โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สั่งคุมเข้มสถานทูต2ขั้วในไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 4.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยประเมินสงครามตะวันออกกลางลากยาว “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ สมช.เตรียมแผนรับมือ สั่ง "มั่นคง- หน่วยงานข่าว" ยกระดับคุมเข้มสถานทูต 2 ขั้วขัดแย้ง “อเมริกา-อิหร่าน” สแกนบุคคลสุ่มเสี่ยงที่เข้าออกประเทศ พร้อมจัดการโซเชียลบิดเบือน ขณะที่ "สีหศักดิ์" กางแผนอพยพผ่านชายแดนตุรกี ห่วงคนไทยที่เมืองดูไบ ยอมรับหวั่นลามประเทศที่มีฐานทัพมะกัน "ตรีนุช" เผยสั่งเตรียมแผนรองรับแรงงานหากวิกฤตรุนแรง

เมื่อวันจันทร์ เวลา 10.15 น. ที่ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อหารือถึงการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ภายหลังการประชุม นายฉัตรชัยเปิดเผยว่า มติที่ประชุม สมช.ได้มอบหมายให้ตำรวจและหน่วยงานทางด้านการข่าวติดตาม เฝ้าระวังในเชิงสถานที่คู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตำรวจมีแผนรองรับไว้ชัดเจนอยู่แล้ว รวมถึงติดตามบุคคลเข้าออกประเทศไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งจะมีการติดตามเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องการบิดเบือนของสื่อโซเชียล ที่จะนำไปสู่การสร้างความแตกแยกและเกิดความขัดแย้ง โดยจะมีการตรวจสอบติดตามเพื่อให้เกิดความถูกต้องเหมาะสม

เมื่อถามว่า สถานทูตในประเทศไทยต้องเพิ่มความเข้มงวดในที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินการแล้ว เช่น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน, สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เป็นต้น รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

ด้านนายสีหศักดิ์แถลงว่า ประเทศไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงในภูมิภาคของโลก ซึ่งเราอยากให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาทางการทูต บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้เรามีความห่วงใยในความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่โดยเฉพาะอิหร่าน เพราะมีคนไทยอยู่สองร้อยกว่าคน ซึ่งสถานทูตไทยในกรุงเตหะรานได้มีการติดต่อคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยให้ใช้ความระมัดระวังและให้อยู่ในที่ปลอดภัย

"นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือคนไทยเดินทางกลับมาประเทศ ขณะนี้น่านฟ้าบริเวณดังกล่าวปิดอยู่ ดังนั้นการอพยพคนไทยออกจากอิหร่านต้องทำผ่านชายแดนตุรกี และเดินทางกลับโดยเครื่องบิน ซึ่งคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับขณะนี้ 20 คน โดยจะอำนวยความสะดวกด้วยการเดินทางทางบก โดยใช้รถยนต์ ข้ามผ่านชายแดนตุรกี ซึ่งจะมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ หากมีจำนวนไม่เยอะก็บริหารจัดการโดยใช้เครื่องบินพาณิชย์"

นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากการเดินทางทางบกแล้ว เราอาจจะต้องมีการส่งเครื่องบินไปรับ ซึ่งได้มีการประสานงานกับกองทัพอากาศแล้ว เพราะฉะนั้นในทุกฉากทัศน์เรามีความพร้อม ส่วนของการอพยพคนไทยในอิสราเอล คิดว่าขณะนี้ทางอิสราเอลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาได้ และยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบ ยังไม่มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับ

"มีความห่วงใยสถานการณ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะที่นครดูไบที่มีคนไทยอยู่เยอะ ซึ่งมีคนไทยที่แสดงความจำนงอยากจะกลับกว่าพันคน เราคิดว่าจะประสานงานได้ เพราะสนามบินที่เมืองมัสกัตประเทศโอมานยังเปิดอยู่ ดังนั้นคนไทยที่อยากจะกลับเมืองดูไบและอาบูดาบี เราก็จะอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมง รวมถึงดูแลกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้ทุกอย่างมีความสะดวก"

นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนประเทศที่ถูกโจมตีจากอิหร่าน ทั้งบาห์เรน, การ์ตา, คูเวต ได้ให้สถานทูตไทยในประเทศที่ได้รับผลกระทบและมีคนไทยอาศัยอาศัยอยู่ ทำการติดต่อว่าอยากจะกลับไทยหรือไม่ โดยจะประสานให้เขาเดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุดในประเทศซาอุดีอาระเบีย เพราะยังมีการบริการโดยสายการบินพาณิชย์ ส่วนกรณีญาติของคนไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น กระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ที่คอยตอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่คอยประสานงานกับสถานทูต เพื่อให้ญาติเกิดความสบายใจและมั่นใจ

