โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์บุกอิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจ ‘สหรัฐ’ ซ้ำเติม ‘สงครามการค้า’ ทุบเชื่อมั่นโลก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “เศรษฐกิจสหรัฐ” เผชิญความเสี่ยงใหม่ที่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากที่ประธานาธิบดี “โดนัล ทรัมป์” ได้ตัดสินใจเข้ามาร่วมในสงครามระหว่าง “อิหร่าน-อิสราเอล” และเปิดฉากโจมตี ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตรึงเครียด โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการโค่นล่มรัฐบาลอิสลาม

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทรัมป์ เผยว่าความขัดแย้งอาจจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยหลายสัปดาห์

จับตา ‘2 ความเสี่ยง’ กระทบเศรษฐกิจสหรัฐ

ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ต่างจับตาไปที่สถานกาณณ์ “ราคาน้ำมัน” แม้ว่าสหรัฐจะสามารถรับความเสี่ยงเรื่องพลังงานได้ดีว่าอีกหลายประเทศ จากการที่สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศ แต่ทว่าผลกระทบระดับโลกที่มีต่อการค้า ราคาและการลงทุน อาจส่งผลสะท้อนกลับมาสั่นคลอนภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตในปีนี้

ผลการสำรวจล่าสุดจาก Conference Board สะท้อนว่า บรรดาซีอีโอกว่า 60% มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินเศรษฐกิจสหรัฐไว้ว่ากำลัง “สดใส” แต่ตัวเลขนี้กำลังถูกท้าทายจากความขัดแย้งที่คาดเดาไม่ได้ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการขนส่งสินค้าทั่วโลก ห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

โจเซฟ ลัปตัน นักเศรษฐศาสตร์จากเจพีมอร์แกนรายงานในบันทึกหลังสหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจกำลังอยู่ใน “ความเสี่ยง” โดยเกิดสงครามทางทหารที่ควบคู่ไปกับ “สงครามการค้า” ที่สหรัฐเป็นคนเดินเกม ซึ่งอาจจุดกระแสความกังวลเรื่องสเถียรภาพโลกอีกครั้ง

ในเรื่องระดับผลกระทบ รวมถึงคำถามที่ว่ามันจะส่งผลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

1.ความขัดแย้งจะดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นแค่ไหน

2. สงครามจะขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทิศทางไหน หรือจะเปลี่ยนไปเป็นการชิงอำนาจกันเองภายในอิหร่าน หลังจากที่ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศ

บันทึกฉบับหนึ่งของ ซัสซาน กาห์รามานี (Sassan Ghahramani) ประธานและ CEO ของ SGH ซึ่งเกิดที่กรุงเตหะราน และบิดาของเขาเคยเป็นนักการทูตอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนอย่างรุนแรงในขณะนี้

ซัสซาน กาห์รามานีมองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สงครามกลางเมืองในอิหร่าน” รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลเตหะรานอาจใช้กลยุทธ์ “เผาทำลายทุกสิ่ง” (Scorched-earth) เพื่อยกระดับการโจมตีไปยังศูนย์กลางพลเรือนในพื้นที่อื่นๆ อาจจงใจถล่มเศรษฐกิจโลกให้พังพินาศ และใช้เป็นแรงกดดันให้สงครามครั้งนี้ยุติลง

นักวิเคราะห์ประเมิน 'สงคราม'

นักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินในบันทึกเมื่อวันจันทร์ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นนั้นถูกชดเชยด้วยนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นอยู่แล้ว

เจเน็ต เยลเลน อดีตประธาน Fed ได้ให้ความเห็นที่แตกต่างออกไปในการประชุมด้านการขนส่งสินค้าของ S&P Global โดยระบุว่าสงครามครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้เฟดตกอยู่ในสภาวะ"ชะลอการตัดสินใจ" และมีความลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์นี้

ในขณะเดียวกัน คริสโตเฟอร์ ฮอดจ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis CIB Americas ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมองว่ามีความเสี่ยงในกรณีเลวร้าย เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสถานการณ์อาจเป็นไปได้ตั้งแต่ออกมาในแง่ดี คือความขัดแย้งจบลงอย่างรวดเร็วและมีรัฐบาลใหม่ในอิหร่านที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้ภูมิภาค ไปจนถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง

เจมส์ สตาฟริดิส และ เจฟฟ์ เคอร์รี นักวิเคราห์ด้านพลังงานของคาร์ไลล์ ได้ระบุในบันทึกว่า สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความยากลำบากในการคาดเดาตอนจบ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ โอกาสที่ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการล้มล้างรัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบันจะสำเร็จนั้นมีเพียง 30%

ถัดมาคือการโต้กลับที่คาดไม่ถึง (Asymmetric Response): โดยมองว่าการตอบโต้อาจไม่หยุดอยู่แค่การปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่อาจขยายวงกว้างไปยังพื้นที่หรือเป้าหมายอื่นๆ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การก่อการร้าย หรือสงครามนี้อาจลามไปถึง อิรัก ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของ OPEC

อ้างอิง Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...