โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่งออกไทยจ่อเจอศึกสองด้าน! จากบาทแข็งและการแข่งขันกับประเทศที่ได้อานิสงส์ลดภาษี หลังทรัมป์ปรับภาษีทั่วโลกเป็น 15%

THE STANDARD

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 09.46 น. • thestandard.co
ส่งออกไทยจ่อเจอศึกสองด้าน! จากบาทแข็งและการแข่งขันกับประเทศที่ได้อานิสงส์ลดภาษี หลังทรัมป์ปรับภาษีทั่วโลกเป็น 15%

กระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบจากกรณีทรัมป์ประกาศปรับภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกเป็น 15% โดยมองว่า แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าไทยในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อาจทำให้ส่งออกไทยจ่อเจอ ‘ศึกสองด้าน’ ได้แก่ จากการแข่งขันกับประเทศที่ได้อานิสงส์ลดภาษีเช่นกัน และการแข็งค่าของเงินบาทที่หลุด 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้อาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทย หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่า การใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA กำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย Section 122 ซึ่งจะมีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

โดยนันทพงษ์ประเมินผลกระทบแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1. เพิ่มโอกาสให้กับสินค้าไทยในสหรัฐฯ: นันทพงษ์กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ กำหนดให้อัตราภาษีไทยลดลงจาก 19% เป็น 10% และเพิ่มเป็น 15% จะทำให้ต้นทุนของสินค้าบางชนิดลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางในสหรัฐฯ ลดลง ทำให้ผู้ซื้อสินค้าในประเทศอเมริกาก็มีแรงที่จะซื้อสินค้ามากขึ้น เพิ่มโอกาสนำเข้าสินค้าจากไทยที่ลังเลอยู่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) เช่น กลุ่มสินค้าอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์บางประเภท

2. ไทยอาจเจอกับการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากประเทศที่ได้ลดอัตราภาษีเช่นกัน: นันทพงษ์เตือนว่า การลดภาษีจาก 19% ลงมา 10% และปรับขึ้นเป็น 15% ไม่ได้เป็นผลบวกทั้งหมด เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยที่เคยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 10% ก็ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดภาษีลงมาอยู่ที่ระดับเดียวกัน ทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะให้พึงระวังว่า วันนี้ ภาษีที่ลดจาก 19% ไป 10% แล้วเดี๋ยวจะขึ้นไป 15% สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบวก Positive 100% เนื่องจากประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ ที่เป็นคู่แข่งของไทย ที่แต่ก่อนมีภาษีสูงกว่า 10% นั่นหมายความว่า ถ้าถูกกดภาษีลงมาเหลือ 10% ก็จะทำให้ไทยต้องไปสู้กับประเทศที่ได้ภาษีสูงแล้วถูกกดลง”

3. การแข็งค่าของเงินบาทอาจทำไทยเสียเปรียบคู่แข่ง: นันทพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ‘ค่าเงินบาท’ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยสินค้าที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าไฟฟ้าบางประเภท และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะที่สินค้าที่อาจได้รับอานิสงส์คืออาหารบางประเภทที่มีความอ่อนไหวต่อราคา

ในวันนี้ (23 กุมภาพันธ์) ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน โดยเคลื่อนไหวอยู่ในรอบราว 30.96 –31.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่องการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี (YTD) ของสกุลหลักเอเชีย ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์

🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย (USDMYR) แข็งค่า 4.26%

🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ (USDPHP) แข็งค่า 2.34%

🇸🇬 ดอลลาร์สิงคโปร์ (USDSGD) แข็งค่า 1.62%

🇯🇵 เยนญี่ปุ่น (USDJPY) แข็งค่า 1.44%

🇻🇳 ดองเวียดนาม (USDVND) แข็งค่า 1.24%

🇹🇭 บาทไทย (USDTHB) แข็งค่า 1.21%

🇨🇳 หยวนจีน (USDCNY) แข็งค่า 1.20%

🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ (USDKRW) แข็งค่า 0.11%

🇹🇼 ดอลลาร์ไต้หวัน (USDTWD) อ่อนค่า 0.04%

🇭🇰 ดอลลาร์ฮ่องกง (USDHKD) อ่อนค่า 0.43%

🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย (USDIDR) อ่อนค่า 0.73%

🇮🇳 รูปีอินเดีย (USDINR) อ่อนค่า 1.00%

นันทพงษ์กล่าวต่อว่า ตามที่ รมว.ได้มีการชี้แจงเบื้องต้นไปแล้ว โดย สนค.ขอย้ำว่าการเจรจากับคู่ค้าต่างประเทศยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยยังเป็นสิ่งจำเป็น

“เราคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขยายตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพในการแข่งขัน” นายนันทพงษ์กล่าว

ส่งออกไทย ม.ค. 2569 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ที่ 24.4% นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีนั้นมาจากวงจรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก และมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (980,744 ล้านบาท)

“ในส่วนของการส่งออกที่โตขึ้น สินค้าหลักยังคงเป็นจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าถามว่าเป็นเรื่องของสินค้าส่งผ่าน (Transhipment) หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ โดยมาจากเรื่องวัฏจักร AI และ Data Center ที่กำลังบูมอยู่ทั่วโลก” นันทพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ นันทพงษ์กล่าวอีกว่า อีกปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยสูงมาจากการเร่งการส่งออก-นำเข้า (Front Loading) ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เฉพาะกรณีสหรัฐ-อิหร่าน

นันทพงษ์กล่าวอีกว่า สนค.จะปรับประมาณการส่งออกอีกครั้งในเดือนมีนาคม โดยต้องการจับตาดูวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปว่าจะเพิ่มขึ้น ทรงตัว หรือลดลง นอกจากนี้ต้องการจะติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ว่าจะส่งผลต่อส่งออกไทยอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...