โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไม สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 มี.ค. เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. เวลา 04.16 น.

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ในปฏิบัติการที่ส่งผลให้อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เสียชีวิต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็น“เดิมพันด้านนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุด” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้หาเสียงเลือกตั้งโดยประกาศตัวเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” และเคยระบุว่าต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านการทูต

ทรัมป์ไม่ได้แถลงชี้แจงอย่างต่อเนื่องต่อสาธารณชนก่อนปฏิบัติการ แต่กล่าวถึงประเด็นนี้สั้น ๆ ในสุนทรพจน์แถลงผลงานประจำปีต่อรัฐสภา และในวิดีโอข้อความที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ โดยระบุเป้าหมายหลักดังนี้

สกัดกั้นอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ย้ำว่าอิหร่าน “จะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” โดยอ้างว่าการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้“ทำลายล้าง” โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่กล่าวว่าเตหะรานพยายามฟื้นฟูโครงการดังกล่าวอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลให้เหตุผลว่าการทิ้งระเบิดในเดือนมิถุนายนมีขึ้นเพราะอิหร่านเข้าใกล้ความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยประเมินว่าอิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่เตหะรานปฏิเสธว่าไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และในฐานะภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) มีสิทธิ์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์พลเรือน

ชาติตะวันตกโต้แย้งว่าไม่มีเหตุผลทางพลเรือนที่น่าเชื่อถือสำหรับระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน และ IAEA แสดงความกังวลอย่างมาก โดยระบุว่าไม่เคยมีประเทศใดดำเนินการในระดับดังกล่าวโดยไม่จบลงด้วยการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

ควบคุมโครงการขีปนาวุธ

ทรัมป์ระบุว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่อาจคุกคามพันธมิตรในยุโรป กองกำลังสหรัฐฯ ในต่างประเทศ และอาจเข้าถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ในอนาคต

เขาไม่ได้ให้รายละเอียดสนับสนุนข้อกล่าวหา ขณะที่สื่อทางการอิหร่านเคยรายงานว่าเตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงถึงสหรัฐฯ

ขจัดภัยคุกคามต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร

ทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของการโจมตีคือ “ปกป้องประชาชนอเมริกันด้วยการขจัดภัยคุกคามฉุกเฉินจากระบอบอิหร่าน” พร้อมกล่าวว่า กิจกรรมของอิหร่านเป็นภัยโดยตรงต่อสหรัฐฯ ฐานทัพ และพันธมิตรทั่วโลก

เขาอ้างถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานเมื่อปี 1979 ที่จับตัวประกันชาวอเมริกัน 444 วัน เหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเบรุตปี 1983 ซึ่งคร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย รวมถึงการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทรัมป์ยังกล่าวถึงการสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มฮามาส ซึ่งก่อเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

ประเด็นการปราบปรามผู้ประท้วง

ในสุนทรพจน์ก่อนหน้า ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าสังหารผู้ประท้วงอย่างน้อย 32,000 คนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้

องค์กร HRANA ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ และติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่าน รายงานว่าบันทึกการเสียชีวิตที่ตรวจสอบได้มี 7,007 ราย และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีกกว่า 11,000 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 3,117 ราย และเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Reuters ว่าตรวจสอบได้แล้วอย่างน้อย 5,000 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงราว 500 นาย

เรียกร้องเปลี่ยนแปลงระบอบ

ทรัมป์เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่าน “ลุกขึ้นยึดอำนาจจากผู้ปกครอง” พร้อมกล่าวว่า “ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของคุณมาถึงแล้ว”

เขาระบุว่า ปฏิบัติการทิ้งระเบิดจะดำเนินต่อเนื่องตลอดสัปดาห์หรือจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย “สันติภาพทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลก”

ทรัมป์ติดตามสถานการณ์จากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ขณะที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าที่ตั้งของผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกทำลาย และสื่อทางการอิหร่านยืนยันในเวลาต่อมาว่า คาเมเนอีเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...