โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิหร่าน โต้ข่าว ปล่อยเรือน้ำมันอินเดีย ผ่านฮอร์มุซ ยันคุมเข้มขั้นสุด ไม่มีข้อยกเว้น

Thaiger

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

อิหร่าน ปัดข่าวลือให้สิทธิพิเศษ เรือน้ำมันอินเดียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยืนยันคุมเข้ม-ทุกลำต้องขออนุญาต หลังสงครามกระทบเส้นทางขนส่ง ดันราคาน้ำมันโลก

วันนี้ (12 มีนาคม 2669) ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่อ้างว่า รัฐบาลเตหะรานยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงชาติอินเดียแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากมีกระแสข่าวลือว่าอิหร่านยอมผ่อนปรนให้อินเดียเป็นกรณีพิเศษ

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายเอส. ไจชานการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย หารือกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อขอให้เปิดเส้นทางทะเลสายสำคัญ เพราะเป็นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในกรุงเตหะรานได้ยืนยันกับสำนักข่าว NDTV สั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า “เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว IANS ของอินเดียรายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอินเดียอย่างน้อย 2 ลำ ได้แก่ Pushpak และ Parimal สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย สวนทางกับเรือจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และอิสราเอล ที่ยังถูกจำกัดการเดินเรืออย่างเข้มงวดในน่านน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เมื่อสองวันก่อน เรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงชาติไลบีเรียซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย และมีกัปตันเรือเป็นชาวอินเดีย เพิ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเข้าเทียบท่าที่เมืองมุมไบได้สำเร็จ ถือเป็นเรือลำแรกที่มุ่งหน้าสู่อินเดียและผ่านเส้นทางนี้ได้อย่างปลอดภัย นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การสัญจรทางทะเลบริเวณนี้หยุดชะงักลง

ท่าทีของอิหร่านในน่านน้ำนี้มีความเด็ดขาดมาตลอด โดยผู้บัญชาการกองกำลังทหารเรือพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เคยประกาศกร้าวไว้ว่า เรือทุกลำที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องได้รับความเห็นชอบจากอิหร่านก่อน มิฉะนั้นอาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ขณะนี้ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าโจมตีอิหร่านล่วงเข้าสู่วันที่ 13 แล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินเรือ และดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางอิหร่านได้ยกระดับการคุมเข้มการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ พร้อมระบุเงื่อนไขว่า จะอนุญาตให้เฉพาะเรือที่ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเท่านั้นที่สามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัย

ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงเป็นจุดชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำที่มีความยาวประมาณ 167 กิโลเมตร กว้างที่แคบที่สุดประมาณ 54 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ พื้นที่ตรงนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภาคพลังงาน เพราะปัจจัยดังนี้

1. เส้นเลือดใหญ่น้ำมันโลก

ในสถานการณ์ปกติจะมีน้ำมันไหลเวียนผ่านน่านน้ำนี้ถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก การจำกัดการเดินเรือบริเวณนี้จะกระทบต่อท่าเรือสำคัญของทั้งอิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอิหร่านเองด้วย เนื่องจากประเทศเหล่านี้ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก

2. ศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติ

สัดส่วนมหาศาลของก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลกก็ต้องขนส่งผ่านช่องทางนี้เช่นกัน หากการขนส่งสะดุดลงเพียงชั่วครู่จะสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ไปถึงตลาดการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และกระทบต่อค่าครองชีพของครัวเรือนทั่วโลก

3. แสนยานุภาพของอิหร่านในพื้นที่

ข้อมูลแผนที่จากสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ (DIA) ชี้ว่า กองทัพอิหร่านมีศักยภาพในการโจมตีครอบคลุมพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและบริเวณใกล้เคียงได้ทั้งหมด ด้วยขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือที่พัฒนาต่อยอดมาจากอาวุธของจีน

4. ความเสี่ยงจากอาวุธสงครามเต็มรูปแบบ

อิหร่านยังสามารถโจมตีเรือต่าง ๆ ด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล โดรน เรือเร็วโจมตี และทุ่นระเบิดทางเรือ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่อิหร่านเคยใช้มาแล้วในยุคสงครามอิหร่าน-อิรัก และความร้ายแรงของอันตรายนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น จากการที่สหรัฐฯ ต้องพุ่งเป้าโจมตีเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านในความขัดแย้งระลอกล่าสุด

ข้อมูลจาก : ndtv

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...