โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทองคำสปอต” พุ่งแตะ 4,670 ดอลลาร์ “เงิน” ดีดแรง 4.4% ทำนิวไฮ รับตึงเครียดกรีนแลนด์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. เวลา 06.40 น.

"ทองคำสปอต" พุ่งแตะ 4,670 ดอลลาร์ "เงิน" ดีดแรง 4.4% ทำนิวไฮ หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียุโรปจากประเด็นกรีนแลนด์ กดดันดอลลาร์อ่อนค่าและกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 13.08 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาทองคำและเงินพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินหน้ากดดันเพื่อเข้าควบคุมกรีนแลนด์อย่างเข้มข้นขึ้น จุดชนวนความวิตกว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับยุโรปอาจทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

*ราคาทองคำในตลาดสปอต ซื้อขายใกล้ระดับ 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ ราคาเงิน พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 4.4% จากแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น หลังทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% กับประเทศยุโรป 8 ชาติ รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ซึ่งคัดค้านแผนเข้าซื้อกรีนแลนด์ โดยอัตราภาษีดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน*

ผู้นำยุโรปเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อพิจารณามาตรการตอบโต้ที่เป็นไปได้ โดยประเทศสมาชิกกำลังหารือหลายทางเลือก รวมถึงการเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐ มูลค่า 93,000 ล้านยูโร หรือราว 108,000 ล้านดอลลาร์ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดการเจรจา

รายงานของ Bloomberg ระบุว่า เอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส อาจร้องขอให้สหภาพยุโรปใช้งาน เครื่องมือป้องปรามการบีบบังคับทางการค้า (Anti-Coercion Instrument: ACI) ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุดของอียู และเปิดทางให้ดำเนินการหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางการค้า

ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo Markets ในสิงคโปร์ ระบุว่า ความตึงเครียดจากกรณีกรีนแลนด์แตกต่างจากมาตรการภาษี Liberation Day เมื่อปีก่อน เนื่องจากสะท้อนรอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกกว่า พร้อมเตือนว่า การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันภายในพันธมิตรอย่างนาโต เป็นการสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่อาจทำให้ เบี้ยความเสี่ยงติดอยู่ในตลาดเป็นเวลานาน

โลหะมีค่าปรับตัวขึ้นแรงตลอดปีนี้ ต่อเนื่องจากการพุ่งขึ้นอย่างมากในปี 2568 หลังสหรัฐจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และเพิ่มแรงกดดันในประเด็นกรีนแลนด์ รัฐบาลทรัมป์ยังกลับมาโจมตีธนาคารกลางสหรัฐอีกครั้ง กระตุ้นความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และหนุนกระแส debasement trade ซึ่งนักลงทุนหลีกเลี่ยงเงินสกุลหลักและพันธบัตรรัฐบาลจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ

แรงซื้อโลหะโดยรวม โดยเฉพาะจากนักลงทุนในจีน ช่วยเสริมการปรับขึ้นของทองคำและเงิน ขณะที่การถือครองทองคำของกองทุน ETF เพิ่มขึ้น 28 ตัน หรือ 0.9% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน และขยายตัวแล้วใน 7 จาก 8 สัปดาห์หลังสุด

นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าราคาจะยังปรับขึ้นต่อ โดย Citigroup Inc. คาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ราคาทองคำอาจแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 3 เดือน ขณะที่ราคาเงินอาจพุ่งสู่ 100 ดอลลาร์

ไคล์ ร็อดดา นักวิเคราะห์จาก Capital.com Inc. ในเมลเบิร์น กล่าวว่า “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนด้านการค้ากระทบแนวโน้มการเติบโต และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ กำลังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบสำหรับทองคำและเงิน”

ณ เวลา 13.59 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ราคาทองคำสปอต ปรับขึ้น 1.6% อยู่ที่ 4,670.47 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,690.59 ดอลลาร์ ขณะที่ ราคาเงิน เพิ่มขึ้น 3.4% มาอยู่ที่ 93.1755 ดอลลาร์ และเคยแตะระดับสูงสุดที่ 94.1213 ดอลลาร์ แพลทินัมขยับขึ้นเล็กน้อย ส่วนแพลเลเดียมอ่อนตัวลง ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของ Bloomberg ลดลง 0.2%

นักลงทุนยังจับตาการพิจารณาคดีของศาลฎีกาสหรัฐในวันพุธนี้ กรณีความพยายามของทรัมป์ในการปลดผู้ว่าการเฟด ลิซา คุก ซึ่งอาจเป็นจุดชี้ขาดสำคัญต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...