จาก Love Island สู่ the TAKE ฮอร์โมน รายการเรียลลิตี้ที่ตั้งใจสร้างมาให้คนอิน ซึ่งอาจต้องไม่ลืมว่าคนเรามีความรู้สึกจริงๆ ภายใต้การละครและวาทกรรม “อย่าอินเกิน”
ได้ชื่อว่ารายการเรียลลิตี้ เป้าหมายสูงสุดย่อมเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดู ‘อิน’ อยู่แล้ว และแม้หลายรายการจะยืนยันว่าไม่มีสคริปต์ แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าไม่มีการกำกับทิศทางหรือวางหมากเพื่อเรียกจุดพีคทางอารมณ์ไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้รายการสร้างดราม่าและดึงดูดกระแสสังคมได้ตามเป้าหมาย
โอกาสนี้เราจึงอยากพูดถึงปรากฏการณ์ของรายการ The TAKE (ฮอร์โมน) ซีซั่น 2 ที่มียอดวิวทะลุล้านและกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล ซึ่งในแง่ของธุรกิจ นี่คือความสำเร็จที่งดงาม ขณะที่แง่ของผลกระทบทางสังคม เราก็ได้เห็นภาพคนดูแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างสุดโต่ง ฝั่งหนึ่งสวมบทบาทคณะทัวร์รุมด่าทอผู้เข้าแข่งขันหรือเมนทอร์ที่ตัวเองไม่ถูกกันใจอย่างเอาเป็นเอาตาย และมีคนที่เกินเลยถึงขั้นรุมรีพอร์ทอินสตาแกรมของผู้เข้าแข่งขันวัยเพียง 17 ปี อย่าง ‘มานิต้า’ เพียงเพราะมองว่าเธอไม่ควรเป็นผู้ชนะในอีพีแรกๆ ขณะที่อีกฝั่งพยายามปรามว่า “อย่าอินเกิน” หรือ “อย่าเชื่อสิ่งที่เห็น” เพราะมองว่าความขัดแย้งทั้งหมดทั้งในจอและนอกจอคือ ‘การละคร’ ที่เตี๊ยมกันมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
แน่นอนว่าการเตือนให้คนดูด้วยกันใช้วิจารณญาณในการรับชมนั้นถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งคำถามร่วมด้วยก็คือ ในบางกรณี วาทกรรม “อย่าอินเกิน” กำลังกลายเป็นเกราะป้องกันให้รายการด้วยหรือไม่? ไม่ใช่แค่ในรายการในประเทศไทย แต่รวมถึงรายการเรียลลิตี้อื่นๆ ทั่วโลกด้วย
นั่นเพราะการบอกให้ทุกคนมองว่า “มันคือการแสดง” และ “ทุกคนในรายการรับมือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการถ่ายทำได้” อาจเป็นการ Normalize หรือสร้างความชอบธรรมให้รายการเรียลลิตี้สามารถทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างดราม่า โดยละเลยความรู้สึกของผู้ร่วมรายการไปอย่างน่ากังวล
เพราะในโลกความเป็นจริง มีรายการเรียลลิตี้อีกมากมายที่จงใจเค้นความรู้สึกของผู้เข้าแข่งขันออกมาจริงๆ บีบคั้นให้เกลียดกันจริง ทะเลาะกันจริง จนเกิดบาดแผลทางจิตใจจริงๆ แม้จะมีการบอกว่านี่คือ ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ เพื่อแลกกับชื่อเสียงหรือค่าจ้าง หรืออ้างความเป็นมืออาชีพที่ต้องแยกแยะบทบาทให้ได้เมื่อสั่งคัท แต่คำถามสำคัญคือ หัวใจของมนุษย์มีปุ่มเปิด-ปิดง่ายขนาดนั้นจริงๆ หรือ?
และอาจยิ่งน่ากังวล หากผู้สร้างเองเลือกหยิบคำว่า “อย่าอินเกิน” มาใช้เป็นเกราะป้องกันการกระทำที่ Exploit หรือล้อเล่นกับความรู้สึกคน โดยผลักให้เป็นภาระของคนดูที่ต้องใช้วิจารณญาณเพียงอย่างเดียวส่วนรายการจะทำอะไรก็ได้ “เพราะนี่คือความบันเทิง” ซึ่งนั่นอาจส่งผลกระทบต่อผู้ร่วมรายการมากกว่าที่คิด และมีเคสที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
Sarah Herron จากรายการ The Bachelor เมื่อปี 2013 เปิดเผยว่าเธอมีภาวะ PTSD และซึมเศร้าอย่างรุนแรงหลังจากเห็นตัวเองในจอ เธอถูกตัดต่อให้ดูเหมือนคนขี้อิจฉาและมั่นใจในตัวเองต่ำจนน่ารำคาญ และต้องเข้ารับการบำบัดนานหลายปีเพื่อแยกแยะระหว่าง ‘ตัวตนที่รายการสร้างขึ้น’ กับ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเธอ เพราะเสียงด่าทอจากคนดูทำให้เธอเริ่มเชื่อว่าเธอเป็นคนแย่แบบนั้นจริงๆ
Danielle Ruhl จาก Love Is Blind (Season 2) ในปี 2022 เคยเล่าว่าเธอมีอาการ Panic Attack ระหว่างถ่ายทำและขอออกจากรายการเพราะสภาพจิตใจย่ำแย่ แต่รายการใช้สัญญามาบีบให้เธออยู่ต่อและยังใช้ความเปราะบางของเธอมาสร้างฉากดราม่าให้เธอทะเลาะกับคู่หมั้น จนรายกรถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่คำนึงถึงสุขภาพจิตของผู้ร่วมรายการ
หรือรายการ Love Island ของสหราชอาณาจักร ก็กลายเป็นกรณีศึกษาใหญ่ที่สุดเรื่องของ Trauma หลังจบรายการ เมื่อมีอดีตผู้ร่วมรายการถึง 2 คนทั้ง Sophie Gradon และ Mike Thalassitis รวมถึงพิธีกร Caroline Flack ตัดสินใจจบชีวิตลงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในปี 2018-2019 จากการที่รายการสร้างภาพลักษณ์ให้คนดูเกลียด จนเมื่อพวกเขาออกมาสู่โลกความจริง พวกเขาต้องรับมือกับไซเบอร์บูลลี่จำนวนมหาศาลในขณะที่ทีมงานรายการไม่ได้มีระบบซัพพอร์ททางจิตใจที่เพียงพอ จนทำให้เกิดการเรียกร้องกฎหมาย ‘Duty of Care’ ในอังกฤษ เพื่อบังคับให้รายการโทรทัศน์ต้องดูแลสภาพจิตใจผู้ร่วมรายการอย่างเข้มงวด
ที่สุดแล้วคำว่า “อย่าอินเกิน” จึงไม่ควรเป็นคำเตือนที่ส่งไปถึงคนดูเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นคำเตือนที่ส่งถึง ‘ผู้สร้าง’ ด้วยเช่นกันว่า “อย่าเอาแต่ทำให้คนอินเกิน จนลืมมองเห็นความรู้สึกของผู้ร่วมรายการ” เพราะเมื่อจบรายการ อาจมีคนที่ต้องแบกรับบาดแผลในการถ่ายทำหรือคำตราหน้าจากบทบาทที่รายการยื่นยัดให้ไปอีกยาวนาน ทั้งที่ทุกคนก็คือมนุษย์ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรคอนเทนต์ของใคร
บทความต้นฉบับได้ที่ : จาก Love Island สู่ the TAKE ฮอร์โมน รายการเรียลลิตี้ที่ตั้งใจสร้างมาให้คนอิน ซึ่งอาจต้องไม่ลืมว่าคนเรามีความรู้สึกจริงๆ ภายใต้การละครและวาทกรรม “อย่าอินเกิน”
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com