โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนุ่มอึ้ง พบอสุจิสีเหลืองอมเขียว-กลิ่นเหม็น หาหมอช็อก ติดเชื้อ หลังมีเซ็กซ์มากไป

Khaosod

อัพเดต 17 ต.ค. 2567 เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2567 เวลา 17.23 น.

หนุ่มอึ้ง พบน้ำอสุจิสีเหลืองอมเขียว ได้กลิ่นเหม็น แถมปัสสาวะลำบาก หาหมอแทบช็อก ติดเชื้อหนัก หลังมีเซ็กซ์มากเกินไปและไม่รักษาความสะอาดให้ดี

อีทีทูเดย์ รายงาน ชายวัย 30 ปีในภาคกลางของประเทศจีน เพิ่งมีแฟนใหม่จึงมักแสดงความรักกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์อย่างดุเดือด อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างทำกิจกรรมบนเตียงอย่างเร่าร้อนกลางดึก ชายหลั่งน้ำอสุจิสีเหลืองอมเขียวออกไป ทำให้เขาตกใจกลัว ตื่นเช้ามารีบไปพบแพทย์

นพ.ชิว หงเจี๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสุขภาพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอเชียให้เห็นในการให้สัมภาษณ์กับ East Sen New Media ETtoday เผยว่า ชายวัย 30 ปีมีอาการปัสสาวะเจ็บปวดและ ปัสสาวะออกได้เพียง 10 - 20 ซีซี ที่สำคัญคือ มีการหลั่งน้ำอสุจิสีเหลืองอมเขียว ซึ่งทำให้เขาค่อนข้างกังวล

ในระหว่างการปรึกษาหารือภายใน สารคัดหลั่งสีเขียวอมเหลืองถูกขับออกอวัยวะเพศของผู้ป่วยและมีกลิ่นเหม็น เมื่อมองแวบแรก แพทย์สันนิษฐานว่า เป็นการติดเชื้อโรคกามโรค ต่อมาเขาพบว่ามันคือการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิลโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมทางเพศที่มากเกินไป นพ.ชิว หงเจี๋ย หัวเราะและพูดว่า "ไม่ใช่กามโรค และผมขอแสดงความยินดีด้วย"

นพ.ชิว หงเจี๋ย พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเมื่อเห็นครั้งแรก เขา "คิดว่ามันอาจเป็นกามโรค" ก่อนชายคนนั้นจะอธิบายว่าตนเองเพิ่งมีแฟนใหม่ เขาก็ไม่สามารถหยุดความต้องการทางเพศและความบ้าคลั่งของเขาได้ ดังนั้น แบคทีเรียถูกนำเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากการทำความสะอาดไม่ดี ทำให้เชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิลโลคอกคัส ออเรียสเข้าไปในต่อมลูกหมากและท่อปัสสาวะ

โชคดีที่หลังการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยได้รับการรักษาให้หายขาดและไม่เกิดซ้ำอีก พร้อมแพทย์แนะนำเรื่องพฤติกรรมทางเพศ โดยควรชำระร่างกายให้สะอาดทั้งก่อนและหลังและอย่าเพิ่งผล็อยหลับไปหลังจากทำเสร็จ

นอกจากนี้ นพ.ชิว หงเจี๋ย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจะเป็นสีขาวและมีลักษณะโปร่งใส หลังจากผ่านไประยะหนึ่งหากมีความหนาผิดปกติ มีลักษณะคล้ายน้ำนมหรือเป็นสีมุก แสดงว่ามีปัญหาในการติดเชื้อ ซึ่งการหลั่งของน้ำอสุจิสีเหลืองอมเขียว บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจเป็นเชื้อ Staphylococcus aureus หรือ Pseudomonas aeruginosa

อย่างไรก็ตาม ทางทีมข่าวสดจะขอไขข้อข้องใจกับเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus) โดยเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในจมูก, ปาก, อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ในบางครั้งเชื้อจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผิวหนังติดเชื้อเพียงเล็กน้อย, เกิดฝีหรือแผลพุพอง, อาหารเป็นพิษ แต่หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หัวใจ ข้อต่อหรือกระดูก อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ตามรายงานของพบแพทย์ เชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส สามารถอยู่บนร่างกายได้โดยไม่แสดงอาการผิดปกติหรืออาจแสดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ติดเชื้อ ตั้งแต่อาการไม่รุนแรงไปจนถึงเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น อาหารเป็นพิษ ภาวะเลือดมีแบคทีเรีย โรคข้ออักเสบ ผิวหนังติดเชื้อ ได้แก่ ฝีในต่อมไขมันหรือรูขุมขน มักพบบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรือก้น

สาเหตุของโรคติดเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส จะอยู่ตามร่างกายบริเวณผิวหนังหรือจมูกได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ และติดอยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า กลอนประตู ปลอกหมอนหรือผ้าขนหนู เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลตามร่างกาย, การใช้สารเสพติด, เล่นกีฬา, ใช้เครื่องมือแพทย์, เตรียมอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกันโรคติดเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำเปล่าเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เช็ดให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู่และใช้กระดาษอีกแผ่นปิดก็อกน้ำ หรือล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หากไม่สะดวกในการล้างมือ โดยควรทำความสะอาดมือเป็นประจำ ทั้งก่อน หลัง หรือระหว่างการประกอบอาหาร การถือเนื้อดิบ การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้ำ และการสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์
  • รับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง รักษาอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นของอาหารให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เก็บอาหารเหลือเข้าตู้เย็นทันที ล้างเขียงด้วยสบู่และน้ำเปล่าหลังประกอบอาหาร
  • ควรทำความสะอาดบาดแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่า เป่าให้แห้งก่อนจะปิดบาดแผลให้มิดชิดและดูแลให้เกิดความสะอาดจนกว่าแผลจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • เปลี่ยนผ้าอนามัยแบบสอดทุก ๆ 4–8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำและสลับใช้กับผ้าอนามัยแบบแผ่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน มีดโกน เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เล่นกีฬา เป็นต้น
  • ทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อนร่วมกับสารฟอกขาว และทำให้ผ้าแห้งสนิทด้วยเครื่องอบผ้าหรือตากแดด
  • ในกรณีที่มีแผลแล้วมีอาการเจ็บและผิวหนังแดงอย่างผิดปกติ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากรอยแดงเกิดการแพร่กระจายควรไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็ว

ขอบคุณที่มาจาก Ettoday Pobpad

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...