ชูวิทย์ โต้รับใบสั่งบิ๊กแดง ล้มส้ม ยันคุยโจ๊ก บอกอยากคุมตร. ประเมินได้ ส.ส.ต่ำร้อย
ชูวิทย์ โต้รับใบสั่งบิ๊กแดง ล้มส้ม ยันคุยโจ๊ก บอกอยากคุม ตร. ประเมินได้ ส.ส.ต่ำร้อย
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มกราคม ที่โรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่บอกว่ารับงานมาเพื่อมาถล่มพรรคส้มหรือไม่
ก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ได้นำส้มจำนวน 5 ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊ก และป้ายข้อความราษฎรเต็มขั้น มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์สวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อราษฎรเต็มขั้น ที่หน้าอกเช่นเดียวกัน
จากนั้น นายชูวิทย์ได้แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการพรรคส้ม ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็น
นายชูวิทย์ระบุว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม ตั้งแต่ปี’62 ถึงปี’66 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง
จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามากกว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง โดยชี้ว่าตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
นายชูวิทย์กล่าวถึงอาการป่วยในปี 2566 ว่า มีอาการรุนแรงถึงขั้นแพทย์วินิจฉัยว่าอาจไม่มีชีวิตอยู่ และเคยไปดูสุสานมาแล้ว ภายหลังการรักษาจนอาการทรงตัว
เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปีนี้ จึงมองว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าได้ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน หรือสั่งสอน กับพรรคประชาชน พรรคการเมืองที่ตนเองเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด
ทั้งนี้ นายชูวิทย์ยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากไม่รักก็ไม่ไปเลือก พร้อมย้ำว่าตนเองเป็นราษฎรเต็มขั้น ที่เข้าใจการเมือง และเห็นว่าราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง
สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ ส.ส. ในพื้นที่ภาคใต้ 10 ที่นั่ง
และผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้นายชูวิทย์กล่าวว่า การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และหากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
นายชูวิทย์กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าหลักการคือ ไม่มีเทา มีแต่ขาวกับดำ นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้างแก่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่เป็นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนไปสู่การอภิปรายในสภา
ซึ่งตนยินดีมาโดยตลอด เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นตำรวจอยู่ในวงการมานานคนทำงานได้รับผลตอบแทนทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ที่พรรคประชาชนปฏิบัติเช่นนี้ต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยกเว้นว่าบิ๊กโจ๊กเป็นคนน่ารังเกียจในช่วงนี้
นายชูวิทย์ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี โดยตนเองเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น
บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำของพรรค ซึ่งตนมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้
พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็น MOA โดยไปเพียงลำพัง ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคและการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้
นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรอง ผบ.ตร. ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ ส.ส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
นายชูวิทย์ยืนยันว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นผู้มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์
พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนเองจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้น หากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน
นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า ตนเองรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง
จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีต ผบ.ทบ. ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้
พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด
นายชูวิทย์กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง และการพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน
นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี’68 ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทั้งนี้ นายชูวิทย์กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการสั่งสอนพรรคประชาชน เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง
พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว
ท้ายที่สุด นายชูวิทย์กล่าวพร้อมยกจานส้มขึ้นประกอบการแถลงว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง
หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้ม แต่เป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่
นายชูวิทย์กล่าวถึงท่าทีต่อพรรคประชาชนว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตนเอง ขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก โดยยืนยันว่าไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว
“ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ยักษ์แคระ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง”
อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้
ส่วนใครกล่าวหาว่า ตัวเองบอกว่า พรรคส้มเลว ตนขอสาปแช่งให้ตาย โดยเฉพาะ “ตือป่วยก่าย”
โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
จากนั้นนายชูวิทย์ได้นำส้มขึ้นมาปอก พร้อมกับใส่ปาก ก่อนชิมส้มไปหนึ่งซีก และบอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้
จากนั้น นายชูวิทย์ขอหยิบมาชิมอีกที พร้อมอุทานว่า “อื้อหืออออ เปรี้ยว!” พร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่ารอสมัยหน้าแล้วกัน มันเปรี้ยวไป ต้องรอหน่อย อาจจะดี แต่นี่ส้มไปหรือนี่คือส้มเก๊หรือเปล่า? ยังไม่ถึงเวลา พรรคส้มใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนหิวโหยอำนาจ มันจะทำให้คุณเปลี่ยนไป คุณต้องมีอุดมการณ์ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้
นายชูวิทย์ยังได้วิจารณ์ด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยนำเทคโนแครตเข้ามาในพรรค แต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็อยู่ลำดับต้น และฝากไปถึงนักวิชาการของพรรคประชาชนว่าการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์โดยการนำเทคโนแครตเข้ามาแต่คนที่เคยทำงานในพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ นั้นไม่ใช่เซฟโซน
ช่วงท้ายการแถลงข่าว นายชูวิทย์ได้หันไปหยิบกระถางธูปและจานส้มขึ้นมา พร้อมถามว่า “ต้องเอาไปจุดเซ่นเข้าหรือเปล่า?” กลายเป็นว่าทุกคนแตะเขาไม่ได้ เพราะโดนด้อมส้มลง แต่ขอบอกก่อนว่าผมไม่กลัว ผมไม่ได้ต้องการคะแนน ด้อมส้มที่วิจารณ์และด่าบอกแล้วว่าด่าได้ไปเถอะ ไม่ได้กลัว ไม่ได้สนใจ เพราะไม่ได้อยู่ในสายตา
ทุกวันนี้ผมต้องจุดธูป เพราะด้อมส้ม และคนไทยเป็นแบบนี้ สมัยก่อนเชียร์จนคนมานั่งด่าว่า “ทหารมีไว้ทำไม” รุกรานแล้วก็เผลไผล ไปเรื่องการปกป้องสิทธิทหารเกณฑ์ ยืนยันว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ก็แบ่งแยกกัน “สีเหลือง-สีแดง” แบบนี้ควรหมดยุคได้แล้ว คุณเป็นการเมืองแบบใหม่ไม่ใช่หรือ?