เมื่อถามว่า การอพยพคนไทยจำนวน 20 คนจากอิหร่าน จะดำเนินการได้เร็วที่สุดเมื่อใด นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เกิดสงคราม 12 วัน การเดินทางด้วยรถยนต์กว่า 1,000 กิโลเมตร ค่อนข้างลำบากและมีด่านต่างๆ ซึ่งเราจะดำเนินการทันที แต่ขอให้ประสานกับทางอิหร่านเพื่อให้เขาอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้เกิดความราบรื่น ส่วนการเดินทางจากอิหร่านไปยังตุรกี เราจะคุยกับฝ่ายอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นมนุษยธรรม และต้องขอให้เขาให้หลักประกันในเรื่องความปลอดภัย

"เราประเมินว่าคงจะยืดเยื้อ เพราะเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคงไม่ใช่เรื่องของการขจัดภัยนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว ตรงนี้อาจจะทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ และอิหร่านมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติการโต้ตอบไปยังหลายประเทศที่มีฐานทัพอเมริกัน รวมทั้งฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมความพร้อม ไม่ใช่แค่การดูแลและอพยพคนไทย เราต้องเตรียมความพร้อมในประเทศด้วย ขอให้ประชาชนคนไทยหลีกเลี่ยงเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว"

เมื่อถามว่า มีความกังวลเกี่ยวกับสถานทูตไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีการติดต่อกันได้ แม้จะมีสัญญาณขาดการติดต่อเป็นช่วงๆ แต่เราก็ทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่เป็นห่วงคือ ประชาชนคนไทยต้องเตรียมเสบียงน้ำและอาหารแห้งทั้งหลาย

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้มีการตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์แรงงานไทยในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่ในประเทศอิสราเอล ซึ่งมีอยู่เกือบ 60,000 ราย ซึ่งกลุ่มที่มีความกังวลเรื่องสถานการณ์สู้รบ คืออยู่ในพื้นที่อิสราเอลและอิหร่าน ส่วนกลุ่มอื่นที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศตะวันออกกลาง ยังอยู่ในขั้นเฝ้าระวังและทำงานตามปกติ ซึ่งในขณะนี้ได้รับรายงานตัวเลขไม่เกิน 20 คนสำหรับการขอเดินทางกลับไทย

ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวน 135 เที่ยว แบ่งเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ 59 เที่ยว ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 9,409 ราย สนามบินดอนเมือง 285 ราย สนามบินภูเก็ต 36 เที่ยว ผู้โดยสาร 5,665 ราย และท่าอากาศยานเชียงใหม่ 165 คน โดยสายการบินจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งที่พักและค่าอาหาร

ต่อมาเวลา16.00 น. นายสีหศักดิ์กล่าวภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ ตึกภักดีบดินทร์ว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาค โดยรวมนั้นมีประมาณ 100,000 กว่าคน ซึ่งมีแผนการดูแลเรื่องความปลอดภัย การช่วยเหลือคนไทยให้กลับมาประเทศไทย และการอพยพคนไทยจากสถานที่ต่างๆ โดยให้ความห่วงใยเป็นพิเศษที่ประเทศอิหร่าน เนื่องจากมีการโจมตีหนัก ไม่ว่าจะจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล โดยมีคนไทยอยู่ประมาณ 200-300 คน ซึ่งมีการประสานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยที่อยู่อิหร่าน

“ที่มีความประสงค์ให้สถานทูตและ กต.อำนวยความสะดวกเดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนนี้มีประมาณกว่า 40 คน แต่การเดินทางอาจลำบาก เพราะต้องเดินทางทางบกมายังชายแดนประเทศตุรกี ซึ่งเรามีศูนย์ปฏิบัติการบริเวณชายแดนอิหร่าน-ตุรกี และมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไปประจำการเพิ่มเติม หากเดินทางกลับจำนวนไม่มากก็สามารถจองที่นั่งสายการบินพาณิชย์ได้ แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถจัดเที่ยวบินพิเศษ ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ก็มีแผนการเตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นเดียวกัน” นายสีหศักดิ์ระบุ

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแรงงานไทย กต.ได้ประสานมอบหมายให้สถานทูตในแต่ละประเทศได้อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยเหลือ ถ้าเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แต่ถ้าเขามีความประสงค์เราก็จะดำเนินการให้การช่วยเหลือในทุกวิถีทาง

“ขอให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยเราไม่ได้อยู่นิ่งเฉย พยายามที่จะหาวิถีทางที่จะแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อประชาชนชาวไทยและผู้ประกอบการชาวไทย ตลอดจนผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสิ่งที่เราได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และเพื่อให้เกิดผลจับต้องได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกฯ ระบุ

ขณะที่พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ และผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติตลอด 24 ชั่วโมง โดยบูรณาการร่วมกับเหล่าทัพและกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอากาศยาน เพื่อเริ่มการปฏิบัติการอพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่ง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...