โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ดร.ปิติ”ชี้โจมตีอิหร่านเดือนรอมฎอน โหดร้าย กระทบความรู้สึกโลกมุสลิม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 1 มีนาคม 2569 รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์อาเซียนศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Piti Srisangnam ในหัวข้อ “การโจมตีอิหร่าน ในเดือนรอมฎอน คือความโหดร้าย” ระบุว่า

ในบริบทของวิกฤตการณ์ที่ลุกลามบานปลายนี้ กลุ่มประเทศมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ บรูไน มีจุดยืนที่เชื่อมโยงกันด้วยปัจจัยทางศาสนา การเมืองภายในประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ท่าทีของทั้งสามประเทศ จึงมีความโดดเด่นและมีน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศ ดังนี้

1. มาเลเซีย (แข็งกร้าวและแสดงจุดยืนชัดเจนที่สุด)

มาเลเซียมีแนวโน้มที่จะแสดงท่าทีต่อต้านปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุดในกลุ่มอาเซียน

การประณามอย่างรุนแรง: รัฐบาลจะออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีที่ละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ยั่วยุและบ่อนทำลายสันติภาพของโลกมุสลิม

แรงกดดันทางการเมืองภายใน: ด้วยกระแสชาตินิยมและจุดยืนที่สนับสนุนปาเลสไตน์และโลกมุสลิมอย่างเข้มข้น รัฐบาลมาเลเซียจะถูกเรียกร้องจากมวลชนในประเทศ ให้ลดระดับความสัมพันธ์ หรือ ตอบโต้ทางการทูตต่อมหาอำนาจชาติตะวันตก

บทบาทในเวทีโลก: มาเลเซียจะผลักดันให้องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และสหประชาชาติ (UN) มีมติฉุกเฉินเพื่อยุติการใช้กำลังทหารโดยทันที

2. อินโดนีเซีย (ยึดหลักการทูตอิสระและแข็งขัน - Bebas Aktif)

ในฐานะประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกและมีน้ำหนักทางการทูตสูงสุดในภูมิภาค อินโดนีเซียจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างการประณามความรุนแรงและการป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ: ท่าทีหลักจะเน้นย้ำถึงการต่อต้านการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น โดยจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นขั้นสูงสุด (Utmost Restraint) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่

ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน: รัฐบาลจะให้ความสำคัญสูงสุดกับผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลก และเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียโดยตรง

การนำใน OIC และอาเซียน: อินโดนีเซียจะใช้สถานะของตนในการเป็นสะพานเชื่อม เพื่อหาทางออกทางการทูต และพยายามผลักดันให้เกิดฉันทามติ ในการบรรเทาความตึงเครียด

3. บรูไนดารุสซาลาม (สงวนท่าทีแต่มั่นคงในหลักการศาสนา)

บรูไนจะยังคงใช้แนวทางการทูตที่เงียบสงบ (Quiet Diplomacy) ตามแบบฉบับของตน แต่จะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับโลกมุสลิม

แถลงการณ์เชิงหลักการ: จะออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเคารพในอธิปไตยและหลักการไม่แทรกแซง

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใน OIC: บรูไนจะสนับสนุนมติของ OIC อย่างเต็มที่ แต่หลีกเลี่ยงการใช้โวหารที่เผ็ดร้อนหรือการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดของประเทศและการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจโลก

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาค

ปฏิกิริยาของทั้งสามประเทศนี้ จะสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อการรวมตัวของอาเซียน และหลักการ ASEAN Centrality เนื่องจากสมาชิกประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และพึ่งพาร่มความมั่นคงจากสหรัฐฯ แตกต่างออกไป

เมื่อพิจารณาร่วมกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และ สงครามกลางเมืองเมียนมา การรักษาดุลยภาพและป้องกันการแตกแยกทางจุดยืนภายในอาเซียน จึงเป็นโจทย์ที่ยากลำบากที่สุดในเวลานี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...