กระทรวงเกษตรฯ ประสานทุกภาคส่วน เร่งแก้ปัญหานมส่วนเกิน ดันนโยบายดื่มนม 365 วัน เดินหน้านมโรงเรียนให้ทัน เปิดเทอม พร้อมเพิ่มช่องทางระบายผลผลิตช่วยเกษตรกรโคนม
กระทรวงเกษตรฯ ประสานทุกภาคส่วน เร่งแก้ปัญหานมส่วนเกิน ดันนโยบายดื่มนม 365 วัน เดินหน้านมโรงเรียนให้ทัน เปิดเทอม พร้อมเพิ่มช่องทางระบายผลผลิตช่วยเกษตรกรโคนม
(5 มี.ค.69) นายอามินทร์ มะยูโซะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับหนังสือข้อเสนอจาก นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมรับฟังปัญหาจากผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหานมโรงเรียนและการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร โดยในวันนี้ตัวแทนเกษตรกรได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยได้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งผลักดันการระบายนมกล่องในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ค้างสต๊อกจำนวนมากออกจากระบบโดยเร็ว เนื่องจากปัจจุบันมีนมกล่องสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนเด็กนักเรียนที่ลดลง ส่งผลให้การระบายผลผลิตไม่ทันต่อปริมาณน้ำนมดิบที่เข้าสู่ระบบ ขณะที่ช่วงปิดภาคเรียนการผลิตน้ำนมดิบยังคงดำเนินต่อเนื่อง หากนมกล่องในสต๊อกยังไม่สามารถระบายได้ โรงงานอุตสาหกรรมจะไม่สามารถรับน้ำนมดิบชุดใหม่เข้าสู่ระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันนโยบายส่งเสริมให้เด็กนักเรียนดื่มนมโรงเรียนตลอด 365 วัน เพื่อเพิ่ม การใช้ประโยชน์จากน้ำนมดิบในประเทศ พร้อมเร่งรัดการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOU) การรับซื้อน้ำนมดิบที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งปัจจุบันยังมีน้ำนมดิบประมาณ 211 ตันต่อวัน ที่ยังไม่มีตลาดรองรับ อีกทั้งขอให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อชำระค่าน้ำนมดิบที่ค้างจ่ายแก่เกษตรกร รวมถึงสนับสนุนงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการผลิตนมกล่องในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อให้ระบบการผลิตสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยประเด็นปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งพิจารณาหาทางออกในประเด็นการดำเนินการตาม MOU ที่ยังมีปริมาณน้ำนมดิบคงค้างอยู่ประมาณ 211 ตันต่อวัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยเร็ว ซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญอยู่ได้ในระยะต่อไป
ด้าน นายวิณะโรจน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ และวางกรอบระยะเวลาดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถจัดสรรนมโรงเรียนส่งถึงนักเรียนได้ทันวันเปิดภาคเรียนประมาณวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมอย่างต่อเนื่อง
ปลัดเกษตรฯ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตน้ำนมดิบประมาณวันละ 3,000 ตัน ขณะที่ปริมาณตามข้อตกลง (MOU) อยู่ที่ประมาณ 2,800 ตันต่อวัน ทำให้มีน้ำนมส่วนเกินราว 200 ตัน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการบริโภคนมไทยเพื่อพยุงรายได้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังได้หารือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพื่อปรับแนวทางการจัดส่งนมโรงเรียน จากเดิมกำหนดให้นมต้องมีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 4 เดือนก่อนหมดอายุ ให้ปรับเป็นไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสต๊อก
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ยังเดินหน้าผลักดันนโยบายส่งเสริมให้เด็กนักเรียนดื่มนม 365 วัน พร้อมขยายโอกาสโครงการนมโรงเรียนครอบคลุมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1–ม.3) เพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กไทยและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากน้ำนมดิบในประเทศ ควบคู่กับการหารือภาคเอกชนเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย อาทิ การจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันและช่องทางค้าปลีกอื่น ๆ รวมทั้งผลักดันมาตรการเสริมสภาพคล่องให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อให้สามารถดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างต่อเนื่อง