เมื่อถามว่าในวันที่ 25 ม.ค.69 ที่พรรคประชาชนจะปราศรัยที่สามย่านมิตรทาวน์ ที่ใช้ชื่อว่า “เชื่อในประชาชน” จะไปร่วมฟังหรือไม่ นายชูวิทย์บอกว่า ก็อาจจะไปตั้งโต๊ะก๋วยเตี๋ยว กินกาแฟ ฟังในยูทูบ เพราะไม่อยากไปป่วนในงาน เราไม่ทำแบบนั้น ให้เขาทำงานของเขาไป ผมให้กำลังใจ
นายชูวิทย์ยังฝากถึงพรรคส้มทุกคนด้วยว่า การเมืองจะทำให้พวกคุณเปลี่ยนไป พวกคุณต้องระวังตัวไว้ให้ดี วันนี้คุณก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นคุณอยากทำในสิ่งที่คุณทำ ผมก็อยากจะทำในสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกเพราะคุณเอาคะแนนที่ผมยกมือให้ไปให้โหวตให้คนอื่น ผมก็มีสิทธิ ในฐานะราษฎรที่มาต่อว่าคุณ
นักข่าวถามว่า “หากกลับตัวกลับใจพร้อมให้อภัยใช่หรือไม่” นายชูวิทย์ถึงกับร้อง เอ้อ ถ้าพูดแบบนี้ถูก ถ้ากลับเนื้อกลับตัวและยอมขอโทษ แต่การขอโทษก็ขอโทษแบบไม่จริงใจ เพราะคุณขอโทษแบบผ่านๆ ขอโทษก็ได้นะ ขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ มันคนละเรื่อง คุณต้องขอโทษว่าเลือกพรรคผิด ที่ไปเลือกพรรคคุณอนุทินในช่วงนั้น พูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ คุณทำให้เขาเติบโตยิ่งใหญ่มาแข่งกับคุณ
เมื่อถามถึงกรณีที่ “เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ประกาศบนเวทีดีเบตเวทีหนึ่งจะไม่โหวตให้นายอนุทินแล้ว ส่วนตัวเชื่อหรือไม่ นายชูวิทย์บอกว่า คุณเท้งไม่ควรพูดแบบนั้น เพราะคุณเท้งเป็นคนเอาพรรคน้ำเงินมาเอง แต่บอกว่าจะไม่เป็นโหวตเป็นครั้งที่ 2 แสดงว่าครั้งแรกโหวตผิด
นายชูวิทย์ยังกล่าวว่า การที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกันในพรรคมันไม่เท่าเทียมหรอก คุณธนาธรเขาเสียงใหญ่ แล้วไปต่อรองกลับมาบอกเด็กๆ หรือไม่ อยากฟังหรือไม่ว่าเสียงของเด็กๆ ในพรรคส้มพูดถึงเรื่องนี้ยังไง
ก่อนที่นายชูวิทย์จะได้อ่านแชตให้สื่อฟัง ซึ่งเป็นแชตของสายในพรรคส้ม ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า ”ผมอยากบอกคุณชูวิทย์ว่า ที่ไม่พอใจเราเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาผมยืนยันว่า ผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างถึงที่สุดกับเพื่อนในพรรค การโหวตไม่ได้เป็นคำสั่งของใคร ผมสาบาน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชูวิทย์ โต้รับใบสั่งบิ๊กแดง ล้มส้ม ยันคุยโจ๊ก บอกอยากคุมตร. ประเมินได้ ส.ส.ต่ำร้อย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th