ค้าปลีกยุคแข่งขันสูง โครงสร้างแข็งแกร่งคือแต้มต่อระยะยาว
#ทันหุ้น – ภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มค้าปลีก (Commerce Sector) ปี 2568 สะท้อนแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ ผลกระทบจากมาตรการรัฐ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากทั้งคู่แข่งดั้งเดิมและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าวตัวเลข “ยอดขาย” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ “ดัชนี” ชี้วัดศักยภาพของบริษัทาจดทะเบียนได้อีกต่อไป สิ่งที่ควรนำมาประกอบการพินิจพิจารณามากขึ้นคือ “ความแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ” ตั้งแต่ฐานรายได้ที่ยืดหยุ่น, ความสามารถควบคุมต้นทุน, ไปจนถึงศักยภาพสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุด ผู้ประกอบการที่วางรากฐานมั่นคงกว่า ย่อมยืนระยะและต่อยอดการเติบโตได้เหนือกว่าในระยะยาว
เครือข่ายสาขา : ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเชื่อมต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้น บทบาทของสาขาจึงไม่ใช่เพียงแค่ “หน้าร้าน” เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “จุดกระจายสินค้า” ออนไลน์ได้ด้วย ดังนั้นการมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายได้กว้างกว่าจะก็ได้เปรียบในเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้า และต้นทุนการขนส่งที่ลดลง ดังนั้นเครือข่ายสาขาจึงเป็นแต้มต่อที่สนับสนุนยอดขายทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ สร้างความแข็งแกร่งระยะยาว
ฐานลูกค้าทั้ง B2B และ B2C : การมีฐานลูกค้าที่หลากหลายถือเป็นหนึ่งในแต้มต่อสำคัญของธุรกิจค้าปลีก เพราะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป โดยการมีทั้งฐานลูกค้า B2B เช่น ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และโรงแรม ควบคู่กับลูกค้า B2C หรือผู้บริโภคทั่วไป ทำให้โครงสร้างรายได้มีความสมดุลมากขึ้น เช่น เมื่อกำลังซื้อภาคครัวเรือนชะลอตัว รายได้จากกลุ่ม B2B อาจยังเติบโตตามภาคท่องเที่ยว หรือเมื่อภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากลูกค้า B2C ที่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เข้าร่วม ยอดขาย B2B ก็ยังเติบโตได้ จากการเป็นแหล่งสินค้าให้โชห่วยและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยเหตุนี้ การมีทั้งฐานลูกค้า B2B และ B2C จึงถือเป็นข้อดีสำคัญในการกระจายความเสี่ยง และช่วยให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกันศักยภาพในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างยอดขายจากลูกค้ากลุ่มใหม่ในภูมิภาค เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ คือศักยภาพและความเร็วของบริษัทในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูง และตลาดค้าปลีกยังมีโอกาสอีกมาก
“หัวใจ” ของการแข่งขัน : “แพลตฟอร์มออนไลน์” พร้อมระบบสมาชิกที่ดึงดูดกว่าและสามารถเชื่อมโยงฐานลูกค้าทั้ง B2B และ B2C ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าย่อมทำให้การเติบโตของยอดขายออนไลน์แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญที่นักลงทุนควรมอง เวลาดูหุ้นค้าปลีก
จากปัจจัยข้างต้น จะเห็นว่าค้าปลีกค้าส่งอย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) มีโครงสร้างที่น่าจับตา เพราะมีฐานลูกค้าทั้ง B2B และ B2C พร้อมเครือข่ายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ผสานด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่าง Lotus’s Smart App และ Makro PRO ที่ล่าสุดได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor International ให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1 ตลอดจนศักยภาพและความรวดเร็วในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ดังเห็นได้จากการเข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. ในปีที่ผ่านมา และแผนการขยายสาขาแม็คโครสู่ตลาดฟิลิปปินส์
ทั้งนี้ 12 บริษัทหลักทรัพย์ที่มีบทวิเคราะห์ CPAXT แนะนำ “ถือ” 9 บริษัทหลักทรัพย์ จากความคาดหวังผลการดำเนินงานฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (2H69) และแนะนำ “ซื้อ” 3 บริษัทหลักทรัยพ์ โดย บล.ทิสโก้ ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 32 บาท และราคาเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 17.69 บาท บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์รายได้ปี 2569 ที่ 5.41 แสนล้านบาท เติบโต 3.92% YoY จากการเปิดสาขาใหม่ และ SSSG ที่คาดจะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคหลังจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงรับรู้รายได้จาก Lucky Frozen เต็มปี
ดังนั้น คำถามสำหรับนักลงทุนในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ว่า ใครมีการเติบโตของยอดขายดีที่สุดในปีที่ผ่านมา แต่ต้องมองไปข้างหน้า และดูว่าใครมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว มีความยืดหยุ่น ปรับตัวขับเคลื่อนธุรกิจไปตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่า ซึ่งถ้าวิเคราะห์จากปัจจัยเหล่านี้ CPAXT ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นค้าปลีกที่มีโครงสร้างโดดเด่น น่าจับตา ในยุคการแข่งขันค้าปลีกที่ใครพร้อมและเร็วกว่า ก็ไปต่อได้