โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อความสบายใจกลับกลายเป็นความเหนื่อยใจ รับมือยังไงหากเผลอไปรักคนหลงตัวเอง?

The MATTER

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 09.30 น. • Lifestyle

แปลกไหมที่รู้สึกตัวเล็กลงเมื่ออยู่ใกล้คนรัก

ทั้งที่คนรักกันควรทำให้เรารู้สึกปลอดภัย แต่ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่เราอยู่กับเขา เราต้องคอยเอาใจอีกฝ่ายทุกครั้ง ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรสุดท้ายก็โยงกลับไปหาอีกฝ่ายได้ทุกที หรืออีกฝ่ายอยากทำอะไรก็มีเราคอยสนับสนุนตลอด แต่พอเราต้องการเขาบ้างอีกฝ่ายกลับหายตัวไปซะงั้น

เมื่อความรักไม่เลือกเวลา จู่ๆ เราดันไปตกหลุมรักคนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองหรือ self-absorbtion เข้าซะได้ นอกจากความรักครั้งนี้จะไม่ให้อะไรกลับมาแล้ว เราเองยังต้องเป็นฝ่ายคอยตามใจอีกฝ่ายจนเหนื่อย เหมือนว่าเราเป็นคนประคับประคองความสัมพันธ์นี้อยู่ฝ่ายเดียว

หากความรักทำให้เราเหนื่อยใจ เมื่อต้องอยู่กับคนที่ชอบยึดสปอร์ตไลท์ไว้ที่ตัวเอง จะมีทางไหนที่ทำให้เราถอยออกมาโดยไม่ทำร้ายใจได้บ้างนะ The MATTER ชวนไปหาทางออกในสถานการณ์นี้กัน

Self-absorbed บุคคลิกของคนชอบเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ก่อนอื่นเราชวนมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘คนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง’ หมายถึงคนแบบไหน ในที่นี้เรากำลังพูดถึงคนที่ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องของตัวเองเท่านั้น ซึ่งนิสัยที่สังเกตเห็นได้บ่อยๆ ก็จะประกอบไปด้วยในบทสนทนาส่วนใหญ่เขามักเป็นผู้พูด เน้นไปที่ชีวิต ความสำเร็จ หรือปัญหาของตัวเองอย่างเดียว ต่อมาคือมักขาดความเห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง มักเป็นฝ่ายรับโดยไม่ให้อะไรตอบแทน รวมไปถึงคนที่ชอบโทษคนอื่น โดยไม่คิดว่าตัวเองผิดเลย

เมื่อเราดันเผลอไปรักคนแบบนี้ เวลาที่ปรึกษาคนรอบตัวเรื่องความรักทีไร ก็มักจะโดนสวนกลับมาบ่อยๆ ว่า ‘รู้ว่าไม่ดีก็ยังจะไปคบกับมันอีก’ เพราะแต่นิสัยท็อกซิกแต่ละอย่างที่เล่าไปก็ดูเป็นที่ประจักษ์ อีกฝ่ายหายตัวไปบ่อยๆ บ้างละ พูดแต่เรื่องตัวเองบ้างละ มีเราไว้เป็นตัวสำรองบ้างละ แต่พี่ฟังหนูนะ นิสัยแบบนี้มันไม่ได้ดูออกตั้งแต่แรกเห็นนี่สิ

คริสติน อดัมส์ (Christine B. L. Adams) จิตแพทย์ด้านเด็กและผู้ใหญ่ จากรัฐเคนตักกี้ อธิบายว่าคนที่หมกมุ่นหรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง มักมีนิสัยบางอย่างที่ทำให้หลายคนชื่นชอบตั้งแต่แรกเห็น เช่น เป็นคนที่แต่งตัวดี สีหน้ามีเสน่ห์ มั่นใจ มีอารมณ์ขัน ขณะเดียวกันก็เก่งในการโน้มน้าวใจผู้อื่น รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ หรือสามารถเอาเปรียบคนอื่นได้ นิสัยเหล่านี้มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน โดยเฉพาะคนที่ชอบช่วยเหลือหรือเป็นที่พึ่งพาให้ผู้อื่น คนประเภทนี้มักดึงดูดคนหลงตัวเองได้มากกว่าปกติ

แม้ช่วงแรกจะดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ลงล็อกกันพอดี เมื่ออีกคนต้องการยอมรับ ขณะที่อีกคนชอบการสนับสนุนผู้อื่น แต่ปัญหาคือคนหมกมุ่นกับตัวเองไม่ได้หวังดีกับคนอื่นอย่างใจจริง เลยทำให้ความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า อีกฝ่ายอาจเริ่มเรียกร้องสิ่งต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจรู้สึกหมดแรงจากการต้องรองรับความต้องการของอีกฝ่ายตลอดเวลา เมื่อใครสักคนทนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการเลิกรา

ทั้งที่การคิดถึงแต่ตัวเองใครๆ ก็รู้ว่าจะทำให้คนรอบข้างอึดอัดแค่ไหน แต่ทำไมบางคนยังทำนิสัยเดิมๆ ที่แก้ไม่หายสักทีนะ? หลายครั้งมักเป็นเพราะเป็นนิสัยที่เรียนรู้มาตั้งแต่ยังเด็ก และบางคนก็อาจไม่รู้ตัวมาก่อน ซึ่งอาจเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่ถูกสอนให้คิดถึงแต่ตัวเอง เชื่อว่าไม่มีใครพึ่งพาได้ จึงต้องทำตามความต้องการของตัวเองก่อน หรือกลัวการถูกปฏิเสธจึงทำให้ต้องแสดงออกให้ทุกคนมองเห็นตลอดเวลา ทั้งความรู้สึกบกพร่อง หรือควบคุมอะไรไม่ได้ ถูกคุกคาม หรือเปราะบาง ทั้งหมดนี้ล้วนแต่หล่อหลอมให้ใครบางคนกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลเหล่านี้ก็ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับเราก็ได้นะ เพียงแต่การรู้ที่มาของนิสัยเหล่านี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายเองก็มีด้านที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นกัน และไม่ผิดเลยหากเราอาจเลือกเดินออกจากความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบบาดแผลของใครนี่นา

เอาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าทนอยู่กับคนหลงตัวเองก็ทำให้เราเหนื่อยใจเปล่าๆ แต่ถึงอย่างนั้น การเดินออกมาจากความสัมพันธ์ท็อกซิกไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะการรักคนที่หมกมุ่นกับตัวเอง เพราะอีกฝ่ายมักทำให้เรารู้สึกผิด หรือโทษตัวเอง หากตัดสินใจเดินออกมา จนเราไม่สามารถเป็นอิสระได้จริงๆ

โฮเมอร์ มาร์ติน (Homer B. Martin) นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ แนะนำว่าหากต้องการหลุดพ้นจากความสัมพันธ์นี้ เราอาจต้องกลับมาสังเกตและจัดการปฏิกริยาของตัวเองก่อน จากเดิมที่เราอาจทำตามความต้องการของอีกฝ่ายทันที เพื่อรักษาบรรยากาศ ครั้งต่อไป ให้เราลองหยุดคิดก่อนลงมือทำ และลองทบทวนว่าเราอยากทำสิ่งนั้นจริงๆ หรือทำเพราะอีกฝ่ายต้องการกันแน่

ตัวอย่างเช่น หากอีกฝ่ายต้องการระบายบางอย่างกับเรา ตอนนั้นเราพร้อมรับฟังเขาจริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นเพราะเราต้องการทำให้อีกฝ่ายพอใจ เลยต้องพยายามเลื่อนนัด หรือจัดการอารมณ์ตัวเองให้พร้อมรับฟัง แม้จะเครียดกับงานทั้งวันมาแล้วก็ตาม ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง อาจแปลว่าเรากำลังละเลยความรู้สึกของตัวเอง และอนุญาตให้อีกฝ่ายล้ำเส้นเข้ามาโดยไม่ตั้งใจก็ได้

สิ่งที่จะช่วยทวงพื้นที่ของเรากลับมา คือการบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป หากรู้สึกเหนื่อย ก็บอกไปเลยว่าเรายังไม่พร้อม ขอเวลาให้ตัวเองก่อน หรือสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจขอบเขตของเราว่าเราสะดวกใจแค่ไหนบ้าง การขีดเส้นให้ชัดเจน และฟังเสียงของตัวเองมากขึ้นจะช่วยให้เรามองเห็นความต้องการของตัวเองชัดขึ้น และไม่ผิดเลยหากสุดท้ายเราจะเลือกถอยห่างออกจากความสัมพันธ์นี้ เพราะความรู้สึกของเราก็สำคัญไม่แพ้กันนี่นา

หากความรักนี้ต้องจบลงเพียงเพราะเราเลือกรักษาความรู้สึกของตัวเอง ถ้าอย่างนั้นความสัมพันธ์นี้ก็คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่ จริงไหม

อ้างอิงจาก

psychologytoday.com 1, 2

verywellmind.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...