โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SET Note: ซีอีโอบจ.มองการเมือง-หนี้ครัวเรือน กดเศรษฐกิจปี 69 เล็งลงทุนเพิ่มในไทย-อาเซียน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 16.51 น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่ SET Note ฉบับที่ 2/2569 “ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน SET CEO SURVEY: ECONOMIC OUTLOOK 2026” พบว่า CEO ส่วนใหญ่มุ่งสร้างมูลค่าผ่านการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจหลักควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจสู่โอกาสใหม่ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีความสอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 (CEO Survey: Economic Outlook 2026) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 23 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีบริษัทจดทะเบียนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท (SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท) จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

ผลสำรวจที่สรุปก่อนเหตุการณ์ความไม่สงบในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

ในภาพรวม CEO ของบริษัทจดทะเบียนคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 1.1 – 2% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวประกอบกับนโยบายการคลังและการใช้จ่ายของภาครัฐ ในขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองไทย ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อภายในประเทศเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจ โดย CEO คาดเงินเฟ้อในปี 2569 จะคงอยู่ในกรอบ 0 – 2%

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

CEO ของบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมตอบแบบสอบถามกว่า 3 ใน 4 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้ราว 1.1 – 2% ซึ่งอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับการประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประมาณ 2% รวมถึงการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ 1.6%1

ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนภาพที่ค่อนข้างสอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างภาคธุรกิจ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้CEO ส่วนใหญ่มองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว (25%) นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ (20%) และเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (17%) ขณะเดียวกัน ผู้บริหารบางส่วนยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล และความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการแก้ปัญหาการคอร์รัปชันจะเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ น้ำหนักของปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันตามลักษณะอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Technology ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมือง สะท้อนความต้องการความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่กลุ่ม Agri & Food ให้น้ำหนักกับการส่งออกมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ CEO ส่วนใหญ่มองว่าความเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (21%) กำลังซื้อภายในประเทศ (16%) และระดับหนี้สินภาคครัวเรือน (16%) โดยเฉพาะประเด็นกำลังซื้อและหนี้สินครัวเรือนซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ภาระหนี้ในระดับสูงอาจกดทับความสามารถในการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

ในด้านปัจจัยเสี่ยง การให้น้ำหนักแตกต่างกันตามลักษณะอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Agri & Food ให้ความสำคัญกับ อัตราแลกเปลี่ยน เป็นหลัก สะท้อนความอ่อนไหวของธุรกิจส่งออกต่อความผันผวนของค่าเงิน ขณะที่กลุ่ม Property & Construction ให้น้ำหนักกับ หนี้สินภาคครัวเรือน มากกว่า สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างภาระหนี้ ความสามารถในการกู้ยืม และอุปสงค์ในภาคอสังหาริมทรัพย์

ผลสำรวจสะท้อนว่า CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ราวครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วง 1–3% สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ มุมมองที่เงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่ากรอบบางส่วนที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงต่ำกว่า 1% สอดคล้องกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569 ที่คาดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 25702

ด้านการดำเนินธุรกิจ

รายได้ของธุรกิจ

ในปี 2569 ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตทางรายได้ของธุรกิจ โดยมากกว่า 80% เห็นว่ารายได้ยังเติบโตได้ โดยกว่า 2 ใน 3 คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ในระดับ 0-10% ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ประเมินความเสี่ยงด้านลบอยู่บ้าง ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ยังระมัดระวังของภาคธุรกิจ

เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในระดับ สูง และ สูงมาก กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ เป็นหลัก สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ประเมินการเติบโตในระดับปานกลางมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีมุมมองกระจายตัวสูง สะท้อนความไม่แน่นอนของภาวะอุปสงค์ในประเทศ

การลงทุน

CEO 3 ใน 4 มองว่าช่วงเวลา 12 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจเข้าลงทุน โดยจากกลุ่มดังกล่าวยังเล็งเห็นถึงศักยภาพในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน และอินเดียยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารหลายบริษัท CEO บางส่วนให้ความสนใจกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นสองภูมิภาคที่อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย

เมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม พบว่าประเทศเวียดนามเป็นจุดหมายหลักของหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ ธุรกิจบริการ และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทของประเทศเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและตลาดเติบโตในอาเซียน ขณะที่กลุ่ม Services มีลักษณะกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด แสดงถึงความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ ต่างจากบางอุตสาหกรรมที่พบว่ายังไม่มีแผนจะขยายการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ

ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า CEO ส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยที่จะเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 3 อันดับแรกได้แก่ การลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และการนำเทคโนโลยีมายกระดับประสิทธิภาพขององค์กร ตามลำดับ ปัจจัยอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับปัจจัยที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี นอกจากปัจจัยเบื้องต้นแล้ว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม

CEO ประเมินว่าปัจจัยกดดันสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจยังอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศและภาระหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดอย่างชัดเจน สะท้อนข้อจำกัดด้านอุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงกดดันหลัก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตา โดยรวมจึงสะท้อนภาพแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและความไม่แน่นอนจากภายนอกควบคู่กัน ทั้งนี้ ภายหลังการเลือกตั้ง ปัจจัยด้านนโยบายอาจมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

การปรับตัวทางธุรกิจรับมือความท้าทาย

บริษัทจดทะเบียนดำเนินการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายมีการปรับตัวใน 4 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลงทุนและการระดมทุน การตลาด และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

  • การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการให้บริการ – บริษัทฯ ส่วนใหญ่ได้ทำการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานรวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการนำพลังงานทดแทนมาใช้ นอกจากนี้หลายบริษัทเล็งเห็นถึงการนำระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
  • การลงทุนและระดมทุน – บริษัทฯ ประมาณ 46% ยังมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ใช่จุดที่ควรชะลอการลงทุน และประมาณ 78% มองว่าประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายในการเพิ่มลงทุนอยู่ นอกจากนี้หลายบริษัทยังไม่สนใจที่จะระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการกู้ยืมและผ่านตราสารทุน
  • การตลาด – บริษัทฯ ส่วนใหญ่ได้เล็งเห็นถือการปรับเปลี่ยนการผลิตและปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมไปถึงการเปลี่ยนช่องทางการจัดจำหน่ายและกลยุทธ์การโฆษณาให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น และมองว่าการทำตลาดแบบเจาะจง (Niche Market) พร้อมกับการหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจ – หลายบริษัทเล็งเห็นถึงการปรับโครงสร้างบริษัทแต่ยังไม่พิจารณาถึงโอกาสในการควบรวมกิจการ

แนวทางการจัดสรรทุนเพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น (Shareholder Value)

การเพิ่ม Shareholder Value เป็นหัวใจของการกำหนดกลยุทธ์องค์กร ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งในรูปของกำไร การเติบโต และความเชื่อมั่นในตลาดทุน ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว

  • ผลการสำรวจสะท้อนว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ให้ความสำคัญกับการสร้าง Shareholder Value ในรูปแบบของการเติบโตทางธุรกิจเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจหลักเดิม (37%) ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่
  • ขณะที่ การจัดสรรโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม ได้รับความสำคัญในระดับปานกลาง สะท้อนว่าการบริหารความเสี่ยง เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างมูลค่าในระยะยาว
  • ในทางกลับกัน ในด้านการตอบแทนผู้ถือหุ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน มีสัดส่วนที่ให้ความสำคัญสูงสุดค่อนข้างน้อย สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเน้นการตอบแทนผู้ลงทุนในระยะสั้น
  • ทั้งนี้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม สะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสอดคล้องกันในภาพรวมของภาคธุรกิจ

อ้างอิง

1.ข้อมูลสภาพัฒน์ ณ วันที 16 กุมภาพันธ์ 2569, ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569 และข้อมูล World Bank จากรายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับเดือนกุมภาพันธ์

2.จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569

รายงานโดย เธียรภพ สิหนาทกถากุล, พริษฐ์ เงาเบญจกุล ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และแนวคิดแก่ผู้อ่าน มิใช่การให้คำแนะนำด้านการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมิได้ให้การรับรองในความถูกต้องของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการนำข้อมูลไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้อ้างอิง หรือเผยแพร่ไม่ว่าในลักษณะใด นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ที่เห็นสมควร ความเห็นที่ปรากฎในรายงานฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเห็นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...