท์ถึงเรื่องราวบางอย่างที่พบเจอแล้วเจ้าตัวไม่อาจรับได้ไหว เรื่องราวเหล่านั้นล้วนมีชายหนุ่มคนนี้เอี่ยวด้วยตลอด พวกเขาไม่อาจกล่าวโทษทว่าก็ไม่อาจมองหน้าได้ติด
ไม่สู้…ต่างคนต่างอยู่เช่นเดิมเถอะ

“พูดไม่เข้าใจหรือไง! มึงจะมาเสียใจเหี้ยไรอีก ฮึก! แค่นี้ยังรังแกพี่สาวกูไม่พออีกเหรอ ไสหัวไป!”ด้วยเสียงแหบพล่านแตกร้าวขึ้นจมูกดังลั่นออกมาจากบานประตูที่ปิดมิด ร่างของข้าวสวยที่ดวงตาปูดโปนจากการร้องไห้อย่างหนัก เธอรับรู้เรื่องราวของพี่สาวมาตลอด หลายครั้งที่อยากจะเข้าไปกระทืบไอ้คนชั่วช้านี่ มันยังมีหน้าจะมาอยู่ต่ออีกทำไม เกลียดพี่สาวเธอนักไม่ใช่หรือ?!

“พี่…ขอโทษ ขอโทษครับ” เมื่อรับรู้ว่ายื้อต่อไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีเขาจึงยินยอมที่จะถอยออกไปแต่โดยดี ลับหลังร่างสูงใหญ่นั้นบรรยากาศที่ฟุ้งกระจายไปรอบบ้านด้วยความเศร้าโศกเกาะกินจิตใจของทุกคนในครอบครัว เสียงร่ำไห้กอดรูปภาพสีดำมืด ที่เจ้าของรูปไม่อาจรับรู้และสัมผัสได้อีกต่อไป

.

.

ความมืดบดบังวิสัยทัศน์ของข้าวหอมไม่ถึงเสี้ยววินาที ก่อนที่แสงสว่างจ้าในโลกอันโล่งขวางกว้างไร้จุดสิ้นสุดจะปรากฏขึ้นมาสู่สายตาของเธอ

“ที่นี่…ที่ไหน?! สวรรค์? โลกหลังความตาย?”เธอเดินหน้าไปเรื่อย ๆ โดยไร้สิ้นจุดมุ่งหมาย น่าแปลกนักที่ต่อให้เดินมามากแค่ไหนก็ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า เดินไปข้างหน้าเรื่อยมาไม่หยุดพัก เดินและยังคงเดินต่อไป

“คงตายแล้วจริง ๆ สินะ” มืออันโปร่งแสงพร่าเบลอปัดผ่านมือของตนเองมันกลับทะลุผ่านไปโดยไม่มีกายหยาบขวางกั้น นี่เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ที่มีชีวิตแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้สงสัยเนิ่นนานไปมากกว่านี้ เสียงบางอย่างที่มีราวกับไม่มีได้ดังขึ้นจากความว่างเปล่า มันได้เขย่าจิตสำนึกที่มีจนข้าวหอมสั่นสะท้ายไปทั้งกาย

“วิญญาณเอ๋ย จงฟังข้า”

“คะ…ใครคะ” ภาพที่เห็นตรงหน้ายังคงขาวโพลนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าบรรยากาศกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกถึงชีวิตที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากกระแทกดวงวิญญาณที่พร่าเลือนของเธอให้ชัดเจนมั่นคงมากยิ่งขึ้น

‘ครานี้ จงมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพาที่เป็นทิศทางการขึ้นของสุริยันจรัสแสงที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายล้านลี้ หากการเดินทางครั้งนี้เจ้าไม่ย่อท้อผลที่ตามมาย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน จงรักษาจิตใจของเจ้า’

“เดี๋ยวก่อนค่ะ! จะรู้ได้อย่างไรว่ามาถูกทางแล้ว ในเมื่อ…มันว่างเปล่า”เพราะไม่รู้จะทำอะไร การเดินอย่างไร้จุดหมายของเธอก็ทำอยู่ตลอดอยู่แล้ว บางทีการเดินตามคำที่ถูกชี้แนะอาจเป็นหนทางที่ดีกว่า

‘เพ่งมองเถิด ไม่ใช่ที่กลางใจของเจ้ามีเชือกสีแดงโยงอยู่หรือ เพียงเดินตามเชือกเส้นนั้นไปอย่างไม่ย่อท้อก็เพียงพอแล้ว ขอให้เจ้าโชคดี’

“ขอบคุณค่ะ” เชือกอันบางเบาที่พร้อมขาดได้ทุกเมื่อ มันดูเปราะบางยิ่งกว่าเส้นไหมที่ถูกยืดทอจนบางเบา

นับตั้งแต่วันนั้นดวงวิญญาณของหญิงอ้วนหนึ่งตนก็ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้ระหว่างทางจะพบเจอสิ่งที่แปลกต่างออกไป แมกไม้อันงดงามชวนหลงไหล ชายหนุ่มและหญิงสาวที่เชื้อเชิญ ผู้เฒ่าที่ล้มลง การเกิด แก่ เจ็บและตาย หมุนเวียนผันเปลี่ยนมากมายที่ได้พบเห็นก็ไม่อาจดับความมุ่งมั่นที่เธอมีได้

หนึ่งวัน? หนึ่งเดือน? หนึ่งปี? ร้อยปี? พันปี? หมื่นปี? หรือล้านปี? ข้าวหอมไม่อาจทราบได้เลยว่ากาลได้ผันเปลี่ยนหมุนเวียนไปมากหรือน้อยเพียงใด ดวงจิตที่เคยตั้งมั่นอย่างแข็งกล้าเมื่อครั้งเริ่มแรกนั้นเปราะบางลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา

ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก ร่างทั้งสามร่างที่กำลังโอบกอดรูปภาพของเธออยู่นั่นไม่ใช่ครอบครัวของเธอหรือ คิดถึงเหลือเกิน…

เท้าอวบนวลที่หยุดชะงักพร้อมที่จะก้าวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยเดินมาช้านานอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย แม้เธอจะรู้ว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตาแต่ความสุขเพียงชั่วครู่ก็สามารถปลอบประโลมจิตใจของเธอได้ แม้จะไขว่คว้าไว้ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็เพียงพอแล้ว

“อย่า!!!!! อย่ายอมแพ้ ลูกสาวพ่ออดทนได้ดีเสมอ ขอร้อง เดินต่อเถอะ” ทว่าเสียงที่ดังมาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของเส้นเชือกที่เชื่อมต่อกับหัวใจเธอได้ทำให้เธอมีสติขึ้นมาอีกครั้ง

“พี่…รีบมาเร็วเข้า อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย”

“ลูกสาวแม่ หนูทำได้ อย่าไปเลย รีบมาทางนี้” สามเสียงที่เร่งเร้าให้เธอเดินหน้าต่อไป ภาพของครอบครัวจางหายไปอีกครั้ง ฝีเท้าของเธอกลับมามั่นคงดังเดิมอีกครั้ง มันยังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ มันยังเร็วมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

กลิ่นไอเดิมที่คุ้นเคยเหมือนตอนที่ได้ยินเสียงที่ชี้นำนั้น กลิ่นไอแห่งชีวิต ยิ่งคลืบคลานเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ยิ่งแจ่มชัดมากเท่านั้น

“ในที่สุดเจ้าก็มาถึง” ปลายของเส้นเชือกถูกโยงเข้ากับดอกบัวที่กำลังบานสะพรั่งบนฝ่ามืออันเรียวงามเกินกว่าจะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ ร่างตรงหน้าเห็นคล้ายไม่เห็น ให้ความรู้สึกลึกลับทว่ากลับไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกคุกคามแต่อย่างใด กลับเป็นความสบายใจมากเสียยิ่งกว่า ราวกับไร้สิ้นความทุกข์ทั้งปวง

“ท่าน…คือใครคะ”

“วิญญาณเอ๋ย หากเป็นโลกของเจ้าเราคือพระอวโลกิเตศวร หรือพระโพธิสัตว์กวนอิม เรารับรู้ได้ถึงทุกสิ่งที่เจ้าเผชิญ เราชื่นชมมันยิ่งนัก เรามีตัวเลือกให้เจ้าสองข้อ หนึ่งจงอยู่รับใช้เคียงข้างกายของเรา เฝ้ามองชะตากรรมมนุษย์ หรือสองไปจุติยังสถานที่ที่เรากำหนด ใช้ชีวิตเวียนว่ายในทุกข์ขังต่อไปพร้อมพรสามประการจากวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา”

“ข้อสองค่ะ”

“เช่นนั้นพรสามประการ ประการแรกเจ้าคือผู้จุติปางของเราทั้ง 3 ปาง หนึ่งปางประทานพร เมื่อเจ้าประทานพรให้ผู้ใดแล้วเขาย่อมประสบผลสำเร็จ สองปางพันกร ในมือทั้งพันของเรานั้นมีสมบัติล้ำค่ามากมายเจ้าสามารถใช้ได้ และสามปางเหยียบมังกร มังกรตัวนั้นคือเทพอสูรสูงสุด เขาจักปกป้องคุ้มครองเจ้า นี่จึงเป็นพรข้อที่หนึ่งที่เราจักประทานให้ ยินดีหรือไม่”

“ยินดีค่ะ” แม้จะยังไม่เข้าใจมากนักทว่าเธอที่อ่านนิยายมาหลายร้อยหลายพันเรื่องย่อมสามารถปะติดปะต่อได้เป็นอย่างดี

“พรข้อที่สองและสาม จงขอเองเถิด”

“ขอกลับไปอีกครั้ง กลับไปหาครอบครัวอีกครั้ง…ได้ไหมคะ”

“วิญญาณเอ๋ย ภพชาตินี้ตัดขาดกันแล้วไม่อาจหวนกลับ จงขอสิ่งอื่นเถิด” เสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตานั้นทำให้ข้าวหอมไม่อาจดื้อรั้นอีกต่อไป เธอเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าได้หรือไม่ได้ บางอย่างแม้แต่ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ พระอรหันไม่อาจข้องเกี่ยวได้เช่นกัน

“ถ้าเช่นนั้นหนูก็ไม่รู้จะขอสิ่งใดค่ะ”

“เช่นนั้นไม่สู้ให้เราเป็นผู้ประทานพรอีกสองข้อ ข้อสองนั้นให้เจ้ามีปัญญาปราดเปรื่องประสบพบเพียงหนึ่งติดตรึงมิรู้ลืม ข้อสามขอประทานพลังที่ก่อเกิดจากธาตุทั้ง 7 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ความมืด แสงสว่าง และชีวิต จงก่อเกิดติดตัวเจ้าไป”

“ขอบคุณค่ะ แล้วการไปครั้งนี้มีสิ่งที่ต้องทำหรือไม่” นี่คือสิ่งที่ข้าวหอมได้เรียนรู้จากช่วงชีวิตทั้ง 23 ปีที่ผ่านมา เธอทราบถึงสัจธรรมของโลก การได้มาซึ่งบางสิ่งย่อมต้องแลกด้วยบางอย่างที่เท่าเทียมกัน การที่เธอได้รับมาเช่นนี้ย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนบางประการ

“วิญญาณเอ๋ย หวังเพียงเจ้าจะใช้ชีวิตโดยอิสระตามที่ใจเจ้าปรารถนา ความหวังเดียวของเรานั้นคืออย่าได้ใช้พลังที่เรามอบให้ไปในทางที่ไม่ชอบ ทว่าหากผู้ใดกระทำเจ้าก่อน เจ้าจงโต้ตอบกลับไปเพราะนั่นถือว่าเขาได้สร้างกรรมแก่เจ้า เจ้าจึงมีสิทธิที่จะเอาคืนตามใบทวงถามที่ถูกสร้าง ทำให้เราได้หรือไม่”

“…เจ้าค่ะ” หยาดน้ำตาที่หลั่งรินออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ร่วงหล่นลงจากเบ้า พระโพธิสัตว์กวนอิมท่านช่างมีเมตตาเหลือเกิน สมกับที่ได้รับการเรียกขานว่าพระอวโลกิเตศวร ซึ่งหมายถึง พระผู้สดับฟังเสียงของสรรพสัตว์

“อย่าร้องไห้ไปเลย ไปเถิด ไปทำในสิ่งที่เจ้าต้องการวิญญาณอันบริสุทธิ์เอ๋ย” สิ้นคำนั้นวาโยพัดโบกเพียงแผ่วเบา ทว่ามันได้พัดพาดวงวิญญาณที่ส่องสว่างพลิ้วไหวติดไปตามสายลม ผ่านดวงดาวอันบิดเบี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงจิตนั้นได้หลับลึกลงไปเตรียมพร้อมที่จะจุติ สัญลักษณ์รูปมือประนมดุจพุ่มดอกบัวสีแดงเหลือบทองเล็กกลางหน้าผากเลือนลางการมีอยู่ของมันมีคล้ายไม่มี ตรานี้ได้ส่องประกายวูบหนึ่งครั้งต่อหน้าดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีกระแสพลังรุนแรงนัก

เมื่อมองจากมุมนี้หากเปรียบเทียบกับขนาดของโลกแล้ว ดาวเคราะห์ดวงนี้กลับมีขนาดใหญ่โตกว่า อาจสามารถนำโลกมาเรียงร้อยต่อกันได้ถึง 100 ลูก ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีขนาดเทียบเท่ากับดาวดวงนี้หรือไม่

.

.

“อุแว้ อุแว้ แว้ แว้ อุแว้˜”

ท่ามกลางสายฝนตกพรำตกกระทบยอดหญ้าทั่วทุกพื้นที่ หนึ่งดินแดนขนาดเล็กมีหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีในวัย 20 กว่า ๆ ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาผู้อาภัพไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยร่างกายที่เป็นหมันของพวกเขาอันเนื่องมาจากร่างกายที่ถูกใช้งานหนักมาหลายสิบปี บัดนี้เมื่อถูกสายฝนหยุดยั้งการเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า จำต้องพึ่งพึงอาศัยศาลาไม้เป็นที่กำบังจากสายฝนที่สาดกระเซ็น

“ท่านพี่! ท่านได้ยินหรือไม่ เสียงเด็กน้อยดังมาจากที่ใดเจ้าคะ”สตรีงามเต็มวัยแม้ไม่อาจเรียกได้ว่างดงามที่สุดทว่ายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความงามที่มากกว่าคนปกติ ผิวกายเนียนนุ่มอ่อนวัยยืนอยู่ภายใต้อ้อมกอดของบุรุษผู้หล่อเหลา ในเครื่องแต่งกายที่ดูสูงส่ง

“ภรรยา อย่าได้กังวลไป” สิ้นคำนั้นเงาดำวูบจากด้านหลังซึ่งเกิดจากองครักษ์เงาหนึ่งสายเคลื่อนไปด้านหน้าตามกระแสเสียงอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมองตามได้ด้วยตาเปล่า ไม่นานนักเงาดำนั้นก็ปรากฏพร้อมห่อผ้าสีขาวในตะกร้าที่เปื้อนฝุ่น

“ท่านอ๋อง เป็นทารกถูกทิ้งไว้พะย่ะค่ะ” เด็กน้อยในห่อผ้าอ้าปากร้องไห้วาวาเพราะความเปียกชื้นที่รุมเร้าอาจทำให้เจ้าตัวไม่สบายเอาได้

“ผู้ใดช่างโหดร้ายนัก ท่านพี่…” สตรีงามรีบโอบอุ้มเอาทารกแนบอกโดยไม่นึกรังเกียจโคลนตมที่ติดตามผ้า แม้มันจะแปดเปื้อนกายางาม แขนเพรียวบางยังคงกอดกระชับสร้างความอบอุ่นให้กับเด็กน้อยเอาไว้แน่น

“ภรรยาข้ารู้แล้ว ตามใจเจ้า หากประสงค์อยากรับเป็นบุตรข้าจะเป็นบิดาให้นาง” อ๋องฉินซูผู้ถูกขนานนามว่าเอกบุรุษผู้โหดเหี้ยม ในปีนั้นเขาได้สังหารทัพข้าศึก ปราบกองโจร ปกป้องเขตจงโจวที่ตนได้ปกครองเอาไว้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งฮ่องเต้ที่เป็นอาแท้ ๆ ยังต้องให้หน้าอยู่หลายส่วน บัดนี้เมื่ออยู่เบื้องหน้าสตรีอันเป็นที่รักกลับโอนอ่อนผ่อนตามให้กับทุกสิ่งโดยง่าย

“ท่านพี่ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ย่อมเป็นเจ้าแม่กวนอิมมอบให้เราเป็นแน่ ท่านต้องทรงเห็นความตั้งมั่นและความจริงใจของเราทุกครั้งที่มาสักการะ จึงได้ส่งมอบเด็กหญิงคนนี้มีให้ ข้าจะรับนางเป็นบุตรี รักดุจดั่งเลือดเนื้อเชื้อไข ปกป้องนางให้ดี” นิ้วเรียวยาวของหวางเฟยมู่หรงยื่นออกไปเพื่อหยอกล้อกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อันบริสุทธิ์นี้

“เช่นนั้นตั้งชื่อนางว่า ไป๋อ้าย ไป๋ที่แปลว่าขาวบริสุทธิ์ อ้ายคือความรักของเราทั้งคู่ แซ่ของนางคือแซ่ฉินของข้า นางคือฉินไป๋อ้าย บุตรีของอ๋องฉินซูและหวางเฟยมู่หรงนับตั้งแต่นี้สืบไป” เสียงประกาศกร้าวแผดออกไปราวกับเสียงคำรามของมังกร

“ยินดีด้วยกับท่านอ๋องและหวางเฟย” เงานับสิบคุกเข่าลงกับพื้นเอ่ยอวยพรแสดงความยินดีเสียงดังสนั่น

ทารกน้อยบัดนี้หยุดร้องไห้แล้ว ดวงตาของนางฟื้นคืนซึ่งความมีชีวิตชีวา ส่องสว่างอย่างรอบรู้ เงาเลือนรางของตราประทับรูปมือประนมสว่างขึ้นหนึ่งครั้ง เด็กน้อยจ้องมองใบหน้าอันงดงามและหล่อเหลาของบุรุษและสตรีตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ถูกถักทอขึ้นมาถูกส่งออกไปเป็นคำทักทาย ข้าวหอมได้ฟื้นคืนซึ่งสติแล้ว จากนี้เธอคือฉินไป๋อ้าย

“ท่านพี่!!! ดูเถอะนางกำลังแย้มยิ้มให้เรา!!”

“หึหึ เด็กดี ลูกของเราเป็นเด็กดี” มืออันแข็งกร้าวของเขายื่นออกมาด้านหน้าหวังสัมผัสกับปรางนวลผุดผ่องที่ดูนุ่มนิ่มไปทั้งหมดทุกสัดส่วน ทว่าการยื่นมือออกของเขาออกมา มันทำให้ไปอ้ายน้อยตื่นตระหนกไปชั่วครู่ สัญชาตญาณของเด็กน้อยที่ไป๋อ้ายแม้มีวิญญาณของข้าวหอมซึ่งโตเต็มวัยก็ไม่อาจควบคุมได้ นางส่งเสียงร้องไห้งอแงดังลั่นท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย

“โอ๋เอ๋เด็กดี เจ้าเด็กดีของแม่ อย่าตื่นกลัวไปเขาเป็นบิดาของเจ้า อุ๊บ คริคริ ท่านพี่…ท่านทำลูกตกใจจนร้องไห้” เสียงล้อเลียนเย้าแหย่ดังลอดจากริมฝีปากอิ่มส่งไปยังผู้เป็นสามี เขากำลังทำตัวไม่ถูก อ๋องฉินซูเป็นเอกบุรุษเก่งกาจในทุกด้านทั้งการสู้รบปรบมือ การวางกลยุทธ์ พละกำลังและความแข็งแกร่ง ทว่าเมื่อเป็นเรื่องที่อ่อนไหวเช่นนี้เขากลับดูไม่ได้เอาเสียเลย

“ข้า…พ่อขอโทษ อภัยให้บิดาด้วย” ร่างอันสูงใหญ่นั้นกลับดูห่อเหี่ยวลงอย่างน่าขัน ด้วยกลัวว่าลูกสาวหมาด ๆจะตื่นกลัวตนเองมากไปกว่านี้เขาเตรียมพร้อมที่จะล่าถอยออกมาด้านข้างอีกสักเล็กน้อย

“อุแว้ อุแว้˜” ทว่าไป๋อ้ายจะยอมหรือ ? นางรับรู้ได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เลวร้าย แม้จะน่ากลัวอยู่บ้างทว่าคน ๆ นี้จะเป็นบิดาของนาง นิ้วเล็กสั้นป้อมที่ขาวราวหยกไขมันแพะเนื้องาม ยื่นมันออกไปกอบกำชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นทั้งที่ปากกำลังส่งเสียงร้องไห้ทั้งน้ำตานองเต็มหน้า

“ท่านพี่ นางต้องการท่าน”

“ลูกพ่อ” แววตาของอ๋องฉินซูส่องประกายของความรักและเอื้อเอ็นดูมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น สายใยแห่งรักถูกถักทอจนแน่นหนา ตาของเขาไม่ละออกจากมือน้อย นางกำลังกอบกุมขยุ้มเสื้อของเขาแน่นไม่ให้หลีกหนีไปที่ใด

“เด็กดี ปล่อยก่อนเถอะ ข้าไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่ข้างเจ้าปกป้องดูแลเจ้าและมารดาของเจ้าตลอดไป มือของเจ้าจะเจ็บเอาได้ ปล่อยเถิดเด็กดี” เสียงที่พยายามพูดปลอบประโลมแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ในครั้งนี้ก็ต้องทำแล้ว เพราะมือเล็กอวบนั้นเริ่มมีริ้วแดงก่ำจนอ๋องฉินซูรู้สึกปวดในหัวใจแกร่งของพระองค์ยิ่งนัก

“ฮึก อึก ฮึก” เสียงสะอื้นเป็นพัก ๆ พร้อมกับมือที่คลายออกทว่ายังจับอยู่ไม่ได้ปล่อยไปไหน รอยยิ้มที่พยายามส่งออกมาอีกครั้งทั้งที่ใบหน้าเจิ่งนองไปด้วยลายพาดของน้ำตาและน้ำลาย พาให้จิตใจของสองสามีและภรรยาเกิดความรักใคร่จนมากล้น

ปีเหรินหวู่(ปีที่ 19) วันที่ 25 ทั่วทั้งเขตปกครองจงโจวได้รับรู้โดยทั่วกันว่าท่านอ๋องฉินซูและหวางเฟยมู่หรงได้มีพระธิดาหนึ่งองค์โดยมีพระนามว่าฉินไป๋อ้าย

ท่านหญิงน้อยผู้เป็นที่รักยิ่ง

“หวางเฟยเพคะ ท่านหญิงน้อย ท่านหญิงน้อยหายไปเพคะ” แม่นมเฒ่าวิ่งเข้ามาเพื่อถวายรายงานหวางเฟยในยามเช้าตรู่ ตั้งแต่วันนั้นผ่านมาถึงสิบเดือน พระธิดาไป๋อ้ายได้หายออกจากห้องในยามเช้าของวันนี้ แม่นมและทหารที่เฝ้าดูแลออกค้นหาจนทั่วก็ไม่พบ จึงรีบกราบทูลท่านอ๋องและหวางเฟยที่บรรทมอยู่ในห้อง ผ่านประตูที่ปิดสนิทแม้จะถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยทหารรักษาการหน้าประตู

“เกิดอะไรขึ้น! ลูกข้าอยู่ที่ไหน!!”ผู้ที่ออกมาเป็นคนแรกกลับไม่ใช่หวางเฟย มันกลับเป็นท่านอ๋องที่ใส่เพียงกางเกงเนื้อบางท่อนบนเปลือยเปล่าอย่างไม่เรียบร้อย

“คารวะท่านอ๋อง เช้านี้หม่อมฉันเข้าไปถวายการดูแลท่านหญิงดังเช่นปกติ ทว่าทันทีที่เปิดประตูเข้าไปท่านหญิงน้อยก็ไม่อยู่ในนั้นแล้ว แม้แต่คนเฝ้าหน้าประตูก็ไม่ทราบว่าท่านหายไปไหน พวกข้าเฝ้าค้นหาจนทั่วก็ไม่อาจพบ จึงบังอาจเข้ามากราทูลเพคะ”

“ไม่ได้เรื่อง! เด็กคนเดียวยังไม่มีปัญญาดูแล ข้าจะมีพวกเจ้าไว้เพื่อสิ่งใด!!”ใจอันร้อนรุ่มของอ๋องฉินซูทำให้เขาปลดปล่อยพลังปราณการฝึกฝนออกมาแทบจะทั้งหมด กลิ่นไอแห่งการสังหารลอยละล่องไปทั่วทั้งวัง ข้าราชบริพารตัวสั่นงันงกคุดคู้อยู่บนพื้นไม่อาจลุกขึ้นยืนต่อไปได้

“ท่านพี่ ข้าใช้พลังตรวจสอบทั่วทั้งจวนของเราแล้ว ไม่พบเลย ทำอย่างไรดี ข้า…ข้า” เนื้อตัวอันสั่นเทาของหญิงงามของหวางเฟยมู่หรงพร้อมที่จะล้มทรุดได้ทุกเมื่อ พลังของนางเดิมมีความสามารถเพียงอย่างเดียวคือเขตแดนในการตรวจสอบทุกอย่างที่อยู่ในอาณาเขตของนาง นางจะสามารถรับรู้ได้ ทว่าลูกน้อยในวัยสิบเดือนกลับไร้วี่แววที่จะค้นพบ!

“ภรรยา อย่ากังวล ตามหาลูกของเราให้พบ! หากไม่พบพวกเจ้าทั้งหมดจงบั่นเศียรทิ้งเสียเถอะ”อ๋องฉินซูดั้งเดิมไม่ใช่คนใจดีทว่าก็หาใช่คนใจร้ายอย่างไร้สิ้นสติ หากไม่กระทำผิดอย่างแท้จริงเขาย่อมไม่มีทางลงโทษโดยไม่ควร ทว่าครั้งนี้คนเหล่านั้นที่เขาไว้ใจกลับทำบุตรีเพียงคนเดียวของเขาหายไป!

“ขอรับ!” องครักษ์เงาหลายสิบสายกระจายตัวออกไปทั่วทุกมุมของวังอ๋อง ซอกหลืบเล็กแคบเพียงใดไม่อาจรอดพ้นสายตาไปได้ การกระจายกำลังค้นหาขยายออกเป็นวงกว้าง ประตูเมืองถูกปิดตายแม้หลายคนไม่ใคร่พอใจนักก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

ครึ่งวันนั้นทั้งเมืองต่างวุ่นวายกับเหตุการณ์ในครั้งนี้

แท้จริงแล้วเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อครึ่งวันก่อนหน้า

ผู้เป็นต้นเหตุอย่างเด็กสิบเดือนคนนั้น บัดนี้กลับกำลังคลานเข่าไปด้านหน้าไม่ได้หยุด ทว่าพื้นที่นางใช้คลานควรเป็นดินหรือหญ้ากลับกลายเป็นเมฆที่ลอยอยู่สูงเหนือพื้นดินอย่างน้อยหลายร้อยลี้

“แอ้ อ่ะ ปอ แอแวะ” (สูงเท่านี้จะพอไหมนะ)

เด็กน้อยทิ้งก้นที่ถูกพันผ้าไว้จนหนาเตอะกลายเป็นภาพที่ชวนให้ตลก นั่งลงบนปุยเมฆที่อ่อนนุ่มมือป้อมขาวเรียบเนียนราวกับหยกนมแพะ ยกขึ้นจับคางที่เต็มไปด้วยก้อนไขมันตามวัยคิ้วขมวดมุ่นราวกับกำลังคิดตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่ยิ่งนัก

“แอะเอะ แอ อ๊ะ อ้อ ออดแอ้” (เพราะจะบรรลุพลังระดับพลังนับตั้งแต่ระดับเซียนเป็นต้นไปต้องผ่านการกลั่นร่างด้วยสายฟ้านี่สิ ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับเซียนแล้ว ถ้าไม่สูงพอมีหวังท่านพ่อกับท่านแม่ช็อคตาตั้งแน่เลย)

ในร่างของฉินไป๋อ้ายที่ได้รับพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิมติดตัวมามีหรือจะธรรมดาสามัญ ทันทีที่ตั้งสติได้หนึ่งวันวิธีการฝึกฝนก็ตื่นรู้ขึ้นโดยไม่ทราบถึงที่มา เด็กน้อยใช้เวลาในยามนอนหลับเพื่อฝึกฝนในทุกวัน นางรู้กระทั่งวิธีปกปิดกลิ่นไอพลังปราณของตน ทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ไม่สามารถสัมผัสได้และคิดว่านางเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น

คนปกติพวกเขาจะมีการตื่นขึ้นของพลังปราณแต่ใช่ว่าทุกคนจะมีมัน ตามปกติเด็กทุกคนที่สามารถฝึกปราณได้จะปรากฏเส้นปราณขึ้นในวัย 6 เดือน และเริ่มดูดซับพลังปราณตามสัญชาตญาณ

เส้นลมปราณในดินแดนแห่งนี้มีอยู่ทั้งสิ้นเพียง 7 สายในธรรมชาติ แต่กลับมีการค้นพบเพียง 6 สายเท่านั้น ส่วนมากพวกเขาจะมีเพียงหนึ่งปราณธาตุเท่านั้น อาจเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุความมืด ธาตุแสงสว่าง และธาตุชีวิตซึ่งไม่ถูกค้นพบการก่อเกิดแต่กลับเชื่อมั่นว่ามีมัน

โดยระดับการฝึกฝนถูกแบ่งออกหลัก ๆ เป็น 10 ระดับใหญ่อันได้แก่ ฝึกตน บำเพ็ญ กลั่นร่าง กายาสิทธิ์ แม่ทัพ ราชา จักรพรรดิ ปราชญ์ เซียน เทพและระดับสูงสุดคือเจ้าจักรวาล และในระดับเหล่านี้ยังคงมีขั้นย่อยด้านในนั้นถึง 3 ขั้น การก้าวข้ามในแต่ละขั้นต้องใช้วิธีการฝึกฝนที่แตกต่างกันไป

แต่ทว่าในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับไป๋อ้ายนั้นผิดแผกไปโดยสิ้นเชิง นางในวัยหนึ่งเดือนสำเร็จปราณระดับฝึกตนขั้นสูง สองเดือนต่อมาบรรลุปราณระดับบำเพ็ญขั้นสูง อายุได้สี่เดือนบรรลุปราณระดับกลั่นร่างขั้นสูง อายุเข้าหกเดือนบรรลุปราณกายาสิทธิ์ เจ็ดเดือนบรรลุระดับแม่ทัพ แปดเดือนบรรลุระดับราชา เก้าเดือนบรรลุระดับจักรพรรติ ครึ่งเดือนก่อนบรรลุถึงระดับปราชญ์ และในตอนนี้หากรับทัณฑ์สายฟ้า 99 สายนางก็จะบรรลุขั้นเซียน

“แอะ แอ แอะ ดน อันดก” (โดยปกติการบรรลุระดับเซียนต้องรับทัณฑ์เพียง 33 สาย ทว่าข้าได้รับการจุติด้วยปางทั้งสามของพระโพธิสัตว์กวนอิม การก้าวผ่านด่านเคราะห์นี้จึงคูณสามเข้าไปเป็น 99 ครั้ง)

ใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดูขบคิดอย่างจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วพันกันม้วนมุ่นยิ่งกว่าเดิม หากหวางเฟยเห็นเข้าคงรีบเดินเข้ามาใช้นิ้วคลายลงไม่ให้เกิดริ้วรอยแม้เพียงเล็กน้อย หากเป็นท่านอ๋องฉินซูคงเรียกประชุมระดมกำลังกับเหล่าองครักษ์เงาเพื่อถกถึงปัญหาที่บังอาจมาสร้างความเครียดให้กับลูกสาวของเขาเป็นแน่

“แอ่เอื้อออออดออ เอ เอาว้า” (แต่เพื่อความปลอดภัย ขึ้นไปอีกสักหลายพันลี้ก็แล้วกัน)

ก้นน้อยในห่อผ้าอันใหญ่ส่ายไปมาตลอดการเคลื่อนไหว ท้ายที่สุดใช้เวลาไม่มากกว่าสองชั่วยามนางก็มาถึงจุดที่คาดว่าการก้าวผ่านในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อโลกเบื้องล่างอย่างแน่นอน

“อู้ว˜ เอื่อย!!” (ฮู้ว˜ เหนื่อย!!)

เม็ดเหงื่อหยดเล็กถูกปัดออกจากหน้าผากกลมมนท้าแสงแดดสาดส่องลงมาด้านล่างจนสะท้อนแสงเป็นเนินเล็กเก็บสมบัติได้เล็กน้อย นางใช้เวลาพักหายใจกว่าหนึ่งก้านธูปก่อนที่จะนั่งหลังตรงขาวางราบไปกับพื้นเพราะไม่สามารถนั่งขัดสมาธิในท่าที่ถูกต้องได้ พลังปราณที่มาถึงคอขวดระดับปราชญ์ถูกนางปลดปล่อยออกมาเพื่อทำลายกำแพงที่เคยขวางกั้นนางเอาไว้

“บึ้ม! ฮึ่ม!”ท้องฟ้ามืดดำส่องประกายสีแดงฉานราวกับจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตที่หาญกล้าท้าทายสวรรค์ พวกมันกู่ร้องคำรามราวกับกำลังจะประกาศศักดาอย่างผู้หยิ่งทะนง

“อา!!!” (มา!!!)

เปรี้ยง!!! เปรี้ยง เปรี้ยง!

สายฟ้าสามสายพุ่งลงกระทบกับร่างกายเล็กจนมันได้บดบังนางไปแล้วทั้งหมด เด็กน้อยที่มีเจตจำนงอันแกร่งกล้ายืดตัวตั้งรับไม่ถอยหนี ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงมาราวกับมีพลังในการทำลายล้างสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้งที่ 33 เด็กน้อยยังคงรับได้ ยังไม่ถึงขีดจำกัดของนาง

ครั้งที่ 66 ร่างของนางแกว่งไกวเล็กน้อย ทว่านางยังตั้งมั่นไม่เสื่อมคลาย

ครั้งที่ 90 เลือดที่พยายามอดกลั้นไว้ไม่อาจทนได้อีกต่อไป มันเต็มไปด้วยเศษซากอวัยวะภายในที่ถูกปรับเปลี่ยน ทรมานเหลือเกิน

ครั้งที่ 91 ดวงตาของนางเริ่มพล่าเบลอ

ครั้งที่ 93 นางไม่อาจแม้แต่จะเปล่งเสียงใดออกมาได้

ครั้งที่ 97 สติของนางเริ่มดับวูบ เศษเสี้ยวของสติที่เหลืออยู่เฝ้าคิดถึงภาพพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ทรงประสาทพรให้กับนาง

ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมาอีกครั้งเพื่อทำลายร่างกายของเด็กน้อยให้แหลกสิ้น ตราประทับสีแดงทองสว่างไสวรูปประนมมือคล้ายดอกบัวสีทองอร่ามเด่นหราขึ้นกลางหน้าผากมน

เงาลวงตาของกวนอิมผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตามากบารมีปรากฏขึ้นเป็นเงาขนาดใหญ่ทอดยาวสูงขึ้นไปจากพื้นเหนือผู้ใดในดินแดนแห่งนี้

“จงทำหน้าที่ของเจ้า” น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความการุณย์นั้นทำให้ทัณฑ์สายฟ้ากลับมาทำงานดังเดิม สายฟ้าที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดทั้งสองสายที่เหลือถูกเงาลวงตานั้นใช้ดอกบัวในมือของพระองค์ดูดซับและส่งผ่านเพื่อปรับแต่งร่างกายของเด็กน้อยทุกหยาดหยด

“คารวะพระโพธิสัตว์กวนอิม ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่”

“ทัณฑ์สวรรค์เอ๋ย เจ้าหาได้ทำสิ่งใดผิด นี่เป็นหน้าที่ ๆ เจ้าพึงกระทำ จากนี้เด็กน้อยคนนี้อาจหลับไปสักพัก หวังว่าเจ้าจะช่วยดูแลนางสักเล็กน้อย”

“ข้ารับปากท่าน” เงาอันเลือนรางได้หายไปโดยสิ้นเชิงท่ามกลางอากาศที่ว่างเปล่า เหลือทิ้งเพียงเมฆทัณฑ์สวรรค์ที่เฝ้าจับตามองร่างหลับไหลของเด็กน้อยด้านหน้า ก่อนนี้ทั้งที่เขาตะขิดตะขวางใจมาตั้งแต่ต้นแล้วแท้ ๆ

นับตั้งแต่บรรพกาลล้วนไม่เคยมีผู้ใดสามารถบรรลุพลังระดับนี้ได้ด้วยวัยเพียงไม่ถึงหนึ่งปีเช่นนี้ได้ แต่ไม่นึกว่าเบื้องหลังของเด็กน้อยกลับมีถึงพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่เบื้องหลัง

ไม่นานนักร่างที่นอนหลับได้กระพริบตาเปลือกตาของนางตื่นขึ้น เด็กน้อยบิดเนื้อตัวอย่างเกียจคร้านหลายครั้ง ทว่าผ้าที่สวมไว้บนก้นนั้นเริ่มหนักเพราะไป๋อ้ายไม่สามารถอดกลั้นปัสสาวะเอาไว้ได้ ใบหน้าที่น่าเอ็นดูนั้นแดงก่ำ เหลียวกลับไปมองบั้นท้ายที่ถูกห่อด้วยผ้าหลายชั้นนั้นอย่างนึกเวทนา

ทัณฑ์สายฟ้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขากระทำตนราวกับไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้น เฝ้ามองตูดเล็กที่กำลังส่ายไปมาจากการคลานเข่าลงจากก้อนเมฆ นานครั้งเข้าเด็กน้อยถึงขั้นใช้วิธีการในการกลิ้งลงไปด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่าขาขึ้น บัดนี้เด็กน้อยเป็นขุมกำลังระดับเซียนแล้ว หากนางสามารถก้าวข้ามไปถึงระดับเทพ ทั่วทั้งดินแดนแห่งนี้นางก็จะไร้สิ้นผู้ต้านทาน

“อะ แอะแอะ อู้ว” (ไม่รู้ว่าป่านนี้ข้างล่างจะวุ่นวายกันมากแค่ไหน)

“อ้องเอนอะเดอูดแวะแว้!” (ทำไมช้าขนาดนี้นะ ต้องเป็นเพราะผ้าที่ห่อหลายชั้นเกินไปมันถ่วงน้ำหนักแน่นอน!)

“อะอังอิอิง เอาอะแว้แอะแอะ” (อันที่จริงเรายังสามารถใช้เวลาสะสมให้นานกว่านี้ได้แท้ ๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะข้ามระดับตอนที่เดินได้ มันจะได้สะดวกมากกว่านี้)

“แอ่เอาะอากออแอ้ออวอปะ อะเด อุ” (แต่เพราะการจะดึงปางทั้งสามออกมาใช้ได้มันจำเป็นต้องถึงระดับเซียนก่อน แต่ถึงแม้จะถึงระดับนี้แล้วปางประทานพรกลับมีขีดจำกัดการใช้ 1 เดือนต่อ 1 ครั้ง ส่วนปางอีกสองอย่างที่เหลือสามารถใช้ได้ไม่มีขีดจำกัด)

“อนอ่าแอะ บู๊ๆ” (จนกว่าพลังของข้าจะหมดแหละนะ)

เพราะร่างกายที่ยังเด็กนี้มีขีดจำกัดที่มากเกินไป ต่อให้ใช้ได้ไม่จำกัดแต่ร่างกายที่มีขนาดเล็กจะทนความเหนื่อยไม่ได้เสียมากกว่า อีกทั้งการที่เธอเร่งรีบปัจจัยสำคัญคือเพื่อใช้ปางประทานพรนี้! ชีวิตใหม่ของนางจะเป็นเพียงคนธรรมดา ใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับครอบครัวก็พอแล้วไม่ใช่หรือ

นางรู้มาตลอดว่าท่านพ่อและท่านแม่แม้ไม่ใช่บิดามารดาผู้ให้กำเนิด แต่พวกเขาก็รักนางด้วยใจจริง ทว่าความปรารถนาในเบื้องลึกของพวกเขา พวกเขาทั้งคู่ย่อมหวังว่าจะกำเนิดทายาทของตนออกมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“อออี่อ้อ แสแวะวู๊ว” (พอมีน้องสาวหรือน้องชายข้าจะปกป้องเอง ก็ข้าเป็นพี่นี่นะ)

มือเล็กตบอกของตนขณะแวะพักระหว่างทาง แผ่นหลังน้อยยืดเหยียดตรงอย่างโออ่า ราวกับบัดนี้นางได้กลายเป็นพี่สาวสมใจแล้วอย่างไรอย่างนั้น ภาพของข้าวสวยน้องสาวของตนได้หวนระลึกถึงอยู่ในความทรงจำ

“อะอ้า อ่อแดนอะอู้วปี” (อย่างว่าละนะ ปล่อยมันเป็นเรื่องของอนาคต ก่อนอื่นตอนนี้รีบกลับไปน่าจะดีกว่า)

เหนือพื้นดินสูงขึ้นไปจากวังอ๋อง ร่างของเด็กน้อยคลานลงมาเรื่อย ๆ จากท้องฟ้า เมื่อเข้าใกล้ถึงพื้นในอีก 1 ลี้ (500 เมตร) ร่างของนางวนเวียนไปมาอยู่ราว ๆ สิบลมหายใจ แต่ไม่ว่าจะทางซ้ายหรือขวา ทั่วทั้งวังจะเต็มไปด้วยผู้คนจนทำให้ไม่อาจคลานลงไปได้!

“โฮ่ง!” เสียงเห่าของสุนัขตัวโตมันกำลังลอดผ่านโพลงสุนัขข้างกำแพงเพื่อออกมาด้านนอก และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กน้อยนามไป๋อ้ายประสบพบเจอโอกาสในการแลนด์ดิ้งลงจอด คลานด้วยเข่าเล็ก ๆ อย่างรวดเร็วไปยังจุดนั้น โชคยังดีที่มันเป็นจุดบอดเพราะไร้สิ้นผู้คนแม้แต่คนเดียว!

“ฮึบ!!” เมื่อนั่งอยู่กึ่งกลางของรูกำแพงที่เป็นทางสุนัขผ่าน เด็กน้อยสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงจนลมเต็มปอด และกระทำการอันยิ่งใหญ่โดยอ้าปากน้อยนั้นออกกว้าง และปล่อยมันออกไปสุดแรง

“แอ้!!!!!! แง้ ฮึก ฮือ˜ อะ ฮึก อ่างแอ่ อ้างอ้อ!”ไป๋อ้าสยพยายามแหกปากร้องอยู่สักพักก็เริ่มหมดลมต้องนั่งปั๊มใหม่ หรือเสียงของนางยังเบาไปกันนะ?

.

.

ท่านอ๋องฉินซูกอดประคองภรรยาไว้แน่น ปากของเขาพร่ำเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมครั้งแล้วครั้งเล่า จิตใจของเขาไม่เคยสงบนิ่งเลยตั้งแต่รู้เรื่องการหายตัวไปของบุตรี อยากฆ่าล้างมันให้หมด ทั้งศัตรูและมิตรสหายถูกคนของเขาออกไปสืบแล้วก็ยังไร้วี่แวว

“ฮึก…นางเป็นเพียงเด็กธรรมดา ฝึกปราณได้หรือไม่สิ่งนั้นย่อมไม่ได้ หายตัวไปเช่นนี้จะเป็นเช่นไรบ้างก็ไม่รู้” หวางเฟยสะอื้นไห้อยู่ภายใต้อ้อมแขนของสามี

“หรงเอ๋อร์ ลูกของเราต้องปลอดภัยเชื่อข้า” ไม่อาจรู้ได้ว่านั่นคือถ้อยคำปลอบใจภรรยาหรือกำลังขับกล่อมจิตใจของตนเองก็เป็นได้

“แอ้!!!!”

สิ้นเสียงร้องนั้นท่านอ๋องฉินซูกระเด้งตัวขึ้นไปจากพื้นอย่างรวดเร็ว แขนของเขาโอบรอบช้อนใต้ขาของภรรยาขึ้นเอวก่อนกระโดดออกไปตามทิศทางของเสียง ใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะได้ยินหากเงี่ยหูฟังให้ดี

“อ่างอ้ออออ อ้างแอ้! ฮึก อึก ฮึก” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กน้อยยิ่งเขย่าจิตใจของสามีภรรยา พวกเขาสอดส่ายสายตาไปจนทั่วก็ไม่พบ

“หรือว่า…” ปลายหางตาของหวางเฟยเพ่งมองไปยังรูขนาดเล็กที่รกครึกเต็มไปด้วยกอหญ้า ท่านอ๋องเองก็คิดเช่นเดียวกัน เขาวางร่างภรรยาลงพื้นก่อนรีบใช้มือแหวกพงหญ้าออก ภายในนั้นปรากฏรูขนาดเล็กที่มีร่างของเด็กน้อยกำลังร้องไห้ตาแดงก่ำจมูกก็แดง แดงไปทั้งใบหน้าอย่างน่าสงสาร

“อึกฮึก แง้˜”

“เด็กดี ๆ เจ้าอยู่ที่นี่ได้ยังไง ใครมันกล้าทำกับลูกสาวข้าเช่นนี้!!!” ท่านอ๋องฉินซูแทบระเบิดออกมาด้วยความโกรธ ลูกสาวของเขายังไม่สามารถคลานได้เลยด้วยซ้ำ มันผู้ใด! มันผู้ใดกล้าทำกับลูกสาวอันเป็นที่รักของเขาเช่นนี้!!

“เอะ! ท่านพี่ ดูก่อนเจ้าค่ะ” หวางเฟยเดิมก็มีความคิดเช่นเดียวกับสามี นางคิดถึงกระทั่งวิธีการลงโทษเช่นไรจึงจะสลายความแค้นนี้ไปได้ ทว่าภาพที่นางเห็นคือบุตรีตัวน้อยพยายามคลาน? ออกมาจากโพลงทว่าติดตรงผ้าอ้อมของเด็กน้อยดันเกี่ยวกับอะไรบางอย่างด้านในของชั้นกำแพง จนไม่สามารถคลานออกมาได้!

“ลูก…คลานได้แล้วหรือ?!” อ๋องฉินซูตื่นเต้นจนปากสั่น เฝ้ามองภาพของเด็กน้อยอยู่ในท่าคลานเข่าทว่ากลับไปไหนไม่ได้เพราะก้นติด! ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของสามีและภรรยาคู่นี้

"แอ้!” (ยัง…ยังไม่ช่วยอีก!)

เด็กน้อยโวยออกไปเสียงดังทว่ากลับเป็นเพียงเสียงร้องอันนุ่มนวลในสายตาของอ๋องฉินและหวางเฟยมู่หรง

และยังเป็นแม่นมที่สติดีที่สุด ไป๋อ้ายจึงสามารถหลุดพ้นจากสภาพอันน่าอเนจอนาถนี้ไปได้ ทันทีที่ถึงมือแม่นมผ้าอ้อมที่เปียกชื้นทรมานนางมานานแสนนานได้ถูกปลดออก และเปลี่ยนผืนใหม่ที่นุ่มนวลเป็นมิตรต่อก้นนิ่ม ๆ นี้สักที

ปีกุ่ยเว่(ปีที่ 20)เดือน 6 วังอ๋องถูกสั่งการปิดทุกรูสุนัขที่มีอยู่ อุดรอยรั่วทุกหนแห่ง พร้อมคำเล่าลือถึงวีรกรรมของช่วงเวลาสำคัญ การเริ่มคลานเข่าครั้งแรกอันวุ่นวายไปทั้งเขตจงโจวของท่านหญิงน้อยฉินไป๋อ้าย ได้ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ของจวนอ๋องฉินซูอย่างเป็นทางการถึงสองหน้ากระดาษใหญ่

วันเดียวกันนั้นเอง พื้นไม้หรือกระเบื้องทุกแผ่นล้วนถูกวางทับด้วยพรมชั้นดีอันอ่อนนุ่มสร้างมันจากขนของสัตว์อสูรอย่างกระต่ายเพลิงอัศนีพันปี มุมทุกมุมที่อาจสร้างบาดแผลถูกขัดเกลาจนเรียบลื่น วังอ๋องทั้งวังราวกับไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่ถูกปูด้วยพรมหรือผ้าเนื้อดีอันอ่อนนุ่ม แสดงให้เห็นถึงความรักและความเอาใจใส่ที่ท่านอ๋องและหวางเฟยมีให้ต่อท่านหญิงน้อยไป๋อ้ายว่ามีมากมายเพียงใด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